สู่เส้นทางแห่งความสุข
ผู้เขียนได้มีโอกาสอ่านบทความตามอัธยาศัย
จึงได้หยิบเรื่องราวดีๆมาฝากกัน เนื่องด้วยสภาวะปัจจุบันสภาพความเป็นอยู่ของผู้คนในสังคมโดยเฉพาะสังคมเมืองมีความสับสนวุ่นวาย
ต้องดิ้นรนแย่งชิงความได้เปรียบกันอยู่ตลอดเวลา
ทั้งนี้ทั้งนั้นก็เพื่อความอยู่รอดของตนเองเป็นหลัก
แต่สิ่งหนึ่งที่ทุกคนไม่ควรมองข้ามก็คือ “ความสุขจากการมองโลกในแง่ดี”
ซึ่งเป็นความสุขในแนวนำจิตวิทยามาประยุกต์ใช้
ความสุขของมนุษย์มีหลายอย่างหลายมิติ บางอย่างก็ฉาบฉวย ผิวเผิน
บางอย่างก็ลึกซึ้ง แต่ความสุขเป็นสิ่งดีที่ใครๆ ก็อยากได้
แม้จะรู้ว่ามักจะอยู่กับเราไม่นานนัก
ถ้าเราไม่ฝึกใจฝึกนิสัยให้มีความสุขอย่างแท้จริง
ความสุขก็หลุดล่องลอยไปจากตัวเราได้ง่าย
มนุษย์ทั่วไปมักจะมองโลกชีวิตตัวเอง และคนอื่นเป็น
3
แบบคือ
มองโลกในแง่ดี
หรือบวก (+)
มองโลกในแง่ไม่ดี หรือลบ
(-)
และมองโลกในแง่กลางๆ
หรือศูนย์ (0)
ตัวอย่างเช่น
ถ้าเรานั่งอยู่คนเดียวในห้องโถงใหญ่ของโรงแรมชั้นหนึ่งที่มีผู้คนมาใช้บริการปะปนอยู่
จู่ๆมีผู้ชายคนหนึ่งที่คุณไม่รู้จัก ท่าทางดี แต่งกายดี อายุกลางคน
เดินยิ้มเข้ามาทักทายคุณว่า “ สวัสดีครับ
ไปไหนมาครับ?”คุณคิดอย่างไรในแวบแรก
·
ถ้าคิดว่าเขาก็แค่คนๆ หนึ่ง
คงทักคนผิด ก็เท่ากับคุณคิดแบบกลางๆ·
ถ้าคิดว่าเขาอาจเป็นเพื่อนเก่าที่คุณจำไม่ได้
หรือเขาอยากรู้จักและเป็นมิตรใหม่กับคุณ ก็ถือว่าคุณคิดแบบบวก
(+)
มองโลกในแง่ดี·
ถ้าคิดว่าเขาอาจเป็นพวกมิจฉาชีพ
จะมาต้มตุ๋น หรือผิดปรกติทางจิต
หรือเปล่าก็ถือว่าคุณคิดในแบบลบ (-) มองโลกในแง่ไม่ดี
เคยมีรายงานว่าคนที่คิดแบบบวก หรือมองโลกในแง่ดีจะมีความสุขมากกว่าอีก 2 ชนิด เพราะในช่วงที่คิดแบบบวกนั้นจะมีการหลั่งสารของความสุขออกมา ทำให้เกิดความหวังในชีวิตเสมอ มีกำลังใจ มองตัวเองและคนอื่นแบบมีค่าและมีศักดิ์ศรี มีมิตรเพิ่มขึ้น เข้ากับผู้คนได้ง่าย ได้รับความช่วยเหลือจากคนอื่นเสมอ และสามารถแก้ไขอุปสรรคในชีวิตและการทำงานได้ดี ขอโทษเป็น มีอารมณ์ขันได้ ไม่กังวลใจ หรือสงสัยในเรื่องเล็กๆน้อยๆ ไม่ทำเรื่องเล็กให้เป็นเรื่องใหญ่ และรู้จักทำเรื่องใหญ่ให้เป็นเล็กได้ด้วย สิ่งดังกล่าวเป็นปัจจัยที่ทำให้มีความสุขทั้งสิ้น คนที่มองโลกในด้านดีมักมีจิตใต้สำนึกที่ดี เคยได้รับความรักและความสนใจจากครอบครัวมาก่อน หรือเป็นเพราะเห็นแบบอย่างและประโยชน์จากการมองโลกในด้านดี จากสิ่งแวดล้อม หรือครอบครัวมาก่อน หรือเป็นเพราะมีการฝึกจิตใจให้มองโลกในด้านดีเสมอมา การพัฒนาความคิดจาก (-) ให้ (+) ใน
ระดับจิตใต้สำนึก เพื่อจะได้มองโลกในแง่ดี รู้จักตัวเองมากขึ้น อยากทำกิจกรรมดีๆ เพื่อตัวเอง เช่น การออกกำลังกาย การสร้างความสัมพันธ์ดีๆ กับเพื่อนมากขึ้น ได้สอนวิธีให้ความรัก ถนอมความรัก วิธีการให้อภัยตนเองและคนอื่น รวมทั้งวิธีลดความเครียด มองข้ามความหยุมหยิม ไม่ทำตัวหน้าเบื่อจำเจ และรู้จักลงมือทำในสิ่งที่ตัวเองรัก ซาบซึ้งความดีของตนเองและคนอื่น รู้จักยิ้มและมีความสุขได้แม้ในยามลำบาก หรือไม่มีความสุข ทำให้ชีวิตมีพลังของการคิดในแนวบวก
นอกจากนี้
ซอนย่า ลูบอเมอร์สกี้ และคณะนักจิตวิทยาจากมหาวิทยาลัยแคลิฟอร์เนีย ได้เสนอบันไดแปดขั้น ซึ่งก็คือทางแห่งความสุข ประกอบด้วย ขั้นที่ 1 จดบันทึกความรู้สึกดี ๆ ขั้นที่ 2 ฝึกเป็นคนเมตตากรุณา ขั้นที่ 3 ซึมซับความสุขสดชื่นในชีวิต</span>
ขั้นที่ 4 ขอบคุณท่านผู้ชี้แนะ ให้ความช่วยเหลือ
ขั้นที่ 5 เรียนรู้ที่จะให้อภัย ขั้นที่ 6 ให้เวลาเพื่อน ๆ และครอบครัว ขั้นที่ 7 ดูแลร่างกายของคุณให้ดี ขั้นที่ 8 หาวิธีการคลายเครียดและจัดการกับปัญหายาก ๆ
เพียงเริ่มต้นด้วยการทำตามข้อใดข้อหนึ่งที่ทำได้
คุณจะได้สัมผัสความสุขง่าย ๆ
ด้วยตัวคุณเอง
คงต้องรีบน้อมรับและนำไปปฏิบัติโดยด่วนล่ะครับจะได้มีความสุขกับเขาบ้าง เพราะผมเองเป็นคนละเอียดเรียกได้ว่าเกินเหตุ และมักจะมองโลกในแง่ร้ายเสมอ แต่ทั้งนี้ก็เพราะไม่อยากประมาทเกินไปนั่นแหละครับ ( ก็ยังเข้าข้างตัวเองอยู่ดี )
เมื่อได้อ่านแล้วก็รู้สึกว่าตัวเองก็เป็นคนมองโลกในแง่ดีเหมือนกันนะ แต่ก็ยังไม่เต็มร้อยคงต้องนำแนวทางไปกระทำแล้ว
เส้นทางแห่งความสุข
ก่อนที่เราจะหาเส้นทางแห่งความสุข ผมว่า เราถามก่อนดีกว่าว่า "ความสุข" คืออะไร เพราะความสุขของแต่ละคนย่อมไม่เหมือนกัน ความสุขที่เกิดจากวัตถุ เงินทอง สิ่งอำนวยความสะดวก หรือความสุขที่เกิดจากใจ เมื่อใจเราเป็นสุข ก็มีความสุขแล้ว เช่นเมื่อเราได้ไปทำบุญ แล้วรู้สึกสบายใจ ก็ถือว่ามีความสุขแล้ว แต่ถ้าหากทำบุญแล้วหวังสิ่งตอบแทนหรือยังรู้สึกเสียดายเงินทองที่ทำบุญไป การทำบุญนั้นย่อมทำให้ไม่มีความสุข
ฉะนั้น "เส้นทางแห่งความสุข" ย่อมเกิดจากใจของเราเอง การที่เราทำอะไรด้วยความมีสติ รู้สึกผิดชอบชั่วดี เมื่อทำดี ไม่ต้องมีใครมาสรรเสริญ แต่เรารู้ตัวเราเองว่า ได้ทำดี แค่นี้ก็มีความสุขแล้ว
ผมว่ามันก็จริงนะครับ ความสุขหรือความทุกข์มันอยู่ที่ตัวเราเอง คือถ้าเรามองสิ่งนั้นดี ก็คือความสุข แต่ถ้าเรามองสิ่งนั้นไม่ดี ก็คือความทุกข์
ได้อ่านบทความแล้วรู้สึกดีมากเลยคะ และก็คิดว่าเมื่อนำมาเปรียบเทียบกับตนเองแล้วบางครั้งก็มองโลกทั้งในแง่บวกและลบบ้าง แต่อันที่จริงแล้วความสุขของคนเราก็อยู่ที่จิตใจจริงๆนะ และดิฉันก็จะลองนำไปปฏิบัติดูคะเพื่อจะให้มีความสุขในชีวิตมากขึ้น ขอบคุณสำหรับบทความดีๆมีสาระมากคะ
ทุกสิ่งทุกอย่างที่จะทำให้คนเราสุข หรือทุกข์นั้น มันขึ้นอยู่กับตัวเรา ว่า คนเราเลือกที่จะคิด และจดจำแบบไหน เลือกที่จะรับ หรือไม่รับอะไร อย่างคนที่อกหักแล้วเกิดความเกลียดชังคนที่ทิ้งเราไป นั่นเป็นเพราะ เขาเลือกที่จะมองในมุมที่ไม่ดี จำด้านไม่ดีของใครคนนั้นไว้ ซึ่งอันที่จริงแล้ว ตอนอยู่ด้วยกันก็มีอะไรดีดีตั้งมากมาย เสร็จแล้วตัวเองก็มานั่งเป็นทุกข์เพราะความแค้นที่สร้างขึ้นเองอีก นึกแล้วก็แย่นะ
สำหรับบทความข้างต้น ใครที่ได้อ่านแล้วสามารถปรับใช้กับตัวเองได้มันจะดีมากทีเดียว แต่ก็อย่าประมาทมากไป เพียงเท่านี้ชีวิตก็มีความสุขได้้างแล้วล่ะ
เป็นบทความที่ดีมาก เพราะทุกวันนี้ในชีวิตประจำวันส่วนใหญ่ คนเราจะมองหรือโทษแต่สิ่งที่ไม่ดี จนละเลยที่จะมองค้นหาในด้านที่ดีๆ ซึ่งแอบซ่อนอยู่ และส่วนหนึ่งในใจอาจมองเห็นสิ่งที่ดีแต่ก็จะนำสิ่งที่ไม่ดีมาปิดบังเอาไว้ ซึ่งเป็นเรื่องปกติของคนไทย เพราะเราจะถูกสอนให้ไม่กล้าแสดงออก หรือเถียงผู้ใหญ่ จนทำให้การยอมรับความจริงในสิ่งที่เป็นด้านบวก ถ้ามีคะแนนน้อยจะถูกมองข้ามไป ซึ่งสถาบันครอบครัวจะมีส่วนช่วยอบรมเลี้ยงดูให้เรามีวิสัยทัศน์มองโลกในแง่ดี หรือไม่ด้วยเช่นกัน รวมทั้งจิตใจที่พร้อมจะยอมรับความจริงที่เกิดขึ้น เพื่อจะได้นำมาซึ่งหนทางแห่งความสุขในชีวิต
การมองโลกว่าจะดีหรือไม่ดีนั้นก็ขึ้นอยู่กับด้วยสภาพแวดล้อมที่มามีส่วนเกี่ยวข้องด้วย บางทีการมองโลกในแง่ดีจนเกินไปก็ไม่ดีนักหรือการมองโลกในแง่ร้ายก็ส่งผลเสียเช่นกัน ดังนั้นการที่เราจะมองโลกว่าจะดีหรือจะร้ายนั้นเราควรใช้สติในการตัดสินใจและคิดอย่างรอบคอบ แต่การคิดดีก็ย่อมส่งผลดีต่อตัวเราและคนรอบข้างเสมอ
หนูว่าบางครั้งการมองโลกในแง่ดีเกินไปก็อาจนำอันตรายมาสู่ตัวเราเองก็เป็นได้ เพราะเรารู้หน้าแต่ไม่รู้จักนิสัยใจคอของอีกบุคคลนึง ว่าจะเป็นคนดีหรือเปล่า
การมองโลกในแง่ดีอาจเป็นความสุขส่วนใหญ่ของทุกคน แต่ก็อาจนำความทุกข์มาให้เราได้เช่นกัน
จากข้อความที่ข้าพเจ้าได้อ่านข้างต้นนั้นทำให้ข้าพเจ้าได้ทราบว่าการมองโลกในแง่ดีนั้นมีความสุขเพียงใดแต่ข้าพเจ้าคิดว่าปัจจุนี้หากคนเราจะมองโลกในแง่ดีเป็นส่วนมากก็ไม่ได้โดยเฉพาะในสังคมเมืองหลวงจะเห็นว่ามีปัญหาหรือเหตุการที่เกิดขึ้นบ่อยเช่น การหลอกไปค้าประเวณี หลอกไปขายแรงงานในต่างประทศ เป็นต้นส่วนหนึ่งข้าพเจ้าคิดว่ากลุ่มคนที่ถูกหลอกตกเป็นเยื่อนี้อาจเป็นเพราะพวกเขามองโลกแน่แง่ดีด้วยค่ะ
กระผมเองเป็นคนมองโลกในแง่ค่อนข้างดีครับ แต่สภาพแวดล้อมในบางทีอาจนำพาให้เรามองโลกในแง่ร้ายก็ได้ครับ
การมองโลกในเเง่ดีนั้น เป็นเรื่องดีที่สุดที่ทำให้เราใช้ชีวิตประจำวันได้อย่างมีความสุข เเต่ถ้าเรามองโลกในเเง่ดีมากเกินไปโดยไม่สนใจโลกภายนอกเลยว่าจะเปลี่ยนเเปลงไปในทิศทางใดก็จะเกิดผลเสียต่อตัวของเราเอง สวัสดีค่ะ
เป็นเรื่องจริงค่ะ ถ้าในโลกปัจจุบันมองอย่างที่อาจารย์กล่าวไว้ในบทความก็คงดีค่ะ คนเราถ้าหาความสุขให้ตนเองได้แค่นี้ก็ดีแล้วค่ะ ถึงแม้จะเป็นความสุขเพียงเล็กน้อยก็ตาม
เราควรที่จะถามตัวเองก่อนว่า “ความสุข” หมายถึงอะไร ถ้าหากเราไม่รู้ว่าความสุขที่ตัวเองหมายถึงอะไร เราก็ไม่สามารถจะมีความสุขได้ตลอดเวลา และความสุขแบบไหนที่จะทำให้เรามีความสุขได้มากที่สุด
นั่งยิ้มทั้งวันก็มีความสุขครับ แม้ใครเขาจะว่าติ๊งต๊อง
ข้าพเจ้ารู้ว่าการมองทุกสิ่งทุกอย่างในแง่ดีมันเป็นสิ่งที่ดีนะค่ะแต่ข้าพเจ้าส่วนตัวเป็นที่มองโลกในแง่ร้ายซะส่วนใหญ่แต่มันก็ทำให้เราไม่สบายใจแล้วก็เคลียดด้วย แต่พอมาอ่านข้อความข้างต้นแล้วรู้สึกดีและสบายขึ้นและทำให้ข้าพเจ้าอย่างมองทุกสิ่งทุกอย่างในแง่ดีจังเลยค่ะเพราะว่าคนที่ได้ประโยชน์ในการมองโลกในแง่ดีก็คือเราเองซึ่งจะทำให้เราสบายใจและไม่เคลียดด้วยค่ะ
ก่อนอื่นเราควรจะถามตัวเราเองก่อนว่า ความสุข ในความคิดของเราคืออะไร และการที่เรามองโลกในแง่ดีก็จะทำให้เรามีแต่ความสุข แต่ถ้ามองโลกในแง่ดีจนเกินไปก็จะเป็นอันตรายต่อตัวเราได้เช่นกัน เพราะเรารู้น่าแต่เราไม่รู้จักใจคอของบุคคลนั้นดีพอ
เราควรที่จะรู้ว่าความสุขนั้นหมายถึงอะไร ความสุขนั้นมีทั้งแง่ดีและร้ายปะปนกันไป เพราะเราไม่ว่าคนที่เราคุยด้วยนั้นเป็นบุคคลประเภทใด
เราควรที่จะรู้ความหมายของความสุขซะก่อนว่า ความคิดเรานั้นแปลว่าอะไร ความสุขมีหลายประเภท เช่น ความสุขจากครอบครัว ความสุขจากครูอาจารย์ และความสุขจากเพื่อน ฯลฯ ความสุขนั้นก็มีแง้ร้ายด้วยเช่นกัน ไม่ว่าจะเป็นความรัก เพราะถ้าหากเรารักแบบผิดๆจนทำให้เกิดสิ่งที่ผิดพลาดในหลายๆอย่างเช่นกัน