สังคมไทย เป็นสังคมที่ชอบแสดงความคิดเห็น เมื่อความคิดเห็นไม่ตรงกันจะตัดสินอย่างไรว่าใครถูกใครผิด

           สังคมไทยเป็นสังคมที่ชอบแสดงความคิดเห็นครับ   และในกรณีที่ความคิดเห็นไม่ตรงกันจะตัดสินอย่างไรว่าใครถูกใครผิด             

          มีฝรั่งท่านหนึ่งวิเคราะห์สังคมไทยเอาไว้ว่า ความถูกผิดของสังคมไทย อยู่ที่ใครเป็นผู้พูด               

         จากประสบการณ์ในการทำงานของผมที่ผ่านมา  ผมค่อนข้างจะเห็นคล้อยตามความคิดของฝรั่งคนดังกล่าวครับ  และผมคิดต่อไปว่าความถูกผิดของสังคมไทย น่าจะขึ้นอยู่กับ อำนาจ ครับ  ว่าคนพูดมีอำนาจแค่ใหน    

        อำนาจในสังคมไทย มีท่านผู้รู้วิเคราะห์เอาไว้ว่ามี 2 ทาง ครับ คือ อำนาจทางเศรษฐกิจ และ อำนาจทางวัฒนธรรม  ขยายความได้ดังนี้ครับ          

         อำนาจทางเศรษฐกิจ   หมายถึง   ฐานะทางการเงินของผู้พูด   พูดกันง่ายๆ คือ ระหว่างคนรวยกับคนจน  ถ้ามีความคิดเห็นไม่ตรงกัน  ร้อยทั้งร้อย  คนจนต้องผิด คนรวยต้องถูก  อยู่เสมอวันยังค่ำ         

       อำนาจทางวัฒนธรรม   หมายถึง   ความอาวุโส ความรู้    ยศ  และ  ตำแหน่ง  ของผู้พูด    ประเด็นนี้  ผู้อาวุโสสูง   ผู้มีความรู้สูง    ผู้มียศและตำแหน่งสูง   ย่อมมีอำนาจที่จะครอบครองความถูกต้อง  ผู้ที่ต่ำกว่า ก็ต้องเป็นฝ่ายผิด           

          ผมมีคำถามว่า  สำหรับกรณีที่คู่ขัดแย้ง   มีอำนาจทางเศรษฐกิจ  หรือ อำนาจทางวัฒนธรรม ที่เท่าๆกัน หรือ อยู่ในระดับเดียวกัน  แล้วจะตัดสินอย่างไรว่าใครถูกใครผิด             

          คำตอบจากประสบการณ์ของผมก็คือ  ต้องมีคนใดคนหนึ่งยอม  ถ้ายอมกันไม่ได้ก็ทางใครทางมันครับ             

          สรุปได้ว่าสาระสำคัญของการตัดสินความถูกผิดความคิดเห็น  อยู่ที่การยอมรับในอำนาจครับ  เป็นการยอมรับด้วยความจำใจ   ไม่ใช่การยอมรับด้วยความเข้าใจ   

           สำหรับหัวใจของบทความนี้คือ  แล้วเราจะมีทางออกในเรื่องนี้หรือไม่ เป็นทางออกที่ให้เกิดการยอมรับความคิดเห็นกันด้วยความเข้าใจในเหตุผล ไม่ใช่ยอมรับกันด้วยความจำใจในอำนาจ          

         ก่อนหาทางออก ผมมีสาระสำคัญจากบทความเรื่อง เพราะอะไร คนเราจึงคิดไม่เหมือนกัน  ของ นพ.วิธาน ฐานะวุฑฒ์ 

           คุณหมอได้ให้เหตุผลทางการแพทย์ว่าที่คนเราคิดไม่ตรงกันเพราะเราแต่ละคนมีโครงสร้างภายใน หรือ Structurally Determined ที่แตกต่างกัน  และโครงสร้างภายใน พูดง่ายๆ ว่าชุดข้อมูล ทั้งหมด ก็คือประสบการณ์ต่างๆที่ผ่านเข้ามาในอดีตของคนนั่นเอง และโครงสร้างภายในเหล่านี้ได้ถูกเลือกให้ทำงานอย่างเป็นอัติในมัติรวดเร็ว จนเราตั้งตัวไม่ทัน

           ปัญหาก็คือ ความเร็วเหล่านี้ ทำให้เราไม่ได้ใช้ชุดข้อมูลใหม่ๆเลย  แต่เราถูกบังคับให้เลือกชุดข้อมูลเดิมๆโดยไม่รู้ตัว  และปัญหาใหญ่ที่สุดเรื่องหนึ่งของคนในยุคปัจจุบันคือ การไม่รับรู้ เมื่อ ไม่รับรู้  คือ ไม่รู้สึกกับเรื่องอะไรที่เกิดขึ้นตรงหน้า สมองก็เลยใช้แต่ชุดข้อมูลเดิม หรือ โครงสร้างภายในอันเก่าที่ใช้มาตลอด จึงไม่มีโอกาสเรียนรู้ที่จะสร้าง สายใยของเซลสมองชุดใหม่ที่จะถูกถักทอเป็นStructurally Determined ชุดใหม่  เมื่อไม่สามารถรับรู้เรื่องใหม่ได้ ก็ย่อมมองไม่เห็นว่าอะไรเกิดขึ้น โดยเฉพาะกับประสบการณ์เดิมๆ    และ การไม่รับรู้ เรียกว่า Cognitive Blindness หมายถึง ความมืดบอดต่ออะไรก็ตาม ที่ไม่ตรงกับโครงสร้างภายในของเรา เราไม่มีทางและไม่มีวันเข่าใจสิ่งที่ไม่ตรงกับโครงสร้างภายในของเรา และนี่คือสาเหตุที่ทำให้คนเราคิดไม่ตรงกัน        

         จากประเด็นของคุณหมอวิธาน ก็ขออนุญาตโยงกลับมาเรื่องเดิมต่อว่า เราจะหาทางออกอย่างไรในกรณีที่ความคิดเห็นไม่ตรงกัน   โดยให้ยอมรับกันด้วยความเข้าใจ       

           คำตอบ ในเรื่องนี้  คุณหมอวิธานก็ได้เสนอทางออกเอาไว้ว่า  วิธีการแก้ปัญหา จึงไม่ใช่ความพยายามที่จะไปรู้เรื่องราวหรือให้ข้อมูลใดๆหรือพยายามไปเปลี่ยนแปลงใคร หรือแม้แต่การเปลี่ยนสิ่งแวดล้อม แต่วิธีการแก้ปัญหาอยู่ที่ทุกฝ่ายต้องฝึกฝน การรับรู้ ว่ามีชุดข้อมูลใดที่ถูกเลือก และเวลานั้นเรารู้สึกอย่างไร เราต้องฝึกฝนทักษะการรับรู้ให้มากขึ้นต่างหาก  เพราะถ้าเรารับรู้ได้ เราก็จะเปิดโอกาสให้สมองได้เลือกโครงสร้างภายในที่แตกต่างไปจากเดิม         

               คุณหมอได้ให้คำตอบในเรื่องนี้ไว้อย่างสมบูรณ์แล้วครับ ผมขอฝากประเด็นเพิ่มเติมดังนี้

            1.  เมื่อคิดเห็นไม่ตรงกัน อย่าเพิ่งตัดสินครับ ว่าใครถูกใครผิด ทางที่ดีควร แขวน เอาไว้ก่อน

           2.  การเปลี่ยนความคิดของคนอื่นให้คล้อยตามเรา เป็นเรื่องยากครับ และอาจเป็นไปไม่ได้เลยก็ได้  วิธีที่ดีที่สุด คือ การเปลี่ยนความคิดของตัวเราเองครับ

         3. หัวใจสำคัญของเรื่องนี้อยู่ที่การยอมรับครับ  ต้องการให้คนอื่นยอมรับความคิดของเรา เราต้องยอมรับความคิดเห็นของเขาก่อนครับ  ต้องทำความเข้าใจความคิดเห็นของเขาให้ได้ และยอมรับด้วยความจริงใจ

          4. สรุปอีกครั้งว่า เมื่อความคิดเห็นไม่ตรงกัน ต่างคนต่างถูกทั้งคู่ครับ ถูกในมุมมองของชุดข้อมูล   เขาก็ถูกตามชุดข้อมูลของเขา เราก็ถูกตามชุดข้อมูลของเรา

             5. ทางออกอยู่ที่การเปลี่ยนมุมมองครับ  แล้วจะเข้าใจกัน  เป็นการเอาชนะข้อขัดแย้ง ไม่ใช่ชนะกันเอง                

            ก่อนจบ ขอสรุปประเด็นทั้งหมดด้วยเพลงแง้มใจของวงคาราบาวครับ

                                                เพลง แง้มใจ (คาราบาว)

               เอาดวง ใจ ของเขา     ใส่ดวง ใจ ของเรา      เราจะรู้ ว่าเขา     คิดกะเรา ยัง ไง คิดอย่างโง้น อย่างงี้      คิดเอาเอง เรื่อย ไป     ไม่ว่าใจ ของใคร  ย่อมอยากให้ใคร เข้าใจ เห็นใจ             เอาดวง ใจ ของเรา    ใส่ดวง ใจ ของเขา     เขาจะรู้ ว่าเรา   คิดกะเขา ยัง ไง คิดอย่างโง้น อย่างงี้    คิดเอาเอง เรื่อย ไป    เปิดประตู หัวใจ    ให้ความจริง มันแง้ม ออกมา

             (คิดดู ก็เบื่อ    เหลือที่ จะคิด    นี่แหละ ชีวิต     คิดสั้น คิดยาว คิดไป ก็ป่วย การที่ จะคิด    คิดถูก คิดผิด    ก็คิด ไป คนเดียว)

               เปิดใจ ให้กว้าง     เราจะได้ เป็นสุข    ใจมี แต่ทุกข์    เป็นใจ คับ ใจแคบ ก็ลด ตัว ลงหน่อย    มาจับ เข่าคุย กัน    จะโกรธ กันรัก กัน   ก็บอก กันตรง ตรง

               เอาดวง ใจ ของเรา    ใส่ดวง ใจ ของเขา    เขาจะรู้ ว่าเรา คิดกะเขา ยัง ไง     คิดอย่างโง้น อย่างงี้     คิดเอาเอง เรื่อย ไป เปิดประตู หัวใจ     ให้ความจริง มันแง้ม ออกมา

             (คิดดู ก็เบื่อ     เหลือที่ จะคิด     นี่แหละ ชีวิต    คิดสั้น คิดยาว คิดไป ก็ป่วย การที่ จะคิด    คิดถูก คิดผิด    ก็คิด ไป คนเดียว)

               เปิดใจ ให้กว้าง     เราจะได้ เป็นสุข    ใจมี แต่ทุกข์    เป็นใจ คับ ใจแคบ

            ก็ลด ตัว ลงหน่อย     มาจับ เข่าคุย กัน     จะโกรธ กันรัก กัน   ก็บอก กันตรง ตรง

        เอาดวง ใจ ของเขา    ใส่ดวง ใจ ของเรา    เราจะรู้ ว่าเขา   คิดกะเรา ยัง ไง คิดอย่างโง้น อย่างงี้     คิดเอาเอง เรื่อย ไป    เปิดประตู หัวใจ   ให้ความจริง มันแง้ม ออกมา

      เอาดวง ใจ ของเรา    ใส่ดวง ใจ ของเขา    เขาจะรู้ ว่าเรา   คิดกะเขา ยัง ไง คิดอย่างโง้น อย่างงี้     คิดเอาเอง เรื่อย ไป     เปิดประตู หัวใจ    ให้ความจริง มันแง้ม ออกมา