วิธีสอนด้วยการไม่สอน หลังจากอาการตาขวาอักเสบหายเป็นปกติแล้ว จึงออกมาสำรวจต้นไม้ดอกไม้ในสวน ได้ยินเสียงนกแย่งชิงกินผลอะไรสักอย่าง ก็รีบสาวเท้าตามเสียงนั้นทันที มาหยุดอยู่ตรงที่ต้นทับทิม ซึ่งนกกำลังส่งเสียงแย่งชิงจิกกินเมล็ดทับทิมสีแดงสดสวยงามอย่างสนุกสนาน เมื่อแหงนมองสำรวจไปทั่วๆพบว่าผลทับทิมสุกเปลือกแตกออกเป็นเสี้ยวๆเผยอวดโฉมเมล็ดทับทิมสีแดงสะดุดตาน่าดูยิ่ง นัก อย่าว่าแต่นกเลย Lin Hui เองก็อดที่มองเมล็ดทับทิบที่อัดแน่นในผลจนระเบิดแตกออกเมื่อถึงเวลาสุกช่างเป็นธรรมชาติที่งดงามให้ชื่นชม แทนคำขอบคุณที่เราใส่ใจรดน้ำให้ปุ๋ย อย่างสม่ำเสมอ ธรรมชาติ มีความซื่อตรงเสมอไม่ขาดไม่เกินถึงเวลาก็จะตอบแทนเราอย่างเต็มใจและนุ่มนวล เมื่อสำรวจดูแล้วน่าจะแบ่งผลทับทิมที่สุกคาต้นจากนกมาทำน้ำทับทิมสดดื่มให้รางวัลแก่ชีวิตคงจะดี ว่าแล้วก็ลงมือ เตรียมทำทับทิมสดทันที....................
![]()

เมื่อเห็นว่านกได้กินทับทิมจนอิ่มหน่ำสำราญทั่วถึงกันแล้ว จึงเดินไปหยิบตะกร้อสอยผลไม้มาสอยทับทิมที่ยังไม่ถูกนกจิกกิน จากนั้นก็เริ่มลงมือทำตามขั้นตอนดังภาพที่เห็นข้างล่างนี้...................

สรุปก็ได้น้ำทับทิมสด พร้อมดื่ม เก็บไว้ดื่ม อย่างน้อยก็ประมาณ 3 วัน นี่คือการสอนที่ไม่ต้องสอน ส่วนเรื่องวิธีทำน้ำทับทิมสด นั้นผู้อ่านบันทึกนี้ จะเป็นผู้บรรยายขั้นตอนวิธีทำน้ำทับทิมสดตามความถนัดของตนเองอาจค้นหาข้อมูลเพิ่มเติมได้อย่างอิสระตามความชอบ ใครใคร่รู้ได้รู้ ใครอยากเรียนได้เรียน ใครทำดีได้ดี ขอเชิญเขียนบทความเรื่องทับทิมทุกแง่ทุกมุม ที่ทุกๆคน ทุกๆสาขาวิชาชีพ สามรถทำได้ นี่คือการเรียนการสอนแบบธรรมชาติ สอนด้วยการไม่สอน จะมีรางวัลให้ผู้เขียนบทความทุกบทความ หลังการตรวจสอบความถูกต้องในเชิงธรรมชาติค่ะ
ใช่ค่ะ..บางสิ่งบางอย่างเราต้องเรียนรู้ด้วยตัวเองบ้าง..มะต้องรอให้ใครสอน..ขอบคุณค่ะสำหรับ..น้ำทับทิม..ดื่มแล้ว..ชื่นใจจัง..
* การฟื้นฟูสู่สภาพเดิมของหัวใจและตับ
* การฟอกไตและท่อปัสสาวะ
* สมรรถนะในการส่งเสริมการย่อย
* ขจัดไขมันส่วนเกิด
* เป็นยาบำรุงกำลัง
* ช่วยป้องกันการแพ้ท้อง
* ช่วยปรับฮอร์โมนในวัยหมดประจำเดือน
* ปรับปรุงระบบการฟอกและหมุนเวียนโลหิต
* การฟื้นฟูจากโรคเบาหวาน
* สมรรถนะในการกลั้นเสมหะ
* ต่อต้านการเสื่อมสมรรถภาพทางเพศและเพิ่มพลัง
* ป้องกันโรคขี้หลงขี้ลืมในผู้สูงอายุ
* ทำให้ผิวหน้าสวย
ในประเทศญี่ปุ่นมีรายการแนะนำทับทิมทางโทรทัศน์และหนังสือพิมพ์ว่า ทับทิมมีสรรพคุณในการบรรเทาโรคหัวใจ และความดันโลหิตสูง ช่วยเพิ่มพลัง เพิ่มความงาม และประโยชน์อื่นอีกมากมาย ทำให้ทับทิมเป็นที่สนใจอย่างกว้างขวาง สภาพตลาดทับทิมระหว่างประเทศ ในปัจจุบัน ได้มีการค้นคว้าและแปรรูปทับทิมมากมายจากหลายประเทศทั่วโลก เช่น ในประเทศเยอรมันมี นอกจาก จะมีการผลิตสินค้าจากน้ำทับทิมเข้มข้นแล้ว ยังได้นำเมล็ด ใบ และดอก มาใช้เป็นวัตถุดิบในการผลิตสินค้าหลากหลายชนิด น้ำทับทิมจึงเป็นน้ำผลไม้ชนิดหนึ่งที่มีคุณประโยชน์ และเป็นของที่มาจากธรรมชาติ นับเป็นหนึ่งในอาหารสุขภาพที่มีผลบำรุงร่างกายที่แท้จริง
บริษัท แอกเซส แอนด์ แอสโซซิเอทส์ จำกัด
โทร. 02-6415300-7 ต่อ 400, 09-1284440
สวัสดีค่ะ ท่าน อาจารย์ Lin Hui เรื่องการส่งออกสมุนไพร รบกวนอาจารย์อ่านที่หนูลิ้งให้ค่ะ http://www.tws.ac.th/thoenwit/Library/charpa/www.charpa.co.th/bulletin/ThaiHerbs.html
ขอบคุณค่ะ ด้วยความเคารพค่ะ
ขอบคุณมากค่ะจะตามไปดูค่ะ
วันนี้ Lin Hui ขอนำบทความเกี่ยวกับน้ำทับทิมและน้ำกระเจี๊ยบที่เห็นว่าเป็นประโยชน์มาให้เพิ่มเติมค่ะ
http://www.praphansarn.com/new/forum/forum_posts.asp?TID=8470
กินทับทิม ชิมน้ำกระเจี๊ยบ ห่างโรคหัวใจ
โดย...สันติสุข โสภณศิริรู้ไหมคนไทยตายด้วยโรคหัวใจ ถึง 17,000 คนต่อปี หรือประมาณ 2 คนต่อชั่วโมง นั่นหมายความว่าทุกวันคนไทยทั้งประเทศหัวใจวายตาย 48 คน
พบว่าเหยื่อจากโรคหัวใจส่วนใหญ่เป็นกลุ่มคนอยู่ดีกินดี เกิดปัญหาไขมันอุดตันในหลอด เลือดยิ่งในรายที่มีปัญหาเบาหวาน และความดันโลหิตสูง จะทำให้ผนังหลอดเลือดเกิดเป็นแผล อักเสบ ทำให้เซลเม็ดเลือดขาวและเกล็ดเลือดถูกดึงมารวมตรงจุดที่มีการอั กเสบ เกิดเป็นก้อน อุดตันในหลอดเลือด บางคนที่สูบบุหรี่จัด สารนิโคตินจะยิ่งทำให้เลือดเกาะตัวกันเป็นก้อนใหญ่ อุดตันหลอดเลือดที่ไปหล่อเลี้ยงหัวใจ ก่อให้เกิดการแน่นหน้าอกอย่างเฉียบพลัน ใจสั่น เหงื่อแตก เมื่อมีอาการมากขึ้นผู้ป่วยจะหมดสติ และถ้าไม่มีเลือดไปเลี้ยงกล้ามเนื้อหัวใจภายใน 6 ชั่วโมง จะเกิดสภาวะกล้ามเนื้อหัวใจตาย และเสียชีวิตในที่สุด
เคล็ดลับป้องกันโรคหัวใจมีหลายวิธี ในที่นี้ขอแนะนำวิธีหนึ่งที่ไม่ต้องกินยา แต่ใช้ผลไม้ สมุนไพรที่ผ่านการวิจัยมาแล้วว่าได้ผลดี ไม่มีพิษภัยและเป็นผลไม้ที่หาง่ายใกล้ตัว นั่นคือ ทับทิม และ กระเจี๊ยบแดง
ต่อไปนี้เป็นผลการศึกษาการใช้น้ำทับทิมในผู้ป่วยโรคหัวใจ
พบว่าเมื่อให้ผู้ป่วยดื่มน้ำทับทิมวันละ 50 ซีซี ทุกวันเป็นเวลา 2 สัปดาห์ จะมีผลลดไขมันชนิดไม่ดีในหลอดเลือดได้ถึง 20% สารโพลีฟีโนลิก ฟลาโวนอยด์ (Poly p’nenolic Flavonoids) และสารกลุ่มแทนนิน (Tannin) ซึ่งมีอยู่ปริมาณมากในน้ำทับทิม ที่ได้จากทั้งผลและเมล็ด จะช่วยสลายการอุดตันของไขมันในหลอดเลือด และลดสภาวะเสี่ยง ต่อการที่ผนังหลอดเลือดแข็งตัวและถูกทำลายจากอนุมูลอิสระ
ยิ่งไปกว่านั้นน้ำทับทิมสามารถ ยับยั้งเอ็นไซม์ แองจิโอเทนซิ่น คอนเวิร์ทติง (Angiotensin Converting Enzyme – ACE) ในหลอดเลือดซึ่งเป็นตัวการสำคัญที่ทำให้เกิดความดันโลหิตสูง
คนเราถ้าหลอดเลือดยืดหยุ่นตัวดีไม่มีอะไรไปอุดตัน ความดันโลหิตเป็นปกติ ก็รับรองได้ ว่าจะไม่อยู่ในแบล็คลิสต์ตายด้วยโรคหัวใจวาย 48 คน ต่อวัน อย่างแน่นอน น้ำทับทิมมีฤทธิ์บำรุงหัวใจมากกว่าไวน์องุ่นแดง ถึง 3 เท่า โดยไม่ต้องทำเป็นเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ รสชาติก็อร่อยไม่แพ้กันแถมราคาถูกกว่าด้วย มีการทดลองคั้นน้ำทับทิมสเตอร์ไรด์ใส่ตู้เย็นแช่ในช่องธรรมดา เป็นเวลานานกว่า 6 เดือน โดยที่สารสำคัญยังอยู่ครบถ้วน
ช่วงนี้เป็นหน้าทับทิม จะสะสมทับทิมไว้คั้นน้ำดื่มหรือ หรือจะเก็บไว้กินวันละ 2 – 3 ลูก ก็ได้เพื่อรักษาสุขภาพหัวใจอันเป็นศูนย์กลางของชีวิต บางคราวถ้าหาทับทิมไม่ได้ก็ดื่มน้ำกระเจี๊ยบ แดงแทนก็ได้ผลดีไม่แพ้กัน
มีการศึกษาในผู้ป่วยความดันโลหิตสูงระยะที่ 2 ซึ่งเป็นระที่อันตรายมาก(มีความดันโลหิล่างบนสูงถึง160-180 มิลลิเมตรปรอท และมีค่าความดันโลหิตล่างสูงถึง 100 - 114 มิลลิเมตรปรอท) โดยใช้ชาผง กระเจี๊ยบแดง 10 กรัม ชงในน้ำเดือด 250 ซีซี แช่ไว้นานอย่างน้อย 10 นาที ดื่มก่อนอาหารเช้าทุกวันๆละครั้งเดียวเท่านั้น ผลปรากฏว่าภายใน 12 วัน ค่าความดันโลหิตบน ลดลง 11.2% (คือลดเหลือ 140 - 160 มิลลิเมตรปรอท และมีค่าความดันโลหิตล่างลดลง 10.7% (คือลดเหลือ 89 – 102 มิลลิเมตรปรอท) ทั้งนี้เพราะสารสำคัญในผลกระเจี๊ยบได้แก่ แอนโทไซยานิน (Anthocyanin) ออกฤธิ์ทำให้หลอดเลือดแดงคลายตัว ( Vaso reraxation)
สูตรชาชงกระเจี๊ยบแดง 10 กรัม จะมีสารมาตรฐานแอนโทไซยานิน 9.6 มิลลิกรัม
ในการทดลองนั้นมีการวัดปริมาณของสารในปัสสาวะ พบว่าปริมาณโซเดียม ในปัสสาวะสูงขึ้น แสดงว่ามีการขับเกลือโซเดียม ออกมาทางปัสสาวะมากขึ้น ซึ่งช่วยให้ความดันโลหิตลดลง ในขณะที่ปริมาณโปตัสเซียม และคลอไรด์ ไม่มีการเปลี่ยนแปลง ทั้งยังพบว่าผู้ดื่มน้ำกระเจี๊ยบเป็นประจำมีน้ำหนักลดลงอย่างเห ็นได้ชัด มีการทดลองความเป็นพิษของสารสกัดจากกระเจี๊ยบแดงในหนูทดลอง ปรากฏว่าไม่พบความเป็นพิษใดๆ ต่อตับและไต ของสัตว์ แม้จะใช้สารสกัดกระเจี๊ยบแดงในปริมาณมากๆ แสดงว่าคนเราสามารถดื่มน้ำกระเจี๊ยบแดงได้มากกว่าสูตรทดลอง 2 – 3 เท่า โดยไม่มีอันตรายใดๆ แต่กลับจะได้รับผลดีในการลดไขมันในหลอดเลือดมากขึ้น
มากินทับทิมหรือน้ำกระเจี๊ยบกันทุกวันกันเถอะเพื่อจะไม่เป็นเหย ื่อรายต่อไปของเพชฌฆาต โรคหัวใจ
Edited by กองบ.ก. on 27 November 2007 เวลา 17:18
__________________
กองบ.ก. สำนักพิมพ์ประพันธ์สาส์น
Lin Hui นำบทความอีกชิ้นมาให้ค่ะ
ทับทิม ไม่เพียงแค่ชื่อที่มีคุณค่า
Date: Friday, July 21 @ 11:00:43 ICT
Topic: Science Magazine
ด้วยเหตุผลที่ผลทับทิมมีเมล็ดมากอยู่ภายใน ชาวจีนจึงเชื่อว่า ทับทิมเป็นผลไม้มงคล นิยมปลูกในบ้าน ด้านคุณค่าทางโภชนาการและสุขภาพ เนื่องจากทับทิมมีสาร polyphenols ปริมาณมาก และส่วนใหญ่เป็นชนิด hydrolysable tannins (สาร tannin เป็นสารที่มีรสฝาด และมักพบในไวน์แดง) นอกจากนี้ยังมี puracaligins ซึ่งมีประสิทธิภาพสูงในการทำหน้าที่
เป็น antioxidant หรือเป็นสารต่อต้านอนุมูลอิสระ สารดังกล่าวเหล่านี้สามารถได้มาจากน้ำของทับทิม ในเมนูของนักโภชนาการ หลาย ๆ เมนูก็ประกอบด้วยน้ำทับทิมและเมล็ดของทับทิม (อุดมไปด้วยไฟเบอร์) เป็นส่วนผสม เมล็ดทับทิมแห้งสามารถเก็บไว้ได้ในตู้เย็นนานถึง 3 เดือน
ได้มีงานวิจัยหลายฉบับสนใจศึกษาผลทางยาและการรักษาของน้ำทับทิม พบว่าน้ำทับทิมมีประสิทธิภาพลดอัตราการเสี่ยงต่อโรคหัวใจ ซึ่งรวมถึง LDL oxidation และลดภาวการณ์เกิดโฟมเซล ภาวะดังกล่าวเป็นขั้นตอนของโรคหัวใจ ไม่นานมานี้มีรายงานว่า น้ำทับทิมมีประสิทธิภาพสูงในการป้องกัน มะเร็งต่อมลูกหมาก (prostate cancer) ปัจจุบันน้ำทับทิมได้รับความนิยมบริโภคมากในประเทศสหรัฐอเมริกาและอังกฤษ รวมถึงหลายประเทศในยุโรป โดยน้ำทับทิมสามารถหาซื่อได้ตามแบรนด์ ต่าง ๆ และมักพบในส่วนของอาหารเพื่อสุขภาพ น้ำเชื่อมกลิ่นทับทิม (กรีนาดีน grenadine) สามารถนำมาทำเครื่องดื่มได้หลากหลายชนิด ในสมัยก่อนกรีนาดีนทำจากน้ำทับทิมสด แต่ในปัจจุบันมีส่วนผสมอื่นด้วย
ประโยชน์อย่างอื่นของทับทิม เช่น ในประเทศญี่ปุ่นใช้เป็นสีย้อมสำหรับเส้นใยธรรมชาติ ถึงแม้จะไม่ได้ปลูกทับทิมอย่างแพร่หลาย แต่ก็ได้นำต้นทับทิมมาประดับตัดแต่งเป็นบอนไซ ด้วยเหตุผลที่ทับทิมให้ดอกที่สีแดงสดสวย จากประโยชน์ต่าง ๆ ที่ได้กล่าวมาทั้งคุณค่าทางโภชนาการ คุณค่าทางการรักษาโรค และคุณค่าทางการตกแต่ง จะพบว่าต้นทับทิมเป็นพืชที่มีประวัติมาช้านานและเป็นพืชที่มีคุณค่า ดังเช่นชื่อ ทับทิม
เอกสารอ้างอิง
1. D. W.Choi, J. Y. Kim, S. H. Choi, H. S. Jung, H. J. Kim, S. Y. Cho, C. S. Kang and S. Y. Chang, Food Chemistry, 96, 4, 2006, 562-571
2. A. Malik, F. Afaq, S. Sarfaraz, V.M. Adhami, D.N. Syed and H. Mukhtar, The Journal of Urology, 175, 3, 2006, 1171
3. M.Maskan, Journal of Food Engineering, 72, 3, 2006, 218-224
ขอขอบคุณภาควิชาเคมี คณะวิทยาศาสตร์ และเทคโนโลยี มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ รังสิต
ชอบน้ำทับทิมจังเลยค่ะ
ทับทิมเป็นผลไม้ที่สวยงามและมีกลิ่นหอมมาก ทับทิมสามารถปลูกได้ในประเทศไทย แต่แท้ที่จริงเป็นผลไม้ที่มีต้นกำเนิดมาจากเปอร์เซีย ทับทิมเป็นผลไม้ศักดิ์สิทธิ์ ถูกนำมาทำเป็นยารักษาโรคตั้งแต่ 8,000 ปีมาแล้ว ในประเทศเปอร์เซียโบราณมีความเชื่อว่า คุณค่าทางอาหารทุกชนิดที่มีอยู่ในผลไม้ต่างๆ นั้น รวมกันอยู่ในทับทิม ทับทิมเป็นผลไม้ที่มีการเพาะปลูกอย่างแพร่หลาย และทำเป็นผลิตภัณฑ์ไปทั่วโลก
คุณประโยชน์ของทับทิม ในตำราแพทย์สมัยโบราณ เปอร์เซีย
ในผลทับทิมมีวิตามินมากมายหลายชนิด รวมทั้งแมกนีเซียมและแคลเซียม ซึ่งมีประโยชน์ต่อระบบฟอกโลหิต และระบบการหมุนเวียนในร่างกาย ในตำราแพทย์โบราณของเปอร์เซีย (ซึ่งถือว่าเป็นต้นตำรับของวิชาแพทย์ตะวันตกในปัจจุบัน) ระบุว่าทับทิมมีประโยชน์ดังต่อไปนี้
- การฟื้นฟูสู่สภาพเดิมของหัวใจและตับ
- การฟอกไตและท่อปัสสาวะ
- ขจัดไขมันส่วนเกิน
- เป็นยาบำรุงกำลัง
แต่เรื่องเขื้อราหาไม่พบค่ะ ลองติดต่อ ที่กองโภชนาการ กรมอนามัยไหมคะ เขามีนักวิชาการมาก
http://nutrition.anamai.moph.go.th/temp/main/view.php?group=3&id=117
- ช่วยป้องกันการแพ้ท้อง
- ปรับปรุงระบบการฟอกและหมุนเวียนโลหิต
- สมรรถนะในการกลั้นเสมหะ
- ต่อต้านการเสื่อมสมรรถภาพทางเพศและเพิ่มพลัง
- ป้องกันโรคขี้หลงขี้ลืมในผู้สูงอายุ
1. น้ำทับทิม มีสารต้านอนุมูลอิสระหลายชนิดที่มีประสิทธิภาพสูงมาก
2. สามารถลดภาวะการสะสมไขมันในผนังเส้นเลือด ปัองกันเส้นเลือดอุดตันและแข็งตัว ซึ่งจะทำให้เป็นโรคหัวใจขาดเลือดตามมา
3. ทำให้เส้นเลือดที่หนาตัวและมีไขมันสะสมแล้ว ซึ่งถือเป็นเส้นเลือดที่ไม่ดีแล้ว มีความหนาตัวลดลง และลดไขมันที่สะสมลงได้อีกด้วย
4. ลดความดันโลหิตได้เล็กน้อย ประมาณ 5% ในผู้ป่วยที่ความดันโลหิตสูง ถ้ารับประทานน้ำทับทิมวันละ 50 ซีซี เป็นเวลาสองสัปดาห์
5. บำรุงตับ ปัองการเป็นพิษต่อตับจากสารพิษได้
6. สารต้านอนุมูลอิสระจากน้ำทับทิม มีผลยับยั้งเซลล์มะเร็งเต้านมของมนุษย์ (Human Breast Cell)
ในประเทศญี่ปุ่น มีรายการแนะนำทับทิมทางโทรทัศน์และหนังสือพิมพ์ว่า ทับทิมมีสรรพคุณในการบรรเทาโรคหัวใจและความดันโลหิตสูง ช่วยเพิ่มพลัง เพิ่มความงาม และประโยชน์อื่นอีกมากมาย ทำให้ทับทิมเป็นที่สนใจอย่างกว้างขวาง
รับประทานวันละ 30 ซีซี หรือ 1 ถ้วยตวง ต่อวัน
Ephraim P. Lansky1
, Wenguo Jiang2, Huanbiao Mo3, Lou Bravo3, Paul Froom4, Weiping Yu5, Neil M. Harris6, Ishak Neeman7 and Moray J. Campbell8
botanical - chaos - chemoprevention - complex drug - complexity - drug design - drug discovery - natural product
Email: [email protected]
References secured to subscribers.
PDF
The size of this document is 316 kilobytes. Although it may be a lengthier download, this is the most authoritative online format.
Open: Entire document
HTTP User Agent: Mozilla/4.0 (compatible; MSIE 6.0; Windows NT 5.1; SV1; InfoPath.1)
ขอเพิ่มค่ะ
เชื้อรา น่าจะเกิดจากเรา คั้นน้ำทับทิม แล้วไม่ดื่มให้หมด แต่เก็บไว้ในตู้เย็นหลายวัน โดยไม่มีสารกันบูด กันรา
ทุกอย่างก้ขึ้นราได้ เพราะมีจุลินทรีย์ในอากาสลงไป contaminate ค่ะ
ถ้าจะไม่ให้เป้นรา ต้อง บรรจุเก็บไว้ ในภาชนะปิดสนิท และปลอดเชื้อค่ะ ซึ่งก้อาจทำให้วิตามินหมดไป
เรื่องนี้ เป็นเรื่องทางวิทยาศาสตร์อาหาร
แต่ดีที่สุด คั้นแล้ว ดื่มเลย ภายใน 24 ช.ม.ค่ะ
ดิฉันเคยทำด้านอาหารมาก่อน มีการใส่สารทั้งนั้นค่ะ กินสดดีที่สุดค่ะ
สวัสดีค่ะอาจารย์ขา
เรื่องทับทิมนี้ปีที่ผ่านมาทางรายการ เมืองไทยวาไรตี้ ที่ออกอากาศทาง ททบ.5 ได้เชิญอาจารย์คุณหมอของมหาวิทยาลัยแม่ฟ้าหลวงมาออกรายการค่ะ หนูจำได้ไม่มากนักค่ะ
ท่านวิจัยเกี่ยวกับประโยชน์ของทับทิมหลายอย่าง มีอย่างหนึ่งที่หนูจำได้ อาจารย์คุณหมอบอกว่าน้ำทับทิมทำให้ใบหน้าสวยใส ดูอ่อนเยาว์ได้ ท่านให้นำทับทิมมาคั้นน้ำแล้วนำน้ำมาทาทั่วบริเวณใบหน้าทุกวัน จะทำให้สวยใสค่ะ สามารถคั้นเก็บไว้ในตู้เย็นได้ค่ะ
หนูจำได้เท่านี้จริงๆ ค่ะอาจารย์ขา
Pomegranate (Punica granatum) rot causing microscopic fungi, their occurrence in pomegranate juice and toxigenic ability
<p>Karine M. Grigoryana, Hasmik G. Hayrapetyan
, a, Mariam Sarkisyana and Lusine Hakobyana
Corresponding author. </div><p>
aDepartment of Food Biology, Yerevan State University, A. Manoogian 1, Yerevan 2006, Armenia
Available online 14 August 2006.
</p><div class="art">
</p><table border="0" cellspacing="0" cellpadding="0" width="100%"><tbody><tr>
Volume 164, Supplement 1, 20 September 2006, Page S275
Abstracts of the EUROTOX 2006/6 CTDC Congress - 43rd Congress of the European Societies of Toxicology & 6th Congress of Toxicology in Developing Countries
</tr></tbody></table><p><table border="0" cellspacing="0" cellpadding="0" class="sdMainNav sci_dirNav"><tbody><tr>
</tr></tbody></table></span></p><div style="margin: 5px 5px 5px 8px"><div style="width: 100%"><table border="0" cellspacing="0" cellpadding="0" width="100%" class="pageText" style="font-size: 75%"><tbody><tr><td valign="top"><table border="0" cellspacing="0" cellpadding="0"><tbody><tr valign="top">
</tr></tbody></table></td></tr></tbody></table></div></div>