งบฯ ปี"50 เหลือแบ่งเข้ากองทุน กทช.โยน "คลัง" ตามหนี้ทีโอที
กทช. เร่งเคลียร์งบฯ ปี"50 หลังเบิกจ่ายงบประมาณไปแค่ 60% เหลือเงินสดในมือกว่า 924 ล้านบาท เตรียมนำบางส่วนสมทบเข้ากองทุนพัฒนากิจการโทรคมนาคม รวมทั้งส่งคืนกระทรวงการคลังอีกกว่า 200 ล้านบาท พร้อมเตรียมนำส่งเงินค้างจ่ายค่าธรรมเนียมใบอนุญาต และค่าธรรมเนียมเลขหมายที่ทีโอทีค้างจ่ายอีกกว่า 1,200 ล้านบาท ให้กระทรวงการคลัง เพื่อให้กรมบัญชีกลางจัดการชี้ขาด
แหล่งข่าวจากสำนักงานคณะกรรมการกิจการโทรคมนาคมแห่งชาติ (กทช.) เปิดเผย "ประชาชาติธุรกิจ" ถึงการเบิกจ่ายงบประมาณประจำปี 2550 ของสำนักงาน กทช. ว่า ได้มีการเบิกจ่ายไปทั้งหมด 1,879 ล้านบาท จากงบประมาณที่ตั้งไว้ 2,803 ล้านบาท หรือเบิกจ่ายไปประมาณ 60% โดยมีงบประมาณที่ไม่สามารถเบิกจ่ายได้ 924 ล้านบาท ซึ่งมีโครงการจำนวนมากที่ลงนามในช่วงปลายเดือน ธ.ค.2550 แต่ ยังไม่ได้เบิกจ่ายเงินเป็นจำนวนมาก หากไม่นับกรณีเหล่านี้แล้ว กทช.จะมีเงินคงเหลือมากกว่า 1,000 ล้านบาท ทั้งนี้เงินคงเหลือดังกล่าว กทช.จะจัดสรรบางส่วนเข้ากองทุนพัฒนากิจการโทรคมนาคมและกองทุนพัฒนาเทคโนโลยีเพื่อการศึกษา รวมทั้งจัดสรรเข้าสถาบันคุ้มครองผู้บริโภคในกิจการโทรคมนาคม โดยคาดว่าจะใช้เงินประมาณ 200 ล้านบาท และนำส่งกระทรวงการคลัง ซึ่งคาดว่าจะเป็นเงินสดประมาณ 200 ล้านบาท หรือมากกว่านั้น
นอกจากนี้ กทช.จะนำยอดเงินค่าธรรมเนียมเลขหมายโทรคมนาคมและค่าธรรมเนียมใบอนุญาตที่บริษัท ทีโอที จำกัด (มหาชน) ค้างจ่ายแก่ กทช.กว่า 1,250 ล้านบาท โอนให้แก่กระทรวงการคลังด้วย "กทช. มีแนวคิดที่จะนำส่งยอดเงินจำนวนดังกล่าวสมทบกับเงินคงเหลือในปีนี้ให้กระทรวงการคลังด้วย หลังจากนั้นก็แล้วแต่ทางกรมบัญชีกลางเองว่าจะตามทวงต่อหรือยกเว้นให้แก่ ทีโอทีไป ที่เราทำแบบนี้ก็เพื่อที่จะหาทางลงให้แก่ทีโอที เพราะการไม่ปฏิบัติตามคำสั่งของ กทช. จะมีโทษทางการปกครอง แต่เนื่องจากว่าทีโอทีก็เป็นหน่วยงานของรัฐ เราก็ไม่อยากที่จะทำอะไรรุนแรง และการโอนเงินจำนวนดังกล่าวให้แก่กระทรวงการคลังก็จะเป็นทางออกที่ดีกว่าการมีมาตรการทางการปกครอง" แหล่งข่าวกล่าว และว่า ในส่วนของค่าธรรมเนียมเลขหมายนั้น ทีโอทีค้างชำระอยู่ 747.4 ล้านบาท โดยเป็นเลขหมายที่ ทีโอทีได้รับการจัดสรรอยู่เดิมก่อนจะมี กทช. และต่อมาเมื่อ กทช.ออกประกาศหลักเกณฑ์การจัดสรรเลขหมายโทรคมนาคมชั่วคราวออกมา มีผลให้ทีโอทีต้องจ่ายค่าธรรมเนียมเลขหมาย 1 บาท/ เดือน ตั้งแต่วันที่ 4 ส.ค. 2548 จนถึงวันที่ 29 ส.ค. 2549 ซึ่งเป็นวันสุดท้ายก่อนที่ กทช. จะประกาศหลักเกณฑ์การจัดสรรเลขหมายโทรคมนาคมชั่วคราวฉบับที่ 2 ออกมา รวมทั้งเปลี่ยนเลขหมายโทรศัพท์มือถือจาก 9 หลัก เป็น 10 หลัก ซึ่งทีโอทีปฏิเสธที่จะจ่ายแม้ว่า กทช.จะมีคำสั่งให้ชำระเงินจำนวนนี้หลายครั้งแล้วก็ตาม
นอกจากนี้ทีโอทีได้ค้างชำระค่าธรรมเนียมใบอนุญาตจากปี 2549 โดยตามกระบวนการแล้ว การคำนวณค่าธรรมเนียมแบบที่ 3 นั้น กทช. อนุญาตให้นำค่าใช้จ่ายด้านการลงทุนเพื่อสาธารณประโยชน์ต่าง ๆ มาหักลดหย่อนออกจากค่าธรรมเนียมที่ต้องนำส่ง กทช. ได้ แต่เนื่องจากหลักเกณฑ์และรายการหักลดหย่อนไม่มีความชัดเจน ทำให้แต่ละฝ่ายคำนวณผลออกมาต่างกัน โดยทีโอทีนำส่งค่าธรรมเนียมใบอนุญาตแก่ กทช.เป็นจำนวน 1,055 ล้านบาท ขณะที่การคิดของ กทช. ทีโอทีต้องจ่าย 1,649 ล้านบาท ดังนั้น กทช. จึงมีมติเมื่อวันที่ 25 ต.ค. 2550 เรียกเก็บค่าธรรมเนียมทีโอทีเพิ่มอีก 519 ล้านบาท
<p style="margin: 0in 0in 0pt; text-indent: 0.5in; text-align: justify" class="MsoNormal">ทั้งนี้ผู้สื่อข่าวรายงานว่า การตั้งงบประมาณของ กทช. ในปี 2550 เป็นการตั้งงบประมาณแบบสมดุลซึ่งจะไม่มีเงินเหลือส่งให้รัฐเลย อย่างไรก็ตามเมื่อปิดงบการใช้จ่ายเมื่อวันที่ 28 ธ.ค. 2550 ที่ผ่านมา สำนักงาน กทช.ไม่สามารถเบิกจ่ายเงินได้ตามแผนที่วางไว้ ขณะที่ในปีงบประมาณ 2548-2549 กทช.ก็เบิกจ่ายไม่หมดและมีเงินคงเหลือประมาณ 1,000 ล้านบาท ซึ่งก็ได้นำส่งกระทรวงการคลังไปแล้ว 500 ล้าน และนำเข้ากองทุนพัฒนากิจการโทรคมนาคมและกองทุนพัฒนาเทคโนโลยีเพื่อการศึกษาอีก 500 ล้านบาท</p> ประชาชาติธุรกิจ 10 ม.ค. 51