เมื่อวันอังคารที่ผ่านมา ผมได้มีโอกาสลงพื้นที่ไปสำรวจและค้ดกรองภูมิปัญญาท้องถิ่นที่เกี่ยวกับการเกษตร ได้ดินทางไปที่ตำบลมหาชัย อำเภอไทรงาม แวะเยี่ยมเยียนคุณลุงวิเชียร แย้มมาก เกษตรกรคนเก่งที่มีอาชีพปลูกกล้วยไข่ กล้วยหอม ทำนา และไม้ผลอีกสารพัด จุดมุ่งหมายของผมก็คือจะตามไปดูเครื่องพ่นยาที่คุณลุงวิเชียรและลูกชายได้ประดิษฐ์ขึ้น เพื่อทุ่นแรงในการพ่นน้ำหมักชีวภาพที่ต้องพ่นบ่อยๆ และครั้งละจำนวนมากๆ จึงได้ประดิษฐ์เครื่องพ่นยาเพื่อลดค่าใช้จ่ายและทุ่นแรงงาน ว่ายังใช้ได้ดีอยู่หรือไม่
ก่อนอื่นก็คงจะต้องรบกวนท่านผู้อ่านคลิกไปอ่านบันทึกครั้งก่อนที่ผมได้บันทึกเกี่ยวกับเครื่องพ่นยาไว้แล้ว (ลิงค์อ่าน) ในวันนี้บังเอิญคุณลุงวิเชียรก็กำลังจะไปพ่นยาอยู่พอดี ก็ได้ยลโฉมหัวพ่นยาอีกแบบหนึ่ง(แบบที่เกษตรกรส่วนใหญ่ใช้กัน) และเห็นการติดตั้งที่ง่ายๆ เลยเก็บภาพมาฝาก และเปรียบเทียบกับของเดิมว่ามีการพัฒนาหรือปรับปรุงเครื่องพ่นยาไปจากเดิมอย่างไรบ้าง
- ภาพเครื่องพ่นยาประดิษฐ์เองแบบเดิม จากบันทึกครั้งที่แล้ว

ใช้ถังเล็ก (200 ลิตร) และหัวพ่นจำนวน 3 หัว
- ภาพ 2 ภาพต่อไปนี้มีส่วนที่พัฒนาไปจากแบบเดิมคือ

ใช้ถังผสมน้ำหมักที่ใหญ่ขึ้นขนาด 1 พันลิตร ทำให้เตรียมเพียงครั้งเดียวไม่ต้องเปลี่ยนถังบ่อยๆ

เปลี่ยนหัวพ่นจากเดิมใหญ่กว่านี้ มาเป็นขนาดพ่นฝอยธรรมดา ทำให้เพิ่มปริมาณจากแบบเดิม 3 หัว เป็น 6 หัว พ่นได้ละเอียดกว่าเดิม
จากการไปเยี่ยมชมภูมิปัญญาชาวบ้าน เครื่องพ่นยาประเดิษฐ์ของคุณลุงวิเชียรในครั้งนี้ คุณลุงวิเชียรยังให้ข้อมูลเพิ่มเติมอีกว่า สามารถ
- ลดเวลาการทำงานจาก 3-4 ชั่วโมงในการพ่นยา 1 ครั้ง ในพื้นที่นา 22 ไร่ เหลือเพียงครั้งละ 1 ชั่วโมง
- ลดแรงงาน-ค่าจ้างแรงงานคนพ่นยาลงได้ เพราะไม่ต้องใช้แรงงานคนพ่นเลย
แต่มีเงื่อนไขหรือข้อเสนอแนะไว้ว่าหากเกษตรกรท่านใดจะนำไปปรับใช้ในนาจะต้อง
- ปรับถนน คือปรับคันนาให้กว้างขึ้นให้รถสามารถวิ่งได้ และ
- แปลงนาจะต้องพอดีกับความสามารถของแขนพ่น คือจะต้องกว้างประมาณ 2 เท่าของแขนพ่น จะทำให้การพ่นมีประสิทธิภาพ (พ่นวนทั้ง 2 ข้างสลับ)
จะเห็นได้ว่าเกษตรกรบ้านเรานั้น มีความสามารถและสามารถคิด วิเคราะห์และปรับปรุงการปฏิบัติการในไร่นาอยู่เสมอ เพื่อให้เหมาะสมและสอดคล้องกับสถานการณ์ เห็นได้ดังตัวอย่างของคุณลุงวิเชียรท่านนี้ ผมคิดว่าน่าจะเป็นประโยชน์แก่ผู้สนใจทั้งสนใจในเครื่องมือการเกษตร และวิธีคิดแก้ปัญหาของเกษตรกร เลยบันทึกมาฝากครับ
วีรยุทธ สมป่าสัก 10 มกราคม 2551
เป็นนวัตกรรมที่ดีมากๆครับ แป็นการเรียนรู้ผ่านการปฏิบัติที่พัฒนาขึ้นจากงานที่ทำ
แต่ไม่อยากให้มีการ ฉีด พ่นยาเลยนะครับ
ผมไปที่น่าน "งานชุมชน น่าอยู่ จุฬา-น่าน" แล้ว เห็นภาพของการทำงานประเด็น "เกษตรปลอดภัย" แล้ว ชื่นใจมากๆครับ
เยี่ยมมาก
น่าจะทำการสรุปเป็นเอกสารไว้เพื่อเผยแพร่
หรือเป็นต้นฉบับก่อนที่จะพัฒนารุ่นใหม่ๆออกมาอีก
หากเขาใช้ยา น้องสิงห์อย่าลืมเตือนเรื่องเครื่องป้องกันอันตรายการสูด หายใจและถูกเนื้อตัวด้วยนะครับ
เกษตรกรเราหากใช้ความคิดบ้างดัดแปลงจากสิ่งที่เขามีอยู่ พี่เชื่อว่าเทคโนโลยี่พื้นบ้านจะออกมามากเลยครับ อาจจะมีอยู่โดยทั่วไปแต่เราไม่รู้ก็ได้ครับ
เยี่ยม..ด้วยคนครับ..
เรียนรู้จากเกษตรกร..
เผยแพร่ต่อ..
เยี่ยมทั้งเกษตรกร..
เยี่ยมทั้งผู้เผยแพร่ครับ..
หากพ่นสารชีวภาพนั้น ดีมากๆครับ
ไปเรียนรู้ที่น่าน มีน้ำยาชีวภาพที่ป้องกัน แก้ไข โรพืชด้วย น่าสนใจมาก
เยอะไปหมดครับ
ผมจะไปที่ ขาณุฯ วันที่ ๑๖ นี้ หากพี่ว่างชวนไปเที่ยวด้วยกันครับ จะไปประเมินผลชุมชนที่จัดการท่องเที่ยวครับ ที่แก่งเกาะใหญ่
ฝากความระลึกถึง พี่ อ.อ๋อย ด้วยครับ ท่านทำงานหนัก และ เรียนหนัก ฝากพี่หอบกำลังใจให้ท่านด้วยครับ
* สวัสดีปีใหม่ 2551 ขอให้มีความสุขทุกประการครับ
* เป็นภูมิปัญญาที่ดีมากครับ แล้วจะขอนำไปประยุกต์บ้างนะครับ