" เหมือนเวลาน้องเล่นบอล ถ้ามีคนบอกน้องให้สับขาหลอก 2 ที วิ่ง 4 ก้าวแล้วยิงประตู ถามว่า เป็น style ที่น้องถนัดหรือเปล่า น้องจะเล่นไม่ดี ดังนั้นจงเล่นบอลให้เป็นธรรมชาติของตัวเอง "

ช่วงเดือน ม.ค.51-ก.พ 51 ผมได้รับนิสิตแพทย์ปี 4 มหาวิทยาลัยนเรศวร (มน.)  เพื่อเรียนวิชา เวชศาสตร์ครอบครัว-เวชศาสตร์ชุมชน วันนี้สอนเรื่อง communication skils

ผมให้เอกสารอ่านก่อน 1 คืน และตอนเช้าผมพาเด็กไปที่ PCU แม่กิ้ดหลวง วันนี้คนไข้เยอะครับ (90 คน) ผมให้เด็กผลัดกันฝึก approach คนไข้โดยให้อีกคนสังเกตว่าเพื่อนพูดคุยกับผู้ป่วยเป็นอย่างไร (สลับกัน ได้คนไข้คนละ 1 ราย) ช่วงบ่ายผมให้เด็กมานั่ง comment ตัวเอง - เพื่อน comment และสุดท้าย ผม comment

บรรยากาศสนุกมากครับ เพราะทุกคนตื่นเต้นและสนใจมาก ว่าตัวเองได้ comment แบบไหน

สรุปข้อ comment ที่เด็กทุกคนมีปัญหาคล้ายๆ กันคือ

1.เด็กมักจะพยายามถามให้ได้มากที่สุดมากกว่าการฟัง (มีน้องคนหนึ่งพยายามถามเรื่อง ความดันโลหิต แต่ผู้ป่วย สนใจเรื่องปวดท้องกลัวเป็นมะเร็ง) ถามคำถามแรกไป แล้วก็เตรียมคำถามสองในใจ ถามแต่ไม่รอคำตอบว่าอย่างนั้นเถอะ

2. เด็กรู้สึกคนไข้พูดนอกเรื่อง (ทั้งๆที่เรื่องนั้นผู้ป่วย concern) ผมเลยบอกว่า "น้องต้องเข้าใจวาระประชาชน (ทั้งกลุ่มก็ ฮา )"

3. เด็กพยายามจะใช้ technique แต่สนใจแก่นของเรื่องราวผู้ป่วยน้อยเช่น

น้องถามว่า "จะต้องสัมผัสผู้ป่วยเมื่อไหร่"

 ผมถามว่า "แล้วน้องจะสัมผัสเพื่ออะไร"  

เด็กก็บอกว่า "แสดงความเห็นใจ"  

เด็กยื่นมือไปแสดงตัวอย่างโดยสัมผัสไหล่น้องอีกคน

ผม "ความเห็นใจเริ่มที่ไหน"

เด็ก "เริ่มที่ใจครับ"

 ผม "ถ้าเห็นใจเขาจริง ก็จะทำไปเองตามธรรมชาติ" ผมเลยหันไปถามน้องที่ถูกสัมผัสไหล่แล้วถามน้องว่าเป็นอย่างไรเมื่อถูกสัมผัส

น้องอีกคนตอบว่า "รู้สึกแปลกๆ อึดอัด"

ผม " เหมือนเวลาน้องเล่นบอล ถ้ามีคนบอกน้องให้สับขาหลอก 2 ที วิ่ง 4 ก้าวแล้วยิงประตู ถามว่า เป็น style ที่น้องถนัดหรือเปล่า น้องจะเล่นไม่ดี ดังนั้นจงเล่นบอลให้เป็นธรรมชาติของตัวเอง "

สรุปท้าย (ห้าโมงเย็น) active listennig +empathy  เป็น key สำคัญ

หมายเหตุ " topic หัวเรื่องทำให้ผมเข้าใจหัวอกคนเป็นครูแล้วว่า สอนเด็กมันเหนื่อยขนาดไหนครับ"