Children with cancer & treatments 2008
 โรคมะเร็งในเด็กและการรักษา

 มะเร็งในเด็กเป็นโรคที่มีการพยากรณ์โรคดี   สามารถรักษาให้หายขาดได้มากกว่า

ร้อยละ 70   ในประเทศไทยมะเร็งเป็นสาเหตุการตายอันดับ 6 ในเด็กอายุ 5-14 ปี รองจากจมนำ อุบัติเหต ไข้เลือดออก ความผิดปกติตั้งแต่กำเนิด และโรคติดเชื้อ HIV จากการศึกษาของชมรมมะเร็งเด็ก (Thai oncology group) พบอุบัติการณ์ของมะเร็งเด็กเป็น 79.7 ต่อประชากรเด็กล้านคน

   เนื่องจากโรคมะเร็งที่พบในเด็ก คือโรคมะเร็งระบบโลหิต ได้แก่  ALL, AML, CML, APL โรคมะเร็งระบบน้ำเหลือง ได้แก่  Hodgkin Lymphoma, Non - Hodgkin Lymphoma  โรคมะเร็งระบบกล้ามเนื้อและประสาท ได้แก่ Medulloblastoma, Astrocytoma, Glioblastoma โรคมะเร็งเนื้อเยื่อประสาท ได้แก่  Neuroblastoma โรคมะเร็งกระดูก ได้แก่ Osteosarcoma, Ewing’s sarcomaโรคมะเร็งระบบอื่นๆ ในเด็ก   เช่น Retinoblastoma, Wilm’s tumor เป็นต้น    

                ปัจจุบันการรักษาโรคมะเร็งในเด็ก  ใช้การรักษาด้วยยาเคมีบำบัดเป็นหลัก ร่วมกับการรักษาฉายรังสีและผ่าตัด  และที่นิยมกันและถือเป็นวิธีที่มีประสิทธิภาพคือการรักษาด้วยยาเคมีบำบัด โดยยับยั้งการสร้างเซลล์มะเร็งและป้องกันการลุกลามของเซลล์มะเร็งไปยังอวัยวะอื่นๆ ขณะเดียวกันผลข้างเคียงที่เกิดขึ้นทำให้เด็กได้รับความไม่สุขสบายทั้งด้านร่างกายและจิตใจตามมา นอกจากพยาบาลจะมีความรู้เรื่องโรคมะเร็งในเด็ก ยังต้องมีความรู้ความเข้าเกี่ยวกับยาเคมีบำบัด ผลข้างเคียง  เพื่อสามารถวางแผนให้การพยาบาลได้อย่างเหมาะสม                   

                ยาเคมีบำบัดที่ใช้บ่อยในการรักษามะเร็งเด็ก เช่น Vincristine, Metrotrexate, Cyclophosphamide, Ifosfamide, Adriamycin, Actinomycin D, L-aspiraginase, Bleomycin, 5-Fluorouracil และยาอื่นๆที่นำมาใช้ร่วมกับยาเคมีบำบัดเพื่อทำให้ผลการรักษาดี ได้แก่ ฮอร์โมนที่สร้างจากต่อมเอดรีนัล เช่น prednisolone  หรือ Leucovorin ซึ่งเป็นวิตามินใช้ร่วมกับ 5-FU เพิ่มฤทธิ์ของยามากขึ้นและช่วยป้องกันการเกิดอาการข้างเคียงของยา Metrotrexate นอกจากนี้ยา Mesna ให้เพื่อป้องกันการเกิดกระเพาะปัสสาวะอักเสบ ถ่ายปัสสาวะเป็นเลือด จากการให้ยา Ifosfamide และยา Cyclophosphamide ในขนาดสูงๆ                    

 อาการข้างเคียงและภาวะแทรกซ้อนจากยาเคมีบำบัด                               

ผลข้างเคียงหรือภาวะแทรกซ้อนที่เกิดขณะกำลังรับยา หรือภายหลังการรับยาแล้ว  จะเป็นอาการที่ก่อให้เกิดความไม่สุขสบาย รบกวนชีวิตประจำวันของเด็ก  

                    อาการเกิดขณะได้รับยาเคมีบำบัด ได้แก่:-

1.         คลื่นไส้อาเจียน  เนื่องจากยามีผลต่อระบบทางเดินอาหาร และระบบประสาทส่วนกลาง อาการจะรุนแรงมากหรือน้อยขึ้นกับชนิดของยา

2.         เนื้อเยื่ออักเสบ เมื่อยาบางชนิดรั่วออกนอกหลอดเลือด อาจเกิดเนื้อตายและมีแผลเป็นได้ เช่น Vincristine, Adriamycin

3.         มีไข้ หนาวสั่น อาจเกิดภายหลังรับยาเคมีบำบัดทันที และจะหายไปหลัง 24 ชั่วโมง

4.         สีและกลิ่นของปัสสาวะอาจเปลี่ยนแปลงขณะได้รับยา  ยาบางชนิดทำให้ปัสสาวะ สีส้ม สีเหลือง เป็นต้น  

                    อาการเกิดหลังได้รับยา 24 ชั่วโมง ได้แก่:-

1.       กระเพาะปัสสาวะอักเสบ  เนื่องจากยาไปทำลายเยื่อบุกระเพาะปัสสาวะ ทำให้มีเลือดออกและปัสสาวะเป็นเลือด เช่น Cyclophosphamide, Ifosfamide

2.       อ่อนเพลีย กล้ามเนื้ออ่อนแรง  เกิดจากผลของยาต่อกล้ามเนื้อและประสาท อาการที่เกิดขึ้นอาจเกิดนาน 1 สัปดาห์ หรือมากกว่านั้น

3.       ท้องเสีย หรือปวดท้อง เกิดจากการบีบตัวของลำไส้อย่างมาก

4.       ไขกระดูกถกกด  เม็ดเลือดขาวต่ำ ทำให้ความต้านทานต่อเชื้อโรคลดลง ติดเชื้อง่าย  เม็ดเลือดแดงต่ำทำให้ซีด เหนื่อย และอ่อนเพลีย  และเกล็ดเลือดต่ำทำให้เลือดออกง่ายในทุกๆ ระบบของร่างกาย

                     อาการเกิดหลังได้รับยา 2- 3 สัปดาห์  ได้แก่:-

1.       เบื่ออาหารน้ำหนักลด เนื่องจากคลื่นไส้อาเจียน ปากเป็นแผล เจ็บปาก ทำให้ไม่อยากรับประทานอาหาร

2.       ปากอักเสบ แผลในปาก เกิดขึ้นหลังได้รับยา 1 สัปดาห์ ริมฝีปากและเยื่อบุจะแห้งซีด เจ็บปาก และมีเลือดออกง่าย

3.       ผมร่วง ซึ่งจะเกิดขึ้นหลังได้รับยาไปแล้ว 1-2 สัปดาห์ และจะงอกใหม่ภายใน 2-3 เดือน ซึ่งพบว่าส่วนใหญ่ผมที่เกิดใหม่เส้นผมจะนุ่มดำและสวยกว่าเดิม ทำให้ทั้งผู้ป่วยเด็กและครอบครัวมีความพึงพอใจ                   

 นอกจากการรักษาด้วยวิธีให้ยาเคมีบำบัดดังกล่าวข้างต้น การรักษาโดยใช้รังสีรักษาซึ่งมักใช้ร่วมกับเคมีบำบัดและการผ่าตัด  การฉายรังสีก็มีทั้งผลดีและผลข้างเคียง โดยผลข้างเคียงที่เกิดจากการฉายรังสี ส่วนใหญ่ผู้ป่วยเด็กจะมีอาการอ่อนเพลีย ไม่มีแรง เบื่ออาหาร บางรายมีอาการคลื่นไส้อาเจียน อาการที่เกิดขึ้นเป็นผลจากการที่เซลล์มะเร็งถูกทำลาย ไขกระดูกถูกกดจากทั้งรังสีและยาเคมีบำบัดกรณีใช้รังสีควบคู่ไปกับการรักษาด้วยยาเคมีบำบัด ดังนั้นทั้งเด็กและครอบครัวจะมีความจะมีความวิตกกังวลจากปัญหาหรืออาการไม่สุขสบายต่างๆ ที่เกิดขึ้นขณะได้รับรังสีรักษา พยาบาลจำเป็นต้องมีความรู้ ความเข้าใจ ในการแนะนำผู้ป่วยเรื่องการปฏิบัติตัวเมื่อได้รับรังสีรักษา  ตลอดจนการป้องกันภาวะแทรกซ้อน เพื่อให้การดูแลผู้ป่วยเด็กโรคมะเร็งและครอบครัวเป็นไปอย่างมีประสิทธิภาพ 

การพยาบาลผู้ป่วยเด็กโรคมะเร็งแบบองค์รวม                    ผู้ป่วยเด็กโรคมะเร็งจำเป็นต้องได้รับการดูแลรักษาอย่างต่อเนื่องจนครบตามแผนการรักษา เด็กต้องเข้าออกโรงพยาบาลเป็นประจำ บางระยะเวลาต้องเข้านอนรักษาในโรงพยาบาล และอาจต้องรับการรักษาด้วยยาเคมีบำบัดแบบผู้ป่วยนอกนานเป็นปี ซึ่งผลการเจ็บป่วยทำให้กระทบต่อผู้ป่วยเด็กด้านพัฒนาการ (Development) ด้านความสามารถในการเรียนรู้ (learning ability) รวมทั้งภาพลักษณ์อื่นๆ ตามมา (body image) ดังนั้นการดูแลควรครอบคลุมองค์รวม (Holistic) ทั้งด้านร่างกาย จิตสังคม และจิตวิญญาณ โดยปรัชญาการพยาบาลองค์รวม (Holistic nursing) มีลักษณะเป็นแบบ holistic public health approach   คือการให้การดูแลแบบองค์รวม โดยครอบคลุมทั้งด้านร่างกาย สังคม  สุขภาพจิต และสอนให้มีชีวิตที่มีสุขภาพอนามัยดี โดยการเข้าไปเยี่ยมและสอนในชุมชน โรงเรียน และบ้าน  อย่างไรก็ตามการจัดระบบการดูแลเพื่อตอบสนองความต้องการของเด็กและครอบครัวอาจมีความแตกต่างกัน ดังนั้นสามารถออกแบบการพยาบาลให้มีความเหมาะสมตามบริบทของแต่ละหน่วยงาน (setting)

Principle of Cancer Management , สามารถเปิดดูได้ที่ http://www.med.cmu.ac.th/dept/pediatrics/04-divisions_home_thai/08-hema-onco-home/Panja-book/chapter2.htm