เช้าวันนี้ได้อ่าน B จาก http://gotoknow.org/blog/tantirapan/158188?page=1 ประจวบกับเมื่อคืนได้อ่านหนังสือพุทธปรัชญาชีวิตของอาจารย์ฟื้น อดีตอาจารย์ปรัชญามหาวิทยาลัยศิลปากร เรื่องเกี่ยวกับตายนี้เหมือนกัน ทำให้ได้ความคิดในเช้านี้ว่า "เราอาจจะรู้ว่าเราตายแล้ว แต่เราไม่อาจรู้ได้ว่าเราจะตาย วันเวลาใด"
ความตายเหมือนกับงูลอกคราบ หากไม่เคยเห็นเวลาที่งูลอกคราบ ต้องฟังการบรรยายจาก อ.ประมวล เพ็งจันทร์ ในแผ่นซีดีที่แนบมาพร้อมกับหนังสือ "เดินสุ่อิสรภาพ"
ช่วงงูลอกคราบ ผมเข้าใจว่า ผิวหนังใหม่ของเขาคงอ่อนมากๆ เขาคงเจ็บปวด และคิดไปว่า เหมือนกับตอนที่กำลังจะตาย ระหว่างที่ ธาตุต่างๆ กำลังจะแตก น่าจะเจ็บปวดอย่างยิ่ง เมื่อออกจากร่างนี้แล้ว ก็มองร่างเก่าที่ไร้วิญญาณ นอนแน่นิ่งอยู่บนพื้นดิน เหมือนกับงูที่มองคราบตัวเองฉะนั้น
ความตายคือการเปลี่ยนผ่านชีวิต ร่างกายวันนี้ ไม่ใช่ร่างกายเมื่อ ๕๐ วันที่ผ่านมา หากแต่เป็นกระบวนการเปลี่ยนผ่าน พัฒนาการจากสิ่งหนึ่งไปสู่สิ่งหนึ่ง ขณะเดียวกันจิตใจไม่เที่ยง จิตใจเมื่อหลายวันก่อนไม่ใช่จิตใจในวันนี้ หากแต่มีกระบวนการเปลี่ยนผ่าน และจิตใจหลังตายก็เป็นอีกอย่างหนึ่ง ที่ผ่านกระบวนการเปลี่ยนผ่าน ครั้นเกิดใหม่ก็เป็นจิตนี้เอง แต่วันนี้ หากแต่สืบเนื่องจากวันนี้ ร่างกายจึงไม่เที่ยง จิตใจจึงไม่เที่ยง
ทั้งหมดที่คิดและพิมพ์ลงนี้ เป็นความเข้าใจวันนี้ ยังไม่ได้ศึกษาข้อมูลว่าจะตรงกับทฤษฎีต่างๆหรือไม่
ขอบคุณความคิดที่ได้จากแหล่งการเรียนรู้ในเช้านี้
สวัสดียามเช้าค่ะอาจารย์เอก
เช้านี้ก่อนเข้าที่ทำงาน แวะปั๊มเติมน้ำมัน แล้วเดินไปซื้อนม แวะมุมหนังสือ ซื้อหนังสือ "ทำเพื่อเขาครั้งสุดท้าย" คือ..เป็นเรื่องการเตรียมตัวเกี่ยวกับความตายสำหรับคนอยู่ใกล้ตัวและสำหรับตัวเอง พอมาเปิดบล็อกก็เจอหัวข้อนี้ของอาจารย์เอกพอดี...
การนึกถึงความตาย ทำให้เราเตรียมพร้อม ไม่ประมาท และทำความดีเยอะๆ
ร่างกายเป็นทางผ่าน ส่วนจิตใจก็มีการเปลี่ยนผ่านอย่างที่อาจารย์ว่า น่าตกใจที่พบว่า บางเรื่อง จิตใจเราก็เปลี่ยนไปสู่หนทางที่แย่ลง ต้องเอาความตายมาเตือนสติคะ
....ไม่ทราบว่า คิดมากไปหรือเปล่าสำหรับการเริ่มต้นวันใหม่...
ชอบรูปใหม่ของอาจารย์จริงๆ
สวัสดีท่าน นมินทร์(นม.) สบายดี
เคยคิดว่าตัวเองยังมีชีวิตอยู่ แต่แล้วต่อมาก็ได้รู้ว่าสิ่งที่คิดนั้นมันไม่ถูกต้อง คนเราทุกวันนี้มีแต่คนตาย แท้จริงแล้วไม่มีใครเกิดด้วย
ที่เราต่างคิดว่าเรามีชีวิตอยู่นั่นแหละ คือเราได้ตายไปแล้ว เพราะคิดว่ายังมีชีวิตอยู่จึงมีขีวิตที่เต็มไปด้วยความประมาทในการกินอยู่หลับนอนและสืบพันธุ์
การถูกกิเลสเข้าควบคุมบงการ นั่นชีวิตเราก็หายไปแล้ว เรามีชีวิตอยู่ด้วยความอยากได้ อยากมี อยากเป็น และเกิดกิเลสเป็นห่วงโซ่ครอบคลุม เพียงเท่านี้เราก็ไม่มีเวลาที่จะทำความรู้จักธรรมชาติเดิมแท้ของตัวเองแล้วว่ามันคืออะไร?
ขอบคุณสำหรับบทความดีๆอีกบทหนึ่ง
สวัสดีเจ้าค่ะ คุณครูเอก
ตายแล้วน้องจิไปสวรรค์.....ถ้ามีอะไรดึงขาก็ไม่ไป จะขึ้นอย่างเดียว 5555+++....หรือว่าจะต้องไปชดใช้เวรไปชดใช้กรรม คิคิ
เป็นกำลังใจให้เจ้าค่ะ คุณครู-------> น้องจิ ^_^
สวัสดียามเช้าครับท่านอาจารย์ปัทม์
สวัสดีครับ 2. ณัฏฐ์ อนุเซน สกุลรินไซ
สวัสดีครับ อ.นม.
มันใช่จริง ๆครับ มีการเกิดขึ้นและดับลงอยู่ตลอดเวลาจริง ๆ
ผมเคยอ่านศึกษาจากหนังสือของท่านพุทธทาสบ้างเหมือนกันครับ
คิดแบบนี้ ทำให้มีสติได้อยู่ตลอดเวลาครับ
ขอบคุณครับ
สวัสดีครับ "สุมิตรชัย"