นิยามมนุษย์ สมการมนุษย์ (???)

ในการเขียน สร้าง หลักสูตร เพื่อการเรียน การสอน การอบรม สักหลักสูตรหนึ่ง ที่เราคุ้นเคยกันก็คือสูตร OLE (objective, learning experience, evaluation) คือมี วัตถุประสงค์การเรียน การจัดประสบการณ์การเรียนรู้ และการประเมินผล เป็น conceptual framework เบื้องต้น และโดยทั่วๆไป ยิ่งเราสามารถทำให้แต่ละหมวด แต่ละมิติ ชัดเจนมากเท่าไรยิ่งดี จะได้เกิดความเป็นสากลและเข้าใจตรงกัน เกิด "มาตรฐาน" เดียวกันได้

จริงเสมอไปหรือไม่?

เมื่อวันก่อน ผมสอนวิชา Principle of Palliative Care ให้แก่นักศึกษาแพทย์ชั้นปีที่ 5 (ไม่ได้บรรยาย น่าจะเรียกว่าหล่อเลี้ยง โยนคำถาม กวนประสาท ฯลฯ) ใช้เวลาประมาณชั่วโมงสิบห้านาที สืบค้นตัวเอง ชีวิต ว่า เท่าที่ผ่านมา "เราเคยเข้าใจอะไรถ่องแท้ และชัดเจนจริงๆ ในเรื่องอะไรบ้าง?"

ผมชูแก้วกาแฟขึ้นมา "อืม.... กาแฟแก้วนี้อร่อยจัง" หันไปถามนักศึกษาแพทย์ (นศพ.) ที่นั่งรายล้อมอยู่ "เมื่อสักครู่นี้ ผมหมายความว่าอะไร?"

"กาแฟอร่อยครับ"

"กาแฟแก้วนี้อร่อยครับ"​ (คนตอบยิ้มเย้ยแก่คนตอบคนแรก นัยยะว่า "ฉันละเอียดกว่าแก")

"กาแฟแก้วนี้เข้มข้น กลมกล่อมค่ะ"

"กินแล้วกระชุ่มกระชวย"

"อาจารย์ชอบทานกาแฟค่ะ"

"อาจารย์ชอบทานกาแฟแก้วนี้ครับ"

..........

" OK ครับ นั่นเป็นความหมายที่เรารู้สึกได้ขึ้นมาทันที ที่เราได้ยินประโยคเมื่อตะกี้นี้ และโดยส่วนใหญ่ ความหมายที่เราได้มา (หรือแปลออกมา) ก็จะนำไปสู่พฤติกรรม หรือ กระบวนทัศน์ ชุดความคิดของเราใหม่ๆ แต่ละข่าวสาร แต่ละข้อมูลที่ผ่านประสาทการรับรู้ของเรา จะเกิดการแปล และตีความตลอดเวลา ทีนี้ผมจะพูดถึงคำสองคำ นั่นคือ อัตตวิสัย (subjective) และ ภววิสัย (objective) ที่เราอาจจะคุ้นเคยกันพอสมควร ในการเรียนนั้น เราคุ้นเคยกับการทำอะไร คิดอะไร ที่เป็นภววิสัย และพยายามลดอัตตวิสัยลง เพราะอัตตวิสัยนั้น เป็น "ตัวเราเอง" ที่เป็นคนแปล คนให้ความหมาย ซึ่งอาจจะบิดเบี้ยว ไม่ตรงกัน อย่าง "กาแฟแก้วอร่อย" ที่ผมพึ่งพรรณนาไปเมื่อสักครู่ ถ้าพวกเราบางคนเกิดอยากลอง ไปรินจากกระติกเดียวกันจิบดู​ เราก็จะเริ่มพบว่า "เอ...... อาจารย์พูดมาได้ยังไงว่าอร่อยเนี่ย รสชาติไม่เห็นได้เรื่องเลย" หรืออาจจะคิดเห็นด้วยว่า "อา... อร่อยจริงๆ" หรือบางคนก็อาจจะคิดว่า "อ๋อ..... อย่างนี้นี่เองที่คอกาแฟเขาเรียกว่าอร่อย" แล้วก็จำๆไปไว้ใช้ในอนาคต"

 ระบบเครือข่ายประสาท  (neuronet)

ในช่วงชีวิตของเรา เรามีเวลาไม่มากนักเมื่อคำนึงถึงปริมาณข้อมูลที่สมองของเราต้องคิดคำนวณ รับรู้ แปลความ ตัดสินใจ ดังนั้น สมองจึงจัดระบบให้เราจำเป็นต้องคิดน้อยที่สุด อะไรที่จัดเป็น autopilot ได้ ก็จะจัดแบบนั้นไป เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพ และเกิด "ที่ว่าง" ที่จะคิดในเรื่องที่สำคัญๆ ที่ต้องตัดสินใจจริงๆภายหลัง ลองพิจารณาดู เช่น

แอปเปิ้ลหนึ่งลูก เราจะนึกถึงอะไรบ้าง?

"กลม แดง กรอบ ฉ่ำ อร่อย แพง โลตัส คอมพิวเตอร์ MacIntosh เขียว พาย ภัตตาคาร ฯลฯ...."

หรือ "เต่า" เรานึกถึงอะไร?

"กระต่าย (มีคนตอบอย่างนี้ทุกกลุ่มที่เคยถามมา.... น่าสนใจมากๆ) ช้า ตลก อายุยืน คลาน ตู้ปลา สี่ขา สีเขียว ดำ กระดอง หัวคอยืดได้หดได้ นีโม เหม็น รักแร้ ฯลฯ....."

set ของคำต่างๆด้านบน flash ขึ้นมาโดยอัตโนมัติ โดยไม่ต้องคิดเสียด้วยซ้ำไป เพื่อที่ทำให้เราเกิดความเข้าใจใน "แอปเปิ้ล" หรือ "เต่า" อย่างรวดเร็ว และเราจะได้สามารถตอบสนอง หรือมี reaction ต่อแอปเปิ้ล และเต่า ได้อย่างเหมาะสม เช่น เราก็จะไม่วิ่งหนีเต่าเหมือนอย่างเช่นที่เราอาจจะทำเมื่อเราเจอ "เสือ" ซึ่งจะมี set ความหมายผุดขึ้นมาอีกคนละชุดกัน

set ความหมายเหล่านี้ เปลี่ยนแปลงได้ตลอดชั่วชีวิต เพราะ "ประสบการณ์"

เมื่อเรามีประสบการณ์เพิ่มเติม บางครั้งเราก็จะไปปรับเปลี่ยนแปลงความหมายเดิมที่เคยมี เช่น อยู่มาวันหนึ่ง เราไปเจอเอา roll-on ยี่ห้อใหม่ มาใช้ดับกลิ่นเต่าของเรา ใช้แล้วรักแร้ขาวสะอาดเป็นประกาย ไร้กลิ่น หรือกลิ่นหอมยั่วยวนใจ อะไรก็แล้วแต่ คำว่า "เต่า" ที่บางคนเคยผูกสัมพันธ์กับกลิ่นเหม็น ก็เริ่มเปลี่ยน เปลี่ยนเป็นไม่เหม็นเสียแล้ว กลายเป็นของที่โชว์ได้ ไปไหนมาไหน ก็คอยจะชูแขน โชว์ความขาวสะอาดเป็นประกายของเต่า เต่าไม่เคยมีความหมายแบบเก่าอีกต่อไป!!!

ในสมองของเรามีเซลล์ประสาทอยู่ประมาณ 100 พันล้านเซลล์ หรือ ล้านล้านเซลล์ แต่ละเซลล์ประสาทมีจุดสื่อสารกับเซลล์อื่นๆ (synapse points) อยู่ประมาณ 100-1000 จุด ที่เป็นคล้ายๆสถานี จุดพ่วงโทรศัพท์ เมื่อเราเรียนรู้ และรับรู้อะไรก็ตาม แม้ว่าเซลล์ประสาทจะไม่ได้เพ่ิมหรือลดจำนวนลง แต่จะเกิดการเปลี่ยนแปลงของการเชื่อมโยงสอดประสาน ระหว่าง synnapse points ระหว่างเซลล์ประสาท ที่ทำให้ "set ข้อมูลที่จำเป็น" เชื่อมโยงถึงกัน และให้ชุดความหมายที่เรา "น่าจะใช้" ออกมาอย่างรวดเร็ว

(อ้างอิงจาก What the bleep do we know?) 

ชุดความหมายบางชุดถูกตอบย้ำแล้ว ย้ำอีก ก็จะยิ่งมีความเชื่อมโยงที่เข้มแข็ง มั่นคง ถาวรมากขึ้น เช่น ชื่อของเราแต่ละคน ถูกเรียกซ้ำๆมาตั้งแต่เด็ก จนในที่สุด มีเสียงแว่วๆ คล้ายๆชื่อเราปุ๊บ เราก็แทบจะหันตาม ชุดความหมาย หรือพฤติกรรมบางอย่างก็จางไปตามเวลา เช่น เราเคยสัญญาจะเขียนจดหมาย ติดต่อกับเพื่อนของเราตอนจบมัธยม ตอนแรกๆ เราก็ทำสม่ำเสมอ แต่ต่อๆมา ก็ค่อยๆห่างขึ้นๆ จนอาจจะลืมไปในที่สุด set ความหมายของชื่อเพื่อนคนนี้ ก็ค่อยๆลางเลือน จมลงไปในทะเลแห่ง information ในสมองของเรา

เวลาเราพูดถึง "ภววิสัย" หรือ objective meaning นั้น เราลดการใช้ "อัตตวิสัย" ลงไปบ้าง แต่ไม่ทั้งหมด และบางเรื่อง อาจจะเรียกว่ายากมากที่จะลดความเป็นอัตตวิสัยลง เรื่องราวแต่ละเรื่องมีศักยภาพที่จะมีความเป็นภววิสัยมากน้อยไม่เท่ากัน ในการทำเป็นภววิสัย เราใช้ "เกณฑ์" กลางที่ใครๆก็ "ดูเหมือนจะเข้าใจตรงกัน" เช่น โต๊ะตัวนี้ยาว 1 เมตร ก็อาจจะเพียงพอในการสื่อ เพราะคนเข้าใจว่า 1 เมตร น่าจะหมายความว่าอย่างไร

"จริงหรือ?"

บางคนอาจจะไม่ใช้หน่วยเมตร ใช้หน่วย คืบ วา ศอก ได้ไหมล่ะ? ใครถูก ใครผิดล่ะทีนี้? 

คุณภาพ ความหมาย ทุกอย่าง เป็น "ประสบการณ์" ดังนั้น ภววิสัยที่เราพูดๆกัน จริงๆแล้ว ก็คือ ประสบการณ์อะไรที่คนส่วนใหญ่มี "ร่วมกัน" ทำให้เราดูเหมือนว่าเรา share ความหมายเดียวกันอยู่นั้นเอง แต่ประสบการณ์จำนวนมากที่เราแต่ละคน ผ่าน เจอะ เจอ ในช่วงชีวิต และแต่ละคนได้ form สร้าง neuronet หรือ "ชุดความหมาย" ของประสบการณ์ของตัวเองขึ้นมาตลอดเวลา แม้แต่พี่น้องที่เติบโตมาในครอบครัวเดียวกัน คลานตามกันมาเลย ก็ยัง "มีประสบการณ์ไม่เหมือนกัน" และจะให้ความหมายที่แตกต่างกันสำหรับของสิ่งเดียวกัน เรื่องราวเรื่องเดียวกัน 

ย้อนกลับไปที่หัวข้อเรื่องของเรา การสร้างหลักสูตรแพทยศาสตรบัณฑิต โดยมี "วัตถุประสงค์การเรียน"  หรือเป้าหมายให้แพทย์ให้การดูแล หรือทำงานด้วยหัวใจแห่งความเป็นมนุษย์ เป็นเรื่องที่สำคัญมาก และในคำ "หัวใจแห่งความเป็นมนุษย์" นี้ พวกเราทุกคนก็ "เกิดความรู้สึก" ลางๆเลือนๆ ว่ามันคืออะไร เกิดมี "ชุดความหมาย" หรือมี "set of memory" ที่เริ่มฉาย flash อยู่ในความทรงจำ ที่เรารำลึกได้ จำได้ ว่านี่แหละที่ฉันรู้สึกถึงความเป็นมนุษย์ ชีวิต humanity humility ขึ้นมา น้ำตาอาจจะเริ่มเอ่อคลอ ก้อนสะอื้นจุกอยู่ที่ลำคอ

ของใครถูก?

ของทุกคนกระมัง? เราทุกคนเมื่อได้ยินคำๆนี้ เราต่างก็มี set ความหมาย ชุดประสบการณ์ ที่เราจะ identify และเกิดกระบวนทัศน์ เกิดพฤติกรรม เนื่องเพราะอย่างน้อยที่สุด เราทุกคนก็เป็นมนุษย์ หรือเป็น "คน" กัน หรือไม่?

ในการหล่อเลี้ยง บ่มสร้าง และดึงเอา "คุณภาพที่ดีที่สุด ศักยภาพสูงสุด" ของนักศึกษาออกมา ไม่มีอะไรดีไปกว่าที่จะนำพาให้นักเรียนแต่ละคน สามารถผูกพัน มองเห็นรากเหง้าที่มาของตนเอง ความเป็นมนุษย์ของตนเอง และของงาน และทุกสิ่งทุกอย่างรอบๆตัวเรา ประสบการณ์ทุกอย่างกำลังประกอบเป็นชุดความหมายของสิ่งทีเรากำลังจะเป็นในอนาคตทั้งสิ้น จาก ณ​ ปรัตยุบันกาลนี้เอง ที่เรากำลังเดินทาง ณ​ เวลานี้ ณ ที่นี้ ที่เราสามารถจะตื่นรู้ เข้าใจ และตั้งใจ ทำอะไรก็ได้ที่ทำให้ความเป็นมนุษย์ของเรานั้น "ชัดเจนและเข้าถึง" มากขึ้นเรื่อยๆ สุดท้ายแล้ว อาจจะไม่ใช่เรื่องที่ใคร หรือกลุ่มบุคคลใด จะหาญกล้ากำหนดนิยามของเรื่องจิตวิญญาณ เพราะนั่นจะเป็นการไม่เคารพต่อประสบการณ์ตรงที่สามารถแตกต่างหลากหลายได้ไม่มีวันจบสิ้น

แต่เราสามารถที่จะให้ความไว้วางใจ ในผลงานที่งอกเงยจากความรัก ความเข้าใจ ความปราถนาดีหล่อเลี้ยง ความเมตตากรุณาได้

ได้หรือไม่?