สวัสดีครับทุกท่าน
สบายดีกันนะครับ ปีใหม่แล้ว ก็มีเรื่องใหม่ๆ มาให้คิดกันมากมายนะครับ วันนี้ผมไม่มีอะไรมาก เพียงแค่เอาแผนที่โลกมาให้ดูกันเล่นๆ ครับ
ภาพจาก http://www.nationsonline.org/maps/continents_map_sm.jpg
ประเทศไทย เป็นประเทศที่อุดมสมบูรณ์มากทีเดียวครับ หากเทียบกับหลายๆ ประเทศที่ต้องสู้รบกับฤดูกาลที่แตกต่าง จนต้องพัฒนาเทคโนโลยีมาต่อสู้กับความแตกต่างและเพื่อการอยู่รอด แต่บ้านเราประเทศไทย แทบไ่ม่ต้องต่อสู้อะไรมาก อาหารการกินไม่ต้องวางแผนมากมาย ออกไปปากซอยก็กินได้อุดมสมบูรณ์ ผลไม้ก็มีให้กินทุกฤดูกาล แถมความเก่งของนักวิชาการเกษตรไทย ก็สามารถทำให้ผลไม้หลายๆ อย่างมีกินได้ทุกฤดูกาลได้ด้วย
นี่คือความไม่ธรรมดาของประเทศไทย เพียงแต่ว่าคนไทยจะมองเห็นคุณค่า หรือมองเห็นเป็นมูลค่า (ย้ำครับ คุณค่า หรือ มูลค่า) ผมเองยอมรับว่ามาเรียนรู้ในต่างประเทศ แต่หัวใจผมไม่เคยทิ้งห่างประเทศไทยเลย การมามองกลับไปยังบ้านเกิดในดินแดนชาติอื่นนั้นมันทำให้เราเห็นค่าของเราได้ชัดเจนเลยทีเดียว ดังนั้นผมเลยสรุปเอาเล่นๆ ตามแบบผมว่า ตำแหน่งพื้นที่บริเวณนี้ล่ะอุดมสมบูรณ์มากที่สุดแล้ว มีน้ำมีปลา มีนา มีข้าว มีทรัพย์ในดิน สินในน้ำ ในน้ำมีปลา ในนามีข้าว อู่ข้าวอู่น้ำ แม้ว่าจะมีการใช้พื้นที่ผิดๆ หลงไปตามวิกฤตทุนนิยมไปบ้างก็ตาม ยังฟื้นกลับมาได้ก่อนจะวิ่งไปสุดจะกู่กลับ
คุณอาจจะมองต่างจากที่ผมมองครับ ว่าประเทศเราต้องพัฒนาไปในแนวทางอื่น เช่น เทคโนโลยีแบบที่บ้านอื่นเมืองอื่นทำกัน ผมว่าไม่จำเป็นมากนัก แต่เรา้ต้องหันมาดูรากเหง้าของเราว่าเราอยู่บนแนวทางไหน วันนี้ผมจะยกตัวอย่างเล่นๆ เรื่อง ต้นไม้ไทย และสมุนไพรไทย ที่น่าทึ่งคือ พืชทุกชนิดในแผ่นดินไทยนั้น คือสมุนไพรทั้งสิ้น ทุกอย่างเข้ายาทั้งสิ้น (ผมสรุปแบบเหมารวมแบบนี้เลยครับ) ในตัวความเป็นสมุนไพรนั้น ไม่จำเป็นว่าจะต้องมีคุณกับคนอย่างเดียวนะครับ จะมีคุณและโทษก็ได้ และอยู่กับสรรพคุณด้วยครับ เพราะทุกๆ ต้นนั้นมีคุณและโทษผสมกันเหมือนกับคนเรามีดีชั่วในตัวตนนั่นล่ะ ไม่ขาวทั้งหมดและไม่ดำทั้งหมดแต่เป็นเทาๆ แต่สิ่งที่สำคัญคือ การใช้สรรพคุณให้เหมาะสมกับสิ่งที่ควรจะใช้ เสมือนการบริหารคนให้ทำงานตามสรรพคุณของคน
ผมจึงอยากจะชวนทุกท่านมาร่วมเล่นเกมส์ค้นหา พืชสมุนไพร หรือแหล่งข้อมูลสมุนไพรไทยที่มีอยู่ในเว็บอยู่แล้วมารวมเป็นตะกอนเว็บสมุนไพรที่เป็นประโยชน์ครับ เพราะผมเชื่อว่าต้นไม้เหล่านี้ ที่เกิดในเมืองไทยนั้นหลายๆ พันธุ์กำลังจะสูญหาย หลายๆ พันธุ์กำลังโดนยาสารเคมี หลายๆ พันธุ์โดนไฟป่า หรือเกิดจากการเผาป่า หลายๆ พันธุ์เกิดจากการบุกรุกของพืชต่างชาติ หรือเมล็ดพันธุ์ไฮเทค และอื่นๆ
หวนกลับมาสู่การฟื้นฟูแผ่นดินไทย อ้อนวอนพระแม่ธรณีด้วยการเติมธรรมชาติ เติมอาหารให้กับดิน ให้ดินเลี้ยงสมุนไพรไทยกันเถิดครับ เราอาจจะสร้างเครือข่ายสมุนไพรไทยขึ้นมาเพื่อแบ่งปันพันธุ์สมุนไพรต่อกัน แล้วนำไปสู่การขยายพันธุ์และทำเป็นยารักษาโรค ผมว่าเราไม่ควรจะเสียเงินซื้อยาต่างๆ ให้เงินไหลออกไปต่างประเทศก็คงดีครับ แล้วหันมาค้นคว้าวิจัยกับรากเหง้าของสมุนไพรไทย พืชพื้นบ้านของไทยก็คงดีไม่น้อยครับ
วัชพืชที่คุณกำลังถอนทิ้งอยู่นั้น มันคือสมุนไพรทั้งสิ้น แต่เราถอนทิ้งด้วยความไม่รู้ ด้วยความที่คิดว่ามันจะแย่งสารอาหารพืชต้นหลักที่เราปลูกอยู่ แต่มันอาจจะเป็นการทำลายแหล่งอาหารของศัตรูพืชของพืชที่เราปลูกก็ได้ หากเป็นเช่นนั้นเราก็หาทางกำจัดศัตรูพืช จนต้องใช้ยาฆ่าแมลงจนในที่สุดเราก็ทำลายพระแม่ธรณีอีกอยู่ดีด้วยการฉีดสารเคมี แบบนี้คืออดีตที่เราหลงกลมาแล้ว ต่อไปเราควรจะวิ่งในเส้นทางที่ฉลาดและเอาบทเรียนมาใช้กันต่อนะครับ
คุณอาจจะเริ่มง่ายๆ จากพื้นที่ที่คุณมี อาจจะปลูกพวกพืชพื้นบ้านกันก่อน คิดถึงอดีตว่าเคยมีต้นไม้อะไรบ้างรอบบ้าน จะฟื้นกลับมาได้ไหม นี่คือเป็นแนวทางการกู้คืนพืชในพื้นที่ เพราะสิ่งที่เคยเห็นว่ามีต้นอะไรอยู่ตามธรรมชาตินั่นคือคำตอบที่ธรรมชาติสร้างมาให้ครับ คำตอบนี้คือคำตอบที่ถูกต้องแน่นอน ซึ่งเป็นผลมาจากที่ว่า ความรู้อยู่ในธรรมชาติ ทำลายธรรมชาติขาดความรู้ และความรู้ที่ว่าคือคำตอบ คำตอบที่่ว่านี้ก็คือ ธรรมชาติลิขิตไว้แล้วว่าพื้นที่ตรงนี้เหมาะกับพืชชนิดใดถึงให้สิ่งนั้นงอกในพื้นที่นั้นๆครับ โดยที่ไม่มีใครไปฝืนให้เค้างอกอย่างที่เราพยายามจะปลูกยางพาราในทุ่งนา อันนี้ฝืนธรรมชาติแน่นอนครับ ดังนั้น พืชอะไรงอกที่ไหนตามธรรมชาตินั่นคือคำตอบที่ถูกต้อง
หากเป็นไปได้ร่วมกันรื้อฟื้นตรงนี้ก่อนครับ เพื่อทำการกู้คืนพืชถิ่นไทย สมุนไพรไทย ในพื้นที่ตนเอง จากนั้นก็ศึกษาคุณสมบัติไปด้วยครับ ว่าแต่ละตัวนั้นมีสรรพคุณอย่างไร จากคนเฒ่าคนมีค่าในสังคมไทย ฟื้นฟูแนวทางนี้ขึ้นมาครับ แล้วพอเรามีแผนที่ชัดเจนในเรื่องมีพืชพรรณสมบูรณ์กลับมา ก็เชื่อมโยงให้ดีระหว่างกระทรวงเกษตรฯ กระทรวงสาธารณสุข กระทรวงวิทยาศาสตร์ฯ และอื่นๆ พร้อมกับนักวิจัยไทย ในการศึกษาค้นคว้าตัวยา ในปัจจุบันก็มีการทำไปแล้วเยอะครับ แต่ยังไ่ม่เยอะมากเท่าที่พืชพรรณไม้ไทยจะมีครับ
คุณคงไม่แปลกใจว่าทำไมพื้นที่ประเทศนี้แถบนี้ถึงปลูกพืชได้เยอะมากๆ นะครับ แค่คุณมองพื้นที่ด้านบน มองเห็นฝนฟ้า มองเห็นแสงแดดและอื่นๆ แล้วเราไม่ใช่ธรรมดาครับ
หากเราสร้างคนไทยให้เหมาะสมกับพื้นที่นี้ และเป็นสังคมแห่งการเรียนรู้เพื่อสนองต่อรากเหง้าของเราแล้ว เราจะพบกับแนวทางพัฒนาประเทศแบบยั่งยืนได้ เราจะพึ่งพาตัวเราเองได้ โดยการเริ่มจากครอบครัวของเราเอง ตามแนวทางปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียง ได้อย่างสบาย เพียงแต่เราควรมีการค้นหาคำตอบว่าเราควรจะปลูกอะไรในพื้นที่ไหน ตามคำตอบของธรรมชาติที่เคยมีมาในอดีตนั่นหล่ะครับ แล้วค้นหาคำตอบให้เจอ พื้นที่นาก็ปลูกข้าวนี่หล่ะครับ หากมีน้ำเพียงพอ หากไม่มีน้ำก็ต้องปรับกันครับว่าคำตอบน่าจะเป็นอะไร อันนี้ต้องร่วมวิจัยภาคชุมชน ปราชญ์ชุมชนร่วมกัน
เราให้ชีิวิตกับต้นไม้ กับพืชไทย เค้าก็ให้ชีิวิตกับเรากลับคืนมาแ่น่นอนครับ
เมื่อก่อนผมโดนมีดบาดที่บ้านแบบว่าง่ายๆ เลยคือ เอาใบสาบเสือมาบดรวมกันกับปูน(กินหมาก) แล้วทาปิดปากบาดแผลไ้ว้ ไม่นานก็หาย เป็นแผลในปาก ก็เคี้ยวดอกและผลมังเร ก็ไม่นานก็หายครับ และอื่นๆ อีกมากมาย ถามว่าทุกวันนี้ต้นไ้ม้เหล่านั้นหายไปหมดแล้ว โดนมีดพร้าถางราบจนขาดพันธุ์ แทนที่ด้วยพันธุ์ใหม่ เกิดบาดแผลผมต้องพึ่งพายาแผนปัจจุบัน หรือไม่หนักๆ ต้องไปโรงพยาบาลอย่างเดียวครับ แต่ไปโรงพยาบาลก็ไม่ใช่ว่าจะรักษาได้ทุกโรคนะครับ หลายรายต้องมาหายกับยาสมุนไพรอีกครับ ดังนั้นคงต้องร่วมศึกษาร่วมกันทั้งแผนปัจจุบันและโบราณ ในการหาจุดที่เหมาะสมร่วมกัน บางทีเราก็ต้องเล่นกับเชื้อโรคบ้างครับ เพื่อให้ร่างกายต่อสู้เชื้อโรคบางตัวได้ ไม่งั้นโดนเชื้อหนักๆ ครั้งหนึ่ง หลายๆ ตัวรุมเร้าอาจจะตายได้ก็ได้
ท้ายที่สุดพล่ามมานานแล้วครับ เลยอยากชวนท่านๆ ร่วมค้นเว็บสมุนไพรไทย หรือว่านำภาพ หรือสรรพคุณ ชื่อ แหล่งที่พบ และอื่นๆ มาฝากกันไว้เป็นแนวทางก็ดีครับ วันหนึ่งผมอยากจะให้มีแนวทางนี้เกิดเป็นระบบฐานข้อมูลสมุนไพรไทยที่มีชีิิวิตและนำไปสู่การบริหารจัดการความรู้ในระดับชุมชนด้วย
ขอบคุณทุกท่านมากๆ นะครับ อื่นๆ เสริมเชิญท่านบรรเลงไว้ได้นะครับ
พระธรรมชาติคุ้มครองครับ
เม้ง
สวัสดีค่ะคุณเม้ง
ว่าด้วยสรรพคุณสมุนไพร 200 ชนิดที่สำนักอนามัยฯ ได้นำหนังสือดังกล่าวขึ้นทูลเกล้าฯ ถวาย สมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี เพื่อใช้ประโยชน์ในงานของโครงการอนุรักษ์พันธุกรรมพืชอันเนื่องมาจากพระราชดำริฯ ค่ะ
เดี๋ยวแวะมาเล่นใหม่นะคะ ^ ^..
ต่อค่ะ
สมุนไพรไทยทรงคุณค่านักค่ะ และเราโชคดีที่ประเทศเราปลูกอะไรก็ได้เป็นส่วนใหญ่ ถ้าเราเลี้ยงตัวเองได้ทำไมเราจะเลี้ยงโลกไม่ได้ ?..เพราะเราปิดประเทศเราก็ยังอยู่ได้นะคะ อาหารเรามีพอ
ว่างๆจะมาเล่นด้วยอีกทีนะคะ
สวัสดีครับคุณเบิร์ด
สวัสดีครับทุกท่าน
เื่มื่อเช้าลองค้นๆ ดู เกี่ยวกับโรคไมเกรน และการปวดหัวข้างเดียว เลยได้ข้อมูลจากญาติมิตร บอกว่า คนไทยเรามีผู้ป่วยเป็นไมเกรนประมาณ 17% ของประชากร
นั่นคือ คนไทยมีประมาณ 60 ล้านคน ปวดหัวข้างเดียวประมาณ 10 ล้านคน โอ้ พระธรรมชาติ...อะไรจะมากมายขนาดนี้ครับ
แล้วต่อไปมีโอกาสจะหนักหรือเพิ่มปริมาณมากขึ้นด้วยซิครับ แถมผู้หญิงมีโอกาสเสี่ยงจากการเป็นโรคปวดหัวข้างเดียวนี่มากกว่าชาย ประกอบกับการมีฮอร์โมนของผู้หญิงด้วย ซึ่งมีโอกาสทำให้ปวดมากกว่าชาย
โอ้โห... คนเรามีกันเพียงสมองเดียวเท่านั้น ริปวดหัวเสียอย่างนี้แล้วจะเอาสมองไหนมาคิดสิ่งดีๆ เพื่อประเทศชาติละครับเนี่ย...
แถมการปวดไมเกรน หรือปวดหัวข้างเดียวนี่ก็เหมือนกับว่าไม่มียาใดรักษาได้หายขาดด้วย และมีสิ่งเร้าในการปวดกันต่างๆ นาๆ ครับ
ที่ผมพบเจอที่เพื่อนๆ เป็นกัน มีสิ่งเร้าดังต่อไปนี้ เช่น
ขอบพระคุณมากๆ นะครับ สงสัยว่าโรคปวดหัวข้างเดียวนี่ควรจะต้องพิจารณากันด่วนนะครับ ก่อนที่คนไทยจะปวดหัวกันทั้งประเทศ
เพราะว่าตอนนี้มีเรื่องให้คนไทยต้องปวดหัวกันอีกมาก ตามแต่อายุและปัจจัยภายใน ภายนอก
ขอบพระคุณมากๆ นะครับ สำหรับข้อมูล
การดื่มเหล้าเบียร์ เมื่อมีอาการมึนเมาขึ้นมาแล้ว อาการ " ไมเกรน " ก็อาจจะเกิดมีขึ้นมาได้เช่น เดียวกัน
บางทีคนเราหิวมาก เพราะยังไม่ได้รับประทานอะไรเลยในอาหารมื้อเช้า หรือกลางวันเวลาผ่านพ้นไปนาน ๆ เข้าอาการ " ไมเกรน " ก็จะเกิดมีขึ้นได้เหมือนกัน
บางทีคนเราก็ยุ่งอยู่กับงานมากมาย สมองมึนซึมไปเลย เกิดอาการ " ไมเกรน " ขึ้นก็ได้อีกเช่นเดียวกัน
บางทีเมื่อคนเราอดนอนมาก นอนดึก อาการ " ไมเกรน " ก็เกิดมีขึ้นอีก ปวดศีรษะข้างเดียวได้ด้วย ด้วยเหตุนี้เองจึงไม่ควรอดนอนดึก ๆ
ผู้ที่ป่วยเป็น "ไมเกรน" นี้ มักจะเป็นคนที่มีประสาทไวกว่าปกติ เกิดความรู้สึกสัมผัสรวดเร็วเกิดอารมณ์ได้ง่าย ๆ เรื่องราวอะไรแตะนิดแตะหน่อยเดียวก็เกิดอารมณ์ทันทียับยั้งไม่ได้
เรื่องเช่นนี้แต่ละคนจึงแตกต่างกัน ไม่เหมือนกัน
"ไมเกรน" นี้ แพทย์มีรายงานว่าพบมากในปัจจุบัน เพศหญิงป่วยมากกว่าเพศชาย ไม่ว่าจะเป็นเด็กหรือผู้ใหญ่ก็ตาม ย่อมป่วยเป็น" ไมเกรน" ได้ทั้งนั้น
จำเป็นจะต้องให้แพทย์ตรวจและให้คำแนะนำเสมอ
สมุนไพรต่าง ๆ ก็สามารถช่วยผู้ป่วยได้ดังที่ได้กล่าวมาแล้วข้างต้น
มีพืชสมุนไพรหลายชนิดที่รักษา " ไมเกรน " ได้ดี ดังที่จะนำเอามาแนะนำต่อไปดังนี้ คือ
- กระเทียม
- ใบบัวบก
- ดอกแค
พืชสมุนไพรทั้ง 3 ชนิดนี้ สามารถนำเอามาแก้อาการ " ไมเกรน " ได้ดีมาก ซึ่งได้ผลอย่างน่าพิศวงอย่างยิ่ง
เอา "หัวกระเทียม" มาใช้เป็นยาแก้ อาการปวดศีรษะข้างเดียว หรือ " ไมเกรน" ได้อย่างชะงัดนัก
"หัวกระเทียม" ที่ใช้ในการปรุงอาหารต่าง ๆ อยู่ทุกเมื่อเชื่อวันนี้แหละ เอามาแก้ "ไมเกรน" ได้เลย
วิธีการก็ได้แก่ เอา หัวกระเทียม มาแกะออกเป็นกลีบ ๆ เอามารับประทานกันน้ำพริกก็ได้ เอามาผัดกับผักก็ได้ รับประทานสด ๆ ก็ดี โดยรับประทานครั้งละ 10 กลีบทุก ๆ วัน
หรือจะเอา "กระเทียมแคปซูล" ก็ได้ เป็นกระเทียมที่บดละเอียดแล้ว เอามาบรรจุในแคปซูลกลืนกับน้ำสะอาดสะดวกสบาย
อาการปวดศรีษะข้างเดียวหรือ "ไมเกรน" ก็จะหายไปได้ในที่สุด
แต่จะต้องรับประทานทุกวันต่อเนื่องกันไป
เอา " ใบบัวบก" มาเป็นยาสมุนไพรแก้ "ไมเกรน " ก็ได้อีกอย่างหนึ่ง
วิธีการก็คือเอามาทั้งเถา ใบและก้านใบรวมกันมาเลยเอามาล้างให้สะอาดเสียก่อน วิธีการทำเป็นยา เอาต้น เถา ใบบัวบกมาสัก 1 กิโลกรัม ตัดเป็นท่อนสั้น ๆ เอามาโขลกละเอียดหรือเอามาปั่นด้วยเครื่องปั่นไฟฟ้ากับน้ำสะอาด
ต่อจากนั้นเอกมาต้ม เติมน้ำลงไปพอสมควรให้ท่วมต้มไปสัก 5 นาที เมื่อเดือดแล้วก็ยกลงเอามารองบีบเอากากทิ้งไป
เอามาต้มอีกครั้งหนึ่ง ใส่เกลือป่นลงไปสัก 1 ช้อนชา เย็นแล้วดื่มเป็นยาได้ทันที ดื่มครั้งละ 1 แก้ว เช้า กลางวัน และเย็น
จะเติมน้ำตาลทรายลงไปด้วยเล็กน้อยพอหวานนิด ๆ ก็ได้
อาการ " ไมเกรน" ก็จะหายไปได้ในที่สุดเมื่อดื่มเป็นประจำแล้วประมาณ 1 สัปดาห์
"บัวบก " เป็นพืชสมุนไพรที่ดีมาก แก้ร้อนในกระหายน้ำก็ได้แก้ความดันโลหิตสูงก็ได้
อีกทั้งยังเอามาแก้ "ไมเกรน" หรืออาการปวดศีรษะข้างเดียวก็ยังได้อีกเลย
ดอกแค
เอา "ดอกแค" ที่ปลูกกันโดยทั่วไปตามบริเวณบ้านเรือน มาเป็นยาแก้อาการปวดศีรษะข้างเดียวหรือ "ไมเกรน" ได้ดีอีกอย่างหนึ่ง
เอา "ดอกแค" ทั้งดอกมาล้างน้ำให้สะอาด เอามาลวกจิ้มน้ำพริกกะปิก็ได้ เป็นอาหารไปเลย
เอา "ดอกแค " มาต้มกับซี่โครงหมู เป็น แกงจืด ก็ได้อร่อยดีด้วยแล้วก็เป็นยาสมุนไพรที่ดีแก้ "ไมเกรน" ได้อีก
เอา "ดอกแค" มาผัดกุ้งสดรับประทานเป็นอาหารเป็นกับข้าวก็ได้ มีคุณค่าทางโภชนาการที่ดี แถมยังเป็นยาแก้อาการปวดศีรษะข้างเดียวหรือ "ไมเกรน" ก็ได้ เอา "ดอกแค " มาปรุงเป็นแกงส้ม ก็ได้ หรือ แกงเหลืองก็ได้
อาการ " ไมเกรน" จะหายไปได้ในไม่กี่วันหลังจากรับประทาน ดอกแค ไปแล้ว อาหารที่เป็นสมุนไพรด้วยนั้นนับว่าเป็นประโยชน์ดีจริง ๆ
พืชสมุนไพรมากมายเอามาปรุงเป็นอาหาร เป็นกับข้าว เป็นอาหารที่ดีมีประโยชน์มากหลายยิ่งนัก เมื่อรู้จักเอามาใช้ประโยชน์ก็เป็นประโยชน์อย่างที่สุด
คุ้มค่าและมากด้วยของดี ๆ ไม่ใช่น้อยเลย
ที่มา... http://202.143.141.162/web_offline/srp/index2.htm
ขอบคุณน้อง.. นางสาวพรรัตน์ ศรีวัชรกาญจน์ ม . 5 / 11 เลขที่ 5 (ผู้จัดทำ)
โอ้..โห... พระธรรมชาติ...ยอดมากเลย สมุนไพรไทยครับ
สำหรับผู้ที่มีอาการปวดหัวไมเกรน
ร่วมการจดบันทึกอาการของโรคไมเกรนดังนี้
แ้ล้วทดลองกับสมุนไพรเหล่านี้ร่วมด้วยนะครับ
สังเกตนอกรอบ....
สวัสดีค่ะ
สวัสดีครับพี่กั๊ต Gutjang
เว็บเพิ่มเติมครับ
เกี่ยวกับ ผลิตภัณฑ์สมุนไพร ขององค์การเภสัชกรรม
http://www.moph.go.th/ops/health_50/2548_2550.html
ยังอยู่ค่ะ...^ - ^
สวัสดีครับพี่กั๊ต
สวัสดีปีใหม่ครับ
ขอมอบ link นี้เป็นของขวัญปีใหม่ครับ
http://www.rspg.thaigov.net/plants_data/pdata_03.htm
สมุนไพรที่ผมรู้จัก
สวัสดีครับคุณข้ามสีทันดร
สวัสดีค่ะคุณเม้ง มีความคิดดีๆมาชวนกันสร้างสรรค์อีกแล้ว ดีค่ะ เพราะความรู้เรื่องสมุนไพรไทยนั้นกระจัดกระจายมาก แถมยังมีชื่อเรียกแตกต่างกันตามถิ่น
คิดว่านอกจากรวบรวมความรู้ แหล่งความรู้แล้ว การส่งเสริมให้นำมาใช้ในชีวิตได้จริงยังต้องการการพัฒนากระบวนการอีกมาก ทั้งเรื่องความคิดหรือทัศนะและวิธีการใช้ หากเราสามารถทำได้ครบวงจร มีความรู้ มีแหล่งพืชสมุนไพร มีผู้ซึ่งมีประสบการณ์แนะนำวิธีใช้ได้ด้อย่างถูกต้องปลอดภัย เราจะประหยัดค่ายาจากต่างประเทศมหาศาลในการซื้อยาที่รักษาโรคธรรมดาๆ เช่นปวดหัว ตัวร้อนเป็นไข้ ท้องเสีย ผื่นคัน ริดสีดวง เบาหวาน ฯลฯ
ตัวอย่างเช่น กระบวนการและแนวทางการสังคายนาความรู้หมอเมืองล้านนา ที่ดร.ยิ่งยง เทาประเสริฐ แห่งม.ราชภัฏเชียงรายทำไว้ น่าชื่นชมและมีคุณค่ามากเลยค่ะ
อ่านบันทึกนี้ทำให้นึกถึงปราชญ์ชาวบ้านท่านหนึ่งที่พี่มีโอกาสได้รู้จักคือ "หมอกุ" อยู่ที่ระยอง ท่านบอกว่าพืชนั้นมีประโยชน์ทุกชนิด เป็นได้ทั้งสมุนไพรรักษาโรค และใช้ในการเกษตร เรื่องของท่านเป็นหนึ่งในเก้ากรณีศึกษาของพี่เพื่อดูกระบวนการบูรณาการความรู้ระหว่างภูมิปัญญาไทยกับวิทยาศาสตร์สมัยใหม่ ที่มุ่งการพัฒนาในแนวเศรษฐกิจพอเพียงและการพัฒนาที่ยั่งยืน บันทึกนี้ของคุณเม้งเป็นแรงบันดาลใจให้พี่ต้องเขียนเล่าเรื่องนี้ซะแล้วค่ะ
สวัสดีค่ะคุณเม้ง
เป็นเรื่องน่าอัศจรรย์ค่ะ เพราะเบิร์ดกำลังเดินเข้ามาเพื่อบอกว่า ดร.ยิ่งยง เทาประเสริฐของ ราชภัฎเชียงรายท่านศึกษาเกี่ยวกับแพทย์พื้นบ้านและภูมิปัญญาไทย ก็เห็นพี่นุชกล่าวถึงท่านไว้ในความเห็นก่อนหน้านี้
http://www.sedb.org/db09.html ท่านเขียนหนังสือด้วยนะคะ แล้วจะลองค้นดูอีกทีว่าอยู่ตรงไหนในชั้นหนังสือรกๆของเบิร์ด
ชื่อ ที่อยู่ท่านค่ะ ผศ.ดร.ยิ่งยง เทาประเสริฐ วิทยาลัยการแพทย์พื้นบ้าน มหาวิทยาลัยราชภัฎเชียงราย ๘๐ หมู่ 9 ต.บ้านดู่ อ.เมือง จ.เชียงราย ๕๗๐๑๐ โทร. ๐๕๓ – ๗๐๓ – ๓๘๘.
สวัสดีปีใหม่ครับ
ไม่รู้ว่าจะจำกันได้มั้ยเนี้ย
หายไปนานไปหน่อย
ก็ให้อยู่ดีมีสุขนะครับ
สวัสดีครับพี่คุณนายดอกเตอร์