สองสามวันมานี้ ตามอ่านบันทึกเกี่ยวกับ มหาวิทยาลัยในกำกับของรัฐ มากมาย แต่เห็นว่ายังมีนิสิต อีกจำนวนไม่น้อยที่ขาดความสนใจในข้อมูลตรงนี้ หรือได้ข้อมูลเพียงบางส่วนแบบขาดๆ หายๆ ซึ่งตรงนี้ตัวเองก็รวมอยู่ด้วย
ในประเด็นนี้ ไม่ได้อยู่ที่ว่าอยากให้ มอ ออกนอกระบบหรือไม่
มันอยู่ที่ว่า ออกแล้วนิสิตจะได้ประโยชน์ทางความรู้และประสบการณ์วิชาชีพมากกว่าเดิมแค่ไหน และอย่างไร
โดยส่วนตัวแล้วสิ่งที่อยากเห็น เมื่อ มหาวิทยาลัยเป็นมหาวิทยาลัยในกำกับของรัฐคือ
นิสิตระดับปริญญาตรี
- นิสิตได้เรียนในหลักสูตรที่มีคุณภาพ และตรงกับที่ตลาดแรงงานทางวิชาชีพต้องการ หมายถึง
มีการติดตามหลักสูตรแบบต่อเนื่องทุกภาคเรียน ว่า
*รายวิชาที่นิสิตได้ลงทะเบียนเรียนนั้น เป็นอย่างไรบ้าง
*มีการบรรจุเนื้อหายากง่ายหรือเข้มข้นเพียงใด หรือต้องการเนื้อหาอะไรเพิ่มบ้าง หรือต้องการเรียนวิชาอะไรเพิ่มไหม
*วิชาที่จัดในแต่ละภาคเรียนแน่นเกิดไปหรือไม่ สอดคล้องกันหรือเปล่า หรืออะไรทำนองนี้
ซึ่งควรจะมีการจัดเป็นโครงการฟังความคิดเห็นแบบ Face 2 Face กับรองคณบดีฝ่ายวิชาการ และภาควิชาที่ดูแล และอาจารย์ที่ปรึกษา แบบจัดเป็นช่วงเวลาในแผนประจำปีของแต่ละคณะไปเลย ทุกคณะจะต้องทำในช่วงเดือนนี้นะ แล้วนำความคิดเห็นของนิสิตไปทบทวนหรืออะไรที่เข้าใจไม่ตรงกันก็ชี้แจงกันไปเลย
- นิสิตได้รับการฝึกทางด้านวิชาชีพอย่างเป็นกระบวนการและมีระบบดำเนินการตั้งแต่เข้าเรียนปีที่ 1 จนถึงปีที่ 4 หมายถึง
* แต่ละคณะมีการวางกลยุทธ์ยกระดับวิชาชีพให้กับนิสิตโดยกำหนดเกณฑ์มาตรฐานวิชาชีพของนิสิตในคณะหรือสาขาวิชาที่เปิดสอน และนำมาออกแบบกิจกรรมนิสิต ที่เป็นในเชิงวิชาการอย่างหลากหลาย เพื่อให้มีประสบการณ์เตรียมพร้อมสู่วิชาชีพ
* ให้ความสำคัญต่อการปลูกฝังคุณลักษณะอันพึงประสงค์ให้กับนิสิตในคณะหรือภาควิชา ซึ่งรวมถึงบุคลิกภาพของนิสิตในขณะที่อยู่ในรั้วมหาลัย และอยู่ข้างนอกมหาวิทยาลัยด้วย พูดง่ายคือ ปฏิบัติตัวให้เป็นปัญญาชนที่แท้จริง
*สร้างเสริม กิจกรรมนิสิตในมหาวิทยาลัยให้เปินกิจกรรมที่สร้างสรรค์ มากกว่าตีกลองร้องเพลงเต้นสนุกอย่างเดียว โดยมุ่งเน้นทำประโยชน์ให้กับสังคมตั้งแต่เข้ารั้วมหาวิทยาลัยเลย เพื่อเน้นย้ำสำนึกว่า พวกเขาที่มีโอกาสศึกษาในมหาวิทยาลัยมีโอกาสที่จะสร้างคุณงามความดีมากกว่าผู้อื่นด้วยวิชาความรู้ที่มี ซึ่งเป็นบทบาทและหน้าที่ของเขาเลย และกิจกรรมแบบนี้ต้องมีทุกปีการศึกษา
- การให้นิสิตได้มีส่วนร่วมกับคณะ กับมหาวิทยาลัยทุกครั้งที่มหาวิทยาลัยดำเนินงานต่างๆ ทางวิชาการ เรียนได้ว่า งานกิจการนิสิตกับงานวิชาการต้องประสานงาน รักกันอย่างเหนียวแน่น และวางแผนร่วมกันตลอด เช่น
* การจัดประชุมทางวิชาการทั้งระดับชาติและระดับนานาชาติ ของมหาวิทยาลัยและของคณะต่างๆ แบ่งความรับผิดชอบทางวิชาการให้กับนิสิตบ้างเพื่อให้นิสิตได้มีประสบการณ์ได้เรียนรู้ได้สัมผัสบรรยากาศ ใครเก่งก็เอามาโชว์ความสามารถกันเลย เช่น ใครพูดภาษาอังกฤษได้ดี ก็นำมาฝึกเป็นพิธีกร หรือเป็นผู้อำนวยความสะดวกติดตามวิทยากรต่างชาติเลย ได้ฝึกบุคลิกภาพไปด้วย ตรงนี้เห็นว่ามีหลายคณะดำเนินการอยู่เช่น ที่คณะศึกษาศาสตร์ หรืองานนเรศวรวิจัย เป็นต้น
- นิสิตอยากพบผู้บริหารคณะเพื่อรับฟังความคิดเห็นและความต้องการของนิสิตในด้านวิชาการ ด้านกิจกรรม และทุนการศึกษา ปีการศึกษาละครั้ง ไม่ใช่การผ่านอาจารย์ที่ปรึกษาอย่างเดียว คืออาจารย์ที่ปรึกษาเป็นผู้เก็บประเด็นของนิสิตเพื่อเสนอคณะผู้บริหาร เพื่อให้มั่นใจว่าทุกความคิดเห็นของนิสิตได้รับการฟังและชี้แจงจริงๆ
- นิสิตอยากเห็นความคุ้มค่าของค่าลงทะเบียนแบบเหมาจ่าย ว่าเป็นค่าอะไรบ้างเอาแบบเหมาๆ ก็ได้ ไม่ใช่ใบเสร็จแบบว่า ค่าเล่าเรียน 10,000 บาท แล้วก็ยังต้องใช้เครื่องมืออุปกรณ์การเรียนที่คณะจัดให้แบบขาดๆ เกินๆ ดูงานหรืออบรมพิเศษของคณะก็ต้องจ่ายเพิ่มแบบถูกบังคับ ตรงนี้น้องๆ นิสิตเค้าถามกันมา ไม่ได้กล่าวขึ้นลอยๆ เพราะรุ่นพี่ปีก่อนเสียค่าเทอมแบบไม่เหมา 6 พัน 7 พันแถมรู้อีกว่าเป็นค่าอะไรเท่าไหร่ อุปกรณ์ไม่พอ ดูงานเสียตังส์เองก็ยอม แต่ 1 หมื่นแบบเหมานี่ไม่รู้อะไรเลยแถมเสียตังส์ค่าอย่างอื่นเยอะกว่าอีก
ประเด็นต่างๆ ที่กล่าวมา อาจมีผู้ใหญ่หลายท่านไม่เห็นด้วยและเห็นด้วย แต่อยากให้กลับไปมองและสังเกตพฤติกรรมองค์กรถึงสิ่งที่ปฏิบัติและติดตามกันจริงๆ จะพบว่า เราไม่ได้มีระบบหรือนโยบายที่ชัดเจนในส่วนของนโยบายกลางของมหาวิทยาลัยอย่างจริงจังนัก ที่ปฏิบัติกันอยู่คือ ใครได้อาจารย์ดี คณะดี ผู้บริหารดีแบ่งเวลาติดตาม ห่วงใยนิสิตจริงๆ ก็โชคดีไป ใครไม่โชคดีก็อดน้อยใจไม่ได้
ยังไงก็อยากให้การปฏิบัติการทุกอย่างของมหาวิทยาลัยคำนึงถึง หน้าที่หลักและคนสำคัญที่สุด คือ นิสิต โดยเฉพาะนิสิตปริญญาตรี เพราะชื่อเสียงแล้วความเป็นเอกลักษณ์ของมหาวิทยาลัยแท้จริงแล้วอยู่ที่นิสิต ป.ตรี ที่มีความรู้สึกเป็นเจ้าของมากกว่า ซึ่งคิดว่าถ้าไม่มีนิสิตแล้ว มหาวิทยาลัยจะเรียกว่า มหาวิทยาลัยได้อย่างไร
นี่เป็นเพียงความคิดเห็นหนึ่งเท่านั้น หากจะเป็นไปได้หรือไม่อย่างไร ขึ้นอยู่กับผู้ใหญ่จะเมตตาพิจารณา เนื้อความที่เขียนไม่ได้มีเจตนากล่าวว่าผู้ใด และแม้ว่าทิศทางการพัฒนามหาวิทยาลัยจะเป็นอย่างไร นิสิตก็ยังคงภาคภูมิใจและรักเกียรติศักดิ์ศรีของมหาวิทยาลัยยิ่งชีวิต โดยถือคุณธรรมและความกล้าหาญ ของกษัตริย์อันมีพระนามอันเป็นชื่อมหาวิทยาลัย
สวัสดีค่ะน้อง
เห็นด้วยกับอาจารย์ค่ะ ระบบ เป็นเรื่องสำคัญ ถ้ามีการวางระบบทุกอย่างไว้ดีแล้ว รอบคอบแล้ว และทุกฝ่ายยอมรับและพร้อมปฏิบัติแบบเต็มใจก็คงดี แต่ตอนนี้มันคงขาดระบบดีๆ มังคะ เลยเป็นแบบนี้
สวัสดีครับ น้อง เด็กอยากรู้
ขอบคุณนะครับ ... สวัสดีปีใหม่ครับ :)
สวัสดีปีใหม่ครับ
สุข สดชื่น สดใส สบายกาย สบายใจ ตลอดปีใหม่นี้นะครับ
สวัสดีปีใหม่ ..ครับ
สวัสดีปีใหม่... นะครับ
<p style="margin: 0cm 0cm 0pt" class="MsoNormal">ขอบคุณคืนและวันอันก่อนเก่า
ขอบคุณความทุกข์เศร้าอันร้าวฉาน
ขอบคุณความสุขอันชื่นบาน
ซึ่งเวียนผ่านมาทักประจักษ์ใจ</p>
ขอบคุณที่สอนให้ชีวิต, ได้คิดฝัน
วันนี้มาจากวันนั้นที่ฝันใฝ่
อดีต ปัจจุบัน และพรุ่งนี้ที่แสนไกล
ต่างเกี่ยวโยงเป็นสายใยไม่ร้างลา
ก่อนพรุ่งนี้มาเยือนเป็นเพื่อนใหม่
อย่าลืมชวนดวงใจไปใฝ่หา
หวนรำลึกคืนและวันผ่านผันมา
กี่หยดหยาดธารน้ำตา, ให้กล้ายืน
แหละกี่ยิ้ม, แย้มงามตามวิถี
ซึ่งมากมีให้ใจได้ไหวชื่น
กี่ผู้คน, เคียงฝันทุกวันคืน
กี่มิ่งมิตรที่รู้ตื่นยืนข้างเรา
ก่อนพรุ่งนี้มาเยือนเป็นเพื่อนรัก
อย่าลืมทัก วันนี้ ที่หม่นเศร้า
อย่าลืมวันนี้ที่สีเทา
พร้อมอย่าลืมความสุกสกาวแห่งปัจจุบัน
ขอพรุ่งนี้เป็นวันใหม่ดังใจคิด
เปี่ยมพลังแห่งชีวิตดังคิดฝัน
เปี่ยมความรักนานาสารพัน
เปี่ยมความฝัน, การแบ่งปัน, นิรันดร์ไป
</span>
มันต้องแบบนี้สิครับว่าที่บัณฑิต ปัญญาชนคนรุ่นใหม่
ใส่ใจในกระแสความเปลี่ยนแปลง
หากเราไม่ติดตามและเรียนรู้ คงยากจะรับมือได้
ความคิดที่คุณ เด็กอยากรู้ เสนอมาเป็นเรื่องที่ดีครับ
ผมเองเห็นด้วยหลายๆส่วน
เป็นเรื่องดียิ่งที่จะเห็นความคิดห็นจากนิสิตบ้าง
อยากให้เสนอ แลกเปลี่ยน ร่วมกันนะครับ เพื่อสร้างสรรค์สิ่งดีๆให้กันและกัน
ประเด็นต่างๆ ที่กล่าวมา ผมคิดว่าผู้ใหญ่หลายๆท่านน่าจะเห็นด้วยนะครับ ไม่น่าเป็นห่วงว่าจะไม่เห็นด้วย
แต่การนำไปปฏิบัติจริงในแต่ละคณะสิครับ
จะทำกันได้มากน้อยเพียงใดก็ขึ้นอยู่กับคณะด้วยนะครับ
เป็นกำลังใจให้กับความคิดเห็นที่ดี มีเหตุผลครับ
อ้อ เกือบลืมไปครับ
สวัสดีปีใหม่ครับทุกท่าน
เด็กอยากรู้...เจ้าเป็นเสมือนเสียงสะท้อนความคิดความต้องการ...ที่เป็นจุดเริ่มต้นของพลังแห่งการรับฟังความคิดเห็นและการมีส่วนร่วม...ณ เป้าหมายที่ชัดเจนของทางเดิน...เครือข่ายการพัฒนาหลักสูตรท้องถิ่น...แต่เจ้าก็ไม่ปิดมุมแห่งการเรียนรู้แลกเปลี่ยนเรียนรู้...สิ่งนี้จะช่วยให้เจ้าเป็นผู้ใหญ่ที่มีคุณภาพรักที่จะเรียนรู้อย่างต่อเนื่อง...สิ่งที่อาจารย์คนหนึ่งในมหาวิทยาลัยต้องตระหนักและฝากต่อไปทุกฝ่ายที่เกี่ยวข้องจะให้โอกาสและพัฒนาศักยภาพของนิสิตอย่างเต็มศักยภาพได้อย่างไร...มุ่งเน้นความรับผิดชอบต่อผลกระทบจากการคิดและตัดสินใจกระทำ...มุ่งประโยชน์ต่อส่วนรวม
สวัสดีค่ะน้อง
ขอบคุณนะคะที่แวะมาเยี่ยม ได้อ่านบทความของหนูแล้วดีมากค่ะ ได้รู้ว่าวัยรุ่นเขาชอบอะไร จะนำไปสอนเด็กๆค่ะ วันหลังแวะมาเยี่ยมกันอีกนะคะ