ทุกวันนี้ ดิฉันใช้เวลาพูดมากกว่าเขียน  เนื่องด้วยงานที่ทำเป็นประจำในปัจจุบัน เป็นงานที่ต้องเกี่ยวข้องกับบุคคลในที่ทำงานเป็นจำนวนมากและหลากหลาย  ส่วนใหญ่เป็นเรื่องที่ต้องแก้ไขปัญหา  สร้างความเข้าใจ  จึงต้องฟังอย่างตั้งใจ เย้ายวนให้พูด ให้คุย ให้เสนอแนะ  และตอบข้อปัญหาหรือแนะแนวทางแก้ไข เรื่อยไปถึงปลอบใจ

เวลาเพื่อการฟัง กับ พูด ก็พอใกล้เคียงกัน แต่เวลาเขียน (เช่นเขียน Blog แต่ละวัน) จะน้อยลง เพราะฟังและพูดมาทั้งวันซะเหนื่อยแล้ว กลับถึงบ้านก็หมดแรง นอนดีกว่า ทั้งที่ดิฉันก็ชอบเขียนเหมือนกัน

โชคดีที่ดิฉันมีเลขาฯ ที่สมบูรณ์แบบ (คุณอนุวัทย์   เรืองจันทร์) เป็นผู้มีความสามารถในการสรุปความได้อย่างสมบูรณ์ และสามารถถ่ายทอดออกมาเป็นเรื่องเล่าใน Blog อย่างสม่ำเสมอและรวดเร็วทันใจ ดังนั้น ชีวิตการทำงานของดิฉันจึงอยู่ใน Blog ของสำนักงานเลขานุการคณะสหเวชฯ ไม่น้อยทีเดียว

การพูด นอกจากจะสามารถสื่อความด้วยถ้อยคำ และสำเนียงเสียงสูง ต่ำ ตลอดจนเสียงอุทาน ยังสามารถแสดงภาษากายประกอบ อัตราเร็วในการสื่อก็สูงกว่าการเขียน (โดยเฉพาะแบบจิ้มดีด) อีกหลายเท่า

เพราะฉะนั้น Blog อย่าน้อยใจนะค่ะ เพราะดิฉันเลือกที่จะใช้เวลาส่วนใหญ่ฟังและพูดมากกว่าเขียน  ดิฉันสามารถจัดการความรู้ในตัวคน จัดการความสัมพันธ์ระหว่างบุคคล  จัดการปัญหาและความเปลี่ยนแปลงต่างๆ ได้อย่างมีประสิทธิภาพมากกว่า  เมื่อใช้วิธีพูดแทนที่จะสั่งหรือสื่อด้วยลายลักษณ์อักษรในหลายๆ เรื่อง

ข้อดีของการเขียน คือ มีเวลาได้ตรึกตรอง  วิเคราะห์  ทบทวน ให้รอบคอบ ก่อนที่จะคิดทำอะไรต่อไป เช่นเรื่อง AAR หลังทำกิจกรรม ให้พูด AAR สดๆ ไปแล้ว และกลับมาเขียน AAR อีกที จะเขียนได้แจ่มแจ้งขึ้น สละสลวยขึ้น  อ้อ! และกันลืมได้

อย่างเช่น การเขียนคราวนี้ ดิฉันจั่วหัวเรื่องไว้ว่า ฟัง  พูด  กับเขียนอย่างไหนสำคัญกว่ากัน กะว่า จะเปิดประเด็นอภิปรายกับตนเองและผู้สนใจ แต่พอเขียนมาถึงบรรทัดนี้ ดิฉันก็เหมือนคิดไปเขียนไปจนได้คำตอบบางส่วนว่า ฟัง  พูด  กับเขียน สำคัญพอๆกัน ทั้งนี้ ขึ้นอยู่กับ

  1. ตำแหน่งหน้าที่การงาน : ถ้าเป็นผู้บริหารก็ควรฟังและพูดให้มาก  ถ้าเป็นผู้ปฏิบัติก็น่าจะหัดเขียนให้มาก
  2. กาละ  เทศะ : ถ้าเป็นเรื่องรีบด่วนต้องแก้ไขทันที ก็ควรสื่อด้วยการพูด ถ้าเป็นเรื่องที่ต้องใช้เวลาในการพิจารณา ก็ควรสื่อด้วยการเขียน  
  3. คนที่รับข้อมูลจากการสื่อ : ถ้าเป็นคนที่เข้าใจได้ง่าย ก็ทุ่นเวลาด้วยการเขียนบอกเพียงไม่กี่คำก็เข้าใจ  แต่ถ้าคนที่เข้าใจอะไรได้ยาก ต้องอธิบายอย่างละเอียดจึงจะเข้าใจ ควรใช้วิธีฟังและพูด
  4. ความสัมพันธ์ :  ถ้าแบบห่างๆหรือยังไม่แน่ใจก็เขียน ถ้าแบบสนิทสนมก็คุยได้เลย

 

จะว่าไปแล้ว เหมือนดิฉันกำลังจะหาข้อแก้ตัวให้กับตนเองว่า

ทำไมดิฉันถึงเขียน Blog น้อยลง

น่าจะใช่จริงๆ  เลวร้ายมาก

ดิฉันไม่ควรใช้วิธีการเขียนเป็นเครื่องบังหน้า

ดิฉันยังต้องหมั่นเพียรหัดเขียนให้มากกว่านี้

ใช่....ยังดีที่รู้สำนึก ตอนจบ