คำว่าวัยกลางคน หานิยามชัดๆ ไม่ค่อยได้หรืออีกทีก็คือยังตกลงกันไม่เด็ดขาด อาจจะเพราะว่า คำว่ากลางแสดงว่าต้องรู้จุดเริ่มต้นและจุดสุดท้าย

แต่ชีวิตคนรู้แต่จุดเริ่มหรือวันเกิด ส่วนจุดสุดท้ายก็ไม่ทราบหรอกว่าจะเมื่อไหร่ นั่นก็เลยทำให้การนิยามคำว่า "กลางคน" ควรเป็นเท่าไหร่ และใช้อะไรเป็นเกณฑ์ค่อนข้างจะกว้างๆ ไปตามประสบการณ์ของแต่ละคน

ยิ่งถ้าเป็นผู้หญิง ความหมายของคำว่าวัยกลางคนจะค่อนข้างซับซ้อนเพราะมีหลายแนวคิดในการกำหนดข้อบ่งชี้

บางแนวคิดใช้ช่วงอายุ เช่นอายุระหว่าง 35-65 ปี โดยมองว่า เป็นวัยที่คาบเกี่ยวระหว่างผู้ใหญ่ตอนต้นกับผู้สูงอายุ

บางคนกำหนดโดยเชื่อมโยงกับวัยเจริญพันธุ์ของผู้หญิง เช่นใช้อายุเมื่อสิ้นสุดวัยเจริญพันธุ์คือ 45 ปี เป็นจุดเริ่มต้นของวัยกลางคน

บางแนวคิดใช้เรื่องบทบาทหน้าที่มากำหนดวัย เช่นเมื่อมีการเปลี่ยนแปลงบทบาทเข้าสู่การเป็นแม่ยาย หรือแม่สามี หรือเป็นย่าเป็นยาย เมื่อไหร่ที่เริ่มรับบทบาทใหม่ก็เริ่มจะคิดว่าเข้าสู่วัยกลางคน

บางแนวคิดก็ใช้การเปลี่ยนแปลงสรีระที่ปรากฏให้เห็นชัด เช่นเริ่มมีผมหงอก ผิวเหี่ยวย่น แห้งที่ริ้วรอย เริ่มมีไขมันพอกตามร่างกาย หรือว่าเต้านมหย่อนคล้อย

การที่มีหลายแนวคิดแต่ค่อนข้างโน้มเอียงไปตามการเปลี่ยนแปลงเข้าสู่วัยชราไม่ว่าจะเป็นความเสื่อมด้านร่างกาย การเพิ่มบทบาททางสังคม หรือการถดถอยเสียหน้าที่การเจริญพันธุ์ อย่างนี้ ย่อมมีอิทธิพลกับความรู้สึกของบุคคลต่อการเข้าสู่วัยกลางคน พฤติกรรมของบุคคล ที่อาจโน้มเอียงไปได้ทั้งการยอมรับ การไม่ยอมรับ การแสวงหาความรู้เกี่ยวกับวัย การแสวงหาความช่วยเหลือ ความรู้สึกสูญเสียความสดชื่นของวัยเยาว์ ซึ่งการจะมีความรู้สึก หรือมีการเปลี่ยนแปลงพฤติกรรมมากน้อย ย่อมขึ้นกับสภาพของสังคมที่บุคคลหรือผู้หญิงนั้นๆ อยู่

ในสังคมที่ให้ความสำคัญกับผู้สูงอายุ เช่นสังคมทางเอเชียส่วนใหญ่ การเข้าสู่วัยกลางคนอาจทำให้เกิดความพอใจและการยอมรับกับวัยที่เพิ่มขึ้น การได้รับการชดเชยด้านการสนับสนุนทางสังคมทำให้บุคคลสามารถปรับตัวยอมรับได้กับการเปลี่ยนแปลงทางสรัระและสุขภาพที่ถดถอยตามวัย

ในขณะที่สังคมที่นิยมวัตถุ ที่ให้ความสำคัญกับอำนาจของเงิน ก็อาจทำให้ผู้ที่เริ่มเข้าสู่วัยกลางคนเกิดความคับข้องใจเมื่อเผชิญกับความเสื่อมทางสรีระและการไม่สามารถประสบความสำเร็จในเชิงเทคโนโลยี่ทันสมัย และอาจเกิดความเครียดกับการต้องปรับตัวให้ทันกับความก้าวหน้าทางเทคโนโลยี เพื่อรายได้ที่มั่นคงโดยไม่ได้รับความสำคัญในเรื่องประสบการณ์และการมีวัยที่เพิ่มขึ้น ความคับข้องใจและความเครียดเหล่านั้นก็อาจทำให้เกิดกลุ่มอาการของความเครียด เช่นมีอาการทางกล้ามเนื้อ ทางฮอร์โมน ภาวะภูมิแพ้และรวมถึงอาการหงุดหงิดต่างๆ ที่ตามมา

แต่เมื่ออาการและอาการแสดงเหล่านั้น เกิดกับผู้หญิง ซึ่งให้ประจวบเหมาะว่าเป็นช่วงระยะเวลาของการหมดประจำเดือนหรือเมนโนพลอส การทำความเข้าใจเรื่องของวัยกลางคน โดยอิงอาการและอาการแสดง จึงมักถูกเบี่ยงประเด็นว่าเป็นการเปลี่ยนแปลงเพราะเหตุเสื่อมทางการเจริญพันธุ์ และดูเหมือนว่าจะกลายเป็นจุดขายของบริการสุขภาพและผลิตภัณฑ์สุขภาพ

จุดขายของบริการสุขภาพของวัยกลางคนโดยเฉพาะกับผู้หญิงที่เป็นอยู่ในทางการแพทย์จึงมักจะมุ่งเน้นแต่เรื่องของการเจริญพันธุ์ แม้จะมีการใช้คำปลอบประโลมใจว่าเป็น "วัยทอง" เพื่อชี้ให้เห็นว่าเป็นวัยที่ผู้หญิงได้สะสมประสบการณ์ต่างๆ ผ่านพ้นช่วงอันตรายของการตั้งครรภ์ คลอดมาแล้ว จนน่าจะ "เสวยสุข" กับความสำเร็จต่างๆ ได้ ก็ตาม

ด้วยเพราะคำว่า "วัยทอง" ถูกนำมาผูกมัดกับการหมดประจำเดือนตามแนวคิดของบริการการแพทย์ สัญญลักษณ์ของผู้หญิงวัยหมดประจำเดือนจึงแนบแน่นติดมากับคำว่า "วัยทอง" เช่น อารมณ์ไม่ดี หดหู่ ซึมเศร้า แม้จะมีการศึกษาอย่างกว้างขวางทั้งในการศึกษาติดตามระยะยาว การศึกษาข้ามวัฒนธรรม ที่แสดงให้เห็นว่า อาการหดหู่ซึมเศร้า และอาการของการหมดประจำเดือนจะสัมพันธ์กับความเครียดมากกว่าอายุที่เพิ่มขึ้นก็ตาม ก็ยังดูเหมือนว่า ตราประทับที่ผนวก ผู้หญิงวัยกลางคน ภาวะเมนโนพลอส วัยทอง และอาการ "ขึ้นๆลงๆ ทางจิตใจ" ไว้เป็นกลุ่มเดียวกันอย่างแนบแน่นนั้น ยังฝังอยู่ในความคิดของสังคมเหมือนการติดตั้งโปรแกรมที่ไม่สามารถลบทิ้งได้

จึงอาจพบว่าธุรกิจสุขภาพในสังคมที่ชื่นชมความเป็นหนุ่มสาวและกีดกันผู้อายุ มักจะส่งเสริมการใช้ฮอร์โมนเพื่อ "ให้สามารถลดอาการไม่สุขสบายและสามาถทำงานได้" สนับสนุนการผ่าตัดเสริมสวย และรวมทั้งการใช้อาหารเสริมต่างๆ เพื่อ "ชะลอความแก่" และผลิตภัณฑ์สุขภาพต่างๆ จึงแพร่หลาย หากสามารถ "ลดวัย"

สังคมไทยกำลังเข้าสู่การเปลี่ยนแปลงจากสภาพที่ให้ความสำคัญของวัยสูงอายุเข้าสู่สังคมวัตถุนิยมอย่างรวดเร็ว การแข่งขัน การสร้างจุดขาย ดูเหมือนจะเข้ามามีบทบาทกับการกีดกันทางเพศ กีดกันทางวัย มากยิ่งขึ้น ข้อมูลด่วน อาหารด่วน ชีวิตที่เร่งด่วน แทบจะทำให้คนมีเวลาน้อยลงที่จะคิด แต่ต้องการบริโภคข้อมูลข่าวสารที่มีผู้ย่อยและผนวกการชี้นำไว้ให้ เพื่อที่จะได้รับรู้ข้อมูลเร็วขึ้น และมากขึ้น โดยสนใจสืบค้นน้อยลงถึง ที่มาของข้อมูลว่า มีความน่าเชื่อถือมากน้อยเพียงใด

เช่นเดี่ยวกับคำว่า "วัยทอง" ที่ถูกผนวกการชี้นำว่า จะต้องปรากฏกลุ่มอาการหงุดหงิด แปรปรวน ซึ่งหากถามกลุ่มผู้อยู่วัยกลางคนและวัยหมดประจำเดือน หลายงานวิจัยบ่งชัดว่า ผู้หญิงเหล่านั้นไม่มีกลุ่มอาการดังกล่าว และไม่ได้สนใจต่อการหมดประจำเดือนมากกว่ากับเรื่องสุขภาพและการเป็นอยู่ประจำวัน

ถึงตรงนี้อาจต้องตั้งคำถามว่า แนวคิดการผนวกผู้หญิงวัยกลางคน เมนโนพลอส วัยทองกับ กลุ่มอาการ "ขึ้นๆลงๆของอารมณ์" เช่นนั้นมีที่มาได้อย่างไร ใครชี้นำ และมีข้อมูลสนับสนุนน่าเชื่อถืออย่างไร