ภาพยนต์เรื่อง “ทองปาน” นั้น ผมได้ยินมานานแล้ว และเพิ่งมีโอกาสได้ดู เมื่อคราวที่เข้าร่วมการสัมมนาเรื่อง ลุ่มน้ำโขง: วิกฤติ การพัฒนาและทางออก ซึ่งมูลนิธิโครงการตำราสังคมศาสตร์และมนุษยศาสตร์ จัดขึ้นที่โรงแรมรอยัล แม่โขง จังหวัดหนองคายเมื่อปลายเดือนมกราคม 2549 หลายท่านคงไม่เคยชมหรือไม่เคยได้ยินด้วยซ้ำไป
ทองปาน จัดทำขึ้น เพื่อแสดงเหตุผลอีกด้านหนึ่งของโครงการก่อสร้างเขื่อนผามองที่กั้นแม่น้ำโขงระหว่างชายแดนไทยกับลาวเพื่อผลิตกระแสไฟฟ้า ภาพยนต์เรื่องนี้สร้างขึ้นเมื่อประมาณสามสิบปีมาแล้ว ที่สัมมนาครั้งนี้ได้จัดทำเป็น VCD จำหน่ายผมจึงซื้อมาเป็นกรรมสิทธิ์ 1 แผ่นและเอามาดูเองอย่างรอบคอบที่บ้านอีกหลายครั้ง สาระเพื่อสะท้อนสิ่งที่ประชาชนได้รับและผลกระทบหากจะมีการสร้างเขื่อนแห่งนี้ ภาพรวมของสาระจึงเป็นการไม่เห็นด้วยต่อโครงการนี้ กระแสการต่อต้านโครงการเขื่อนผามอง ทำให้ต้องเก็บลงกระเป๋าไป แต่ไม่ได้ทิ้งลงแม่โขงไปนะครับ

แม่น้ำโขงเป็นแม่น้ำนานาชาติในเอเซียจึงจำเป็นต้องจัดตั้งองค์กรระหว่างประเทศมาปรึกษาหารือการใช้ประโยชน์ร่วมกัน เดิมมีชื่อว่า Mekong Committee ตั้งขึ้นเมื่อ พ.ศ. 2500 ทำข้อตกลงร่วมกันระหว่าง กัมพูชา ไทย ลาวและเวียตนาม เพื่อสำรวจลำน้ำโขงตอนล่าง มีหน้าที่ส่งเสริม ประสานงาน กำกับ ดูแล ควบคุมการวางแผนและสำรวจโครงการพัฒนาทรัพยากรน้ำในลุ่มน้ำโขงตอนล่าง โดยมี UNDP ให้การสนับสนุน
ในปี 2538 มีการประชุมที่เชียงรายและมีมติตั้งคณะกรรมาธิการแม่น้ำโขงขึ้น Mekong River Commission, MRC ปัจจุบันมีสำนักงานที่ มข. ภาระกิจคือเพื่อส่งเสริมและประสานงานด้านการพัฒนาแหล่งน้ำและทรัพยากรอันเกี่ยวเนื่องอื่นๆอย่างยั่งยืน เพื่อประโยชน์ร่วมกัน และความกินดีอยู่ดีของประชาชน คณะ MRC นี้จัดทำข้อตกลงระหว่างประเทศขึ้นมากมาย ล้วนเพื่อสร้างกฏเกณฑ์การใช้ทรัพยากรน้ำร่วมกัน
ลาวกำลังก่อสร้างเขื่อนเพื่อผลิตกระแสไฟฟ้าหลายแห่ง และกำลังดำเนินการอีกหลายแห่ง โดยให้นายทุนต่างชาติมาลงทุนเองทั้งหมด นายทุนก็เอากระแสไฟฟ้าไปขายให้กับประเทศต่างๆ ในระยะเวลาที่ตกลงกัน หลังจากนั้นรัฐบาลลาวก็รับโอนกรรมสิทธิ์ต่อไป กล่าวกันว่า เขื่อน 3 แห่งที่ลาวกำลังจะก่อสร้างนั้นเป็นเขื่อนกั้นแม่น้ำโขง ความจริงมีเขื่อนที่เป็นแม่น้ำสาขาของแม่น้ำโขงอีกจำนวนหนึ่ง
เขื่อนทั้งหมดที่กำลังก่อสร้างและกำลังจะก่อสร้างนั้น มีกำลังการผลิตกรระแสไฟฟ้ามากหลายพัน เมกะวัตต์(MW) เช่นที่ หลวงพระบางมีกำลังการผลิต 970 MW ที่ปากเบง 1,230 MW ที่ไชยบุรี 1,260 MW ที่ปากเล 1,010 MW กำลังการผลิตกระแสไฟฟ้านี้มากพอสำหรับความต้องการของประเทศไทยในอนาคต หากเราไม่ผลิตเองก็ตกลงซื้อจากลาวได้

หากรวมทุกเขื่อนที่กำลังก่อสร้างและจะก่อสร้างและมีอยู่ในแผนงานนั้น จะเป็นปริมาณกระแสไฟฟ้ามหาศาล เมื่อลาวขายไฟฟ้านี้ให้ประเทศต่างๆในภูมิภาคนี้ ก็เท่ากับลาวเป็นแบตเตอรรี่แห่งเอเซียตะวันออกเฉียงใต้..เป็นมหาอำนาจด้านหนึ่งทีเดียว
ประเทศไทยที่มีปัญหาการต่อต้านการผลิตกระแสไฟฟ้าจากนิวเครียร์ก็หันไปซื้อจากลาว เวียตนามที่กำลังเติบโตเป็นเมืองอุตสาหกรรมก็ซื้อกระแสไฟฟ้าจากลาว จีนเองก็ขยายระบบอุตสาหกรรมมากมายก็เป็นลูกค้าของลาวได้เช่นเดียวกัน

แม่น้ำโขงกำลังถูกทึ้งน้ำ ที่เป็นทรัพยากรธรรมชาติ ซึ่งในประเทศจีนก็สร้างเขื่อนกั้นแม่น้ำโขงแล้วจำนวน 4 เขื่อน และอยู่ในแผนงานอีก 4 แห่ง โดยเฉพาะเขื่อน Xiaowan มีกำลังการผลิตถึง 4200 เมกะวัตต์ มีความสูงถึง 300 เมตร จะก่อสร้างเสร็จในปี 55 นี้

เป็นที่ทราบกันดีว่าการพัฒนาประเทศในยุคโลกาภิวัตน์นี้ ประชาชนเพิ่มขึ้นมหาศาลได้บริโภคทรัพยากรธรรมชาติลงไปน่าจะมากกว่าครึ่งหนึ่งที่โลกนี้มีอยู่แล้ว และมนุษย์ก็ทรนงว่าเราก้าวหน้าทางวิทยาศาสตร์ ความก้าวหน้านั้นจะมาแก้ปัญหาต่างๆในอนาคต วันนี้ขอรวยก่อน ขอบริโภคเต็มที่ก่อน นี่คือความยะโส โอหังของมนุษย์ ขณะที่เมื่อ 2500 กว่าปีมาแล้วพระพุทธองค์ทรงเตือนมนุษยชาติว่า “ไม่ควรดำรงตนอยู่บนความประมาท”
มาถึงวันนี้ปรากฎการณ์โลกร้อนกำลังเตือนเจ้ามนุษย์ว่าถึงเวลาที่ธรรมชาติจะลงโทษเจ้าแล้ว เกิด สึนามิ แผ่นดินไหว น้ำท่วม ฝนแล้ง โรคใหม่ๆเกิดขึ้นและมีความรุนแรง ฯลฯ พุทธทำนายก็มี คริสศาสนาก็กล่าวถึงน้ำท่วมโลก เจ้าไม่ฟัง เจ้าระเริงอยู่บนความไม่รู้หรือความโอหังก็ตาม เจ้าเท่านั้นที่จะต้องรับผิดชอบสิ่งที่เจ้ากระทำ
ทบทวนอยู่บนความพอดี พอเพียงเถอะมนุษย์เอ๋ย
(อันนี้ผมสอนตัวเองนะครับ) อิ อิ..
แม่น้ำที่เป็นสายเลือดเส้นนี้ถูกจ้องตาเป็นมันจากประเทศที่แม่น้ำไหลผ่าน
เคยได้คุยกับนักพัฒนาที่เกี่ยวข้องกับแม่น้ำโขงเช่นกันครับ มีประเด็นที่น่าสนใจในการอยู่ต่อของชาวบ้านใกล้น้ำ ความหลากหลายของชีวภาพที่สูญเสียไป
ข้อมูลที่พี่นำมาเสนอน่าสนใจมากครับ และ ลาวก็สมกับเป็นแบตเตอรี่แห่งเอเซียด้วย
ขอบคุณครับ- - -บันทึกที่มีคุณค่า
มาอ่านและเก็บข้อมูลที่น่าสนใจครับผม
-----------------------------------
สวัสดีปีใหม่ สวัสดีปีหนูทองด้วยครับ
HAPPY NEW YEAR 2008 ครับ
สัสดีค่ะพี่บางทราย
สัญญาณแห่งธรรมชาติ มนุษย์ไม่เคยตระหนัก แม้แต่ เพียงคนทำจิตเป็นสมาธิรวมกันชั่วขณะ พร้อมกัน ยังทำให้ภาวะโลกเปลี่ยนแปลง แต่ก็ไม่มีใครอยากพิสูจน์ แล้วก็วนมาถึง G2K มีพลังดีมหาศาล คิดดี ทำดี ยามเมื่อได้เข้ามา จึงรู้สึกสดชื่นค่ะ
พี่บางทรายจะให้ส่งหนังสือไปที่ไหนคะ ขอบกค่าส่ง เล่มละห้าบาทนะคะพี่ ช่วยโพสต่อท้าย บันทึก
ตอนนี้อาจจะดูดี
แต่ในอนาคตสิ่งนี้คือผลงาน มนุษย์ขี้เหม็นเคี่ยวเข๊ญเทวดา เด๊ยวก็รู้หมู่หรือจ่า ใครชนะใคร ระหว่างธรรมชาติ กับมนุษย์
หนังทองปานที่ว่า ขาว-ดำ ที่มี ศ.เสน่ห์ จามริก แสดงด้วยใช่ไหมครับ
น้องเอกครับ
มองกันหลายมุม
น้องรุ่งครับ ตันติราพันธ์
เป็นเรื่องใหญ่ครับคนกับสิ่งแวดล้อม ในเรื่องงานพัฒนาด้วยกันนี่นะ งานด้านทรัพยากรและสิ่งแวดล้อมทำยากมากกว่า เพราะมันไกลตัว แม้จะใกล้ตัวก็ตาม
แต่ก็ต้องทำครับ
ท่านครูบาครับ
เรื่องนั้นแหละครับ เป็นสีขาวดำ ที่ท่านอาจารย์เสน่ห์ จามริกแสดงร่วมกับอีกหลายคน เช่น อาจารย์ สุลักษณ์ ศิวรักษ์ สุรชัย จันทิมาธร อ.พัทยา สายหู ท่านคำสิงห์ ศรีนอก ไพจง ไหลสกุล และอีกหลายท่าน
ครูบาคงได้ดูแล้วนะครับ ครูบามีไหมล่ะครับ หากต้องการก็บอกนะครับ ผมจะทำสำเนาส่งให้ครับ
ผมว่านักพัฒนาน่าที่จะเอาไปดูนะครับ
สวัสดีค่ะคุณบางทราย
ติดตามอ่านมาเรื่อยๆด้วยความสนใจค่ะ ภาพสวยมากและอ่านสนุกค่ะ
เคยไปอยู่เวียงจันทน์เมื่อปี 1992 เป็นเวลา 6 เดือน จนบัดนี้ยังไม่ได้กลับไปอีก (ทั้งๆที่ไปอีสานบ่อย) ทั้งเวียงจันทน์ และหลวงพระบางคงเปลี่ยนไปมาก ที่สำคัญคือ ทัศนคติของผู้คนคงเปลี่ยนไปด้วย (ตามการพัฒนา !!)
วันก่อนดูทีวี รัฐมนตรีลาวเริ่มพูดถึงปัญหาความสามารถในการแข่งขันของลาว (ในตลาดโลก) รู้สึกเศร้าว่า จำเป็นด้วยหรือที่ทุกประเทศจะต้องกระโจนลงมาตะเกียกตะกายในกระทะทองแดงของ "การพัฒนา" และขึ้นเวทีมวยแบบต้องชกข้ามรุ่น
ในเรื่องพลังงาน เราไม่ให้ความสำคัญกับการจัดการด้านอุปสงค์ (ความต้องการใช้ไฟฟ้าและพลังงาน) มีแต่จัดหาด้านอุปทาน
ลาวมีทรัพยากร ..ทั้งไทย จีน เวียดนาม ญี่ปุ่น ออสเตรเลีย ต่างสนใจ...แต่หวังว่าประเทศลาวคงไม่ใช้เพลินจนทรัพยากรเสื่อมโทรมไปเหมือนพี่ไทย
และหวังว่า ผลประโยชน์ที่ได้จากการ "ส่งออกทรัพยากร" จะกระจายอย่างเป็นธรรมให้คนในประเทศ
ขอบคุณสำหรับบล็อกดีๆค่ะ
สวัสดีครับอาจารย์ 8. ปัทมาวดี โพชนุกูล ซูซูกิ
<div class="content">
อาจารย์ปัทฯครับ ผมเป็นแฟนคลับอาจารย์นะครับ ผมเก็บงานบันทึกของอาจารย์ไว้ เพราะตรงกับลักษณะงานที่ผมทำอยู่ ซึ่งจำเป็นต้องศึกษาอยู่เรื่อยๆในมุมต่างๆ โดยเฉพาะส่วนที่เกี่ยวเนื่องทางวิชาการ
เคยไปอยู่เวียงจันทน์เมื่อปี 1992 เป็นเวลา 6 เดือน จนบัดนี้ยังไม่ได้กลับไปอีก (ทั้งๆที่ไปอีสานบ่อย) ทั้งเวียงจันทน์ และหลวงพระบางคงเปลี่ยนไปมาก ที่สำคัญคือ ทัศนคติของผู้คนคงเปลี่ยนไปด้วย (ตามการพัฒนา !!)
เวียงจันทร์ผมก็ไม่ได้ไปนาน ช่วงที่ผมทำงานที่มุกดาหาร(เพิ่มปิดโครงการเมือเดือนที่แล้วนี่เอง) ก็ข้ามไปเมืองสะหวันนะเขตบ้าง ตอนนี้เข้าไปเกี่ยวข้องกับงานประเมินผลกระทบการก่อสร้างเขื่อนที่ไชยบุรี ก็เลยยิ่งสนใจมาก เพราะต้องการเข้าใจชุมชนลาวด้านลึกด้วยเหมือนกันครับ ไทยอีสานกับลาวมีประวัติศาสตร์อันเดียวกัน เมื่อผมทำงานที่ดงหลวง มุกดาหารนั้นเป็นกลุ่มไทโซ่ ซึ่งประวัตินั้นก็อพยพมาจากฝั่งซ้ายแม่น้ำโขง ผู้เฒ่าผู้แก่ก็อยากกลับไปดูแหล่งที่อยู่ในอดีต เรายังคิดจะพาเขาไปเซาะหาถิ่นเดิมกัน แต่ไม่สำเร็จ เพราะยังไม่ได้ไปก็หมดโครงการเสียก่อน
วันก่อนดูทีวี รัฐมนตรีลาวเริ่มพูดถึงปัญหาความสามารถในการแข่งขันของลาว (ในตลาดโลก) รู้สึกเศร้าว่า จำเป็นด้วยหรือที่ทุกประเทศจะต้องกระโจนลงมาตะเกียกตะกายในกระทะทองแดงของ "การพัฒนา" และขึ้นเวทีมวยแบบต้องชกข้ามรุ่น
ผมมองว่านายทุนต่างชาติกำลังทึ้งงานในลาวกันครับ โดยเฉพาะงานใหญ่ๆที่ใช้ทรัพยากรธรรมชาติ
ขอบคุณครับอาจารย์ที่มาเยียม
</div>
สวัสดีครับ
ลาวเป็นแบตเตอรี่ ไทยก็เป็นรถยนต์ครับ วิ่งไปข้างหน้าอย่างตะบี้ตะบัน
ซื้อน้ำมัน ซื้อแบต ซื้ออะไหล่ ซื้อยาง ซื้อทุกอย่าง น๊อตตัวเล็ก ๆ ยังผลิตเองไม่ได้
คนขับรถก็แย่ครับ แย่งกันขับ แถมขับไม่ถนอมรถ ไม่ดูคนโดยสารเลย
ช่วงนี้กำลังตกลงกันอยู่อีกจะให้ใครขับดี หลังจากทะเลาะกันมาก ๆ จนต้องให้คนขับชั่วคราวมาขับไปพลาง ๆ
เป็นห่วงประเทศลาวครับ แต่ห่วงประเทศไทยละมากกว่าครับ จริง ๆ
ขอบคุณครับที่เขียนเรื่องดี ๆ ข้อมูลเจ๋ง ๆ ให้อ่าน
สวัสดีปีใหม่ค่ะ พี่บางทราย สุข สดชื่น สมหวังค่ะ

ทุกปีในหน้าแล้งจะมีหาดทรายขึ้นกลางแม่นำโขง ปกติราวๆเดือนกุมภา- เมษา แล้วแต่น้ำมากน้อยของปี เดี๋ยวนี้ หาดทรายขึ้นตั้งแต่ฝนยังไม่หยุดตก มันเป็นแม่นำนานาชาติหรือแม่นำใคร ประเทศไทยได้ประโยชน์อะไร นอกจากเป็นคนงานไปสร้างเขื่อนดังกล่าว ขอบคุณสำหรับบทความดีดีครับ
สวัสดีค่ะพี่บางทราย เรื่องชุดเมืองลาวที่เล่ามานี้ทำให้ได้ความรู้มาก ในหลายด้าน คนไทยมักไม่ค่อยรู้จักเพื่อนบ้านแบบที่รู้จักเพื่อผูกมิตรร่วมมือกันอย่างเท่าเทียมกัน เคยได้ยินคนลาวที่รู้จักพูดทำนองว่าคนไทยนั้นหาประโยชน์จากทรัพยากรประเทศเขา
อีกอย่างนะคะเวลาได้ยินได้ฟังเรื่องการพัฒนาประเทศของประเทศเพื่อนบ้าน นอกจากปัญหาเรื่องการใช้ทรัพยากรอย่างไม่ยั้งคิดแล้ว ยังมีปัญหาเรื่องการลงทุนและผลประโยชน์นั้นมักตกอยู่กับนักธุรกิจที่เข้าไปลงทุนและผู้มีอำนาจปกครองในประเทศนั้นๆ คนธรรมดาก็จะยังคงจนเหมือนเดิม เผลอๆลำบากกว่าเดิม
ไปเห็นการพัฒนาเมืองของเสียมเรียบ-กัมพูชาแล้วได้ทราบว่าก็เป็นอย่างนี้เหมือนกัน
สวัสดีปีใหม่นะคะ
สวัสดีครับน้อง
mr. สุมิตรชัย คำเขาแดง
<div class="content">
จริงๆครับ บ้านเราเป็นสังคมผู้บริโภคจริงๆ บริโภคทรพยากรของเราเองจนเกลี้ยงหมดแล้วก็เลยไปใช้เงื่อนไขทางระบบสากลของโลก เข้าไปใช้ทรัพยากรของเพื่อนบ้าน (บางท่านอาจจะกล่าวว่า ประเทศไหนๆเขาก็ทำกัน..)
ฟังดูไม่น่าจะเป็นอะไร แต่พี่เห็นด้วยกับท่านอาจารย์ปัทมาวดี โพชนุกูล ซูซูกิ ที่กล่าวว่า เราควรพิจารณาลดการใช้พลังให้มากๆ มากๆ มากๆ น่าจะเป็นทางออกที่ประหยัด และพอเพียงกว่า
</div>
สวัสดีครับน้องนก
เพ็ญศรี(นก) ที่คิดถึง