อดีตเราคงไปแก้ไขอะไรไม่ได้ แต่เราเรียนรู้จากมันได้

          เช้าวันนี้ (27 ธันวาคม  2550) พอผมมาถึงสำนักงานเกษตรจังหวัด   พบว่ามีเกษตรกรมารอพบแล้วท่านหนึ่ง  สอบถามเบื้องต้นพบว่ามีปัญหาเรื่องหนี้สิน  ที่ดินถูกยึดไม่รู้จะไปขอคำปรึกษาจากใคร โทรไปที่ 111  บอกว่าให้มาที่สำนักงานเกษตรจังหวัด ก็เลยมา

          เมื่อรู้ความประสงค์เบื้องต้น  ผมก็เลยเชิญเข้ามานั่งคุยกันที่โต๊ะทำงานของผม  ใช้เวลาประมาณ 1 ชั่วโมงเต็มๆ ในการพูดคุยหารือกัน คราวนี้ผมไม่ลืมที่จะสอบถามชื่อ และที่อยู่ไว้ก่อนเพราะประสบการณ์สอนไว้เผื่อเวลาจะไปเยี่ยมเยียนจะได้ติดตามไปถูก 

          จากการพูดคุยกันเกษตรกรท่านนี้บอกว่าแต่เดิมมีที่ดินอยู่ประมาณ 20 กว่าไร่  ทำการเกษตรก็ยังพอเลี้ยงตัวเองได้ แต่ต่อมาพ่อ-แม่ป่วย จำต้องกู้หนี้ยืมสิน ทำไปทำมาบัดนี้ที่ดินต่างๆ ได้ถูกขายใช้หนี้ไปหมดแล้ว  แต่ก็ยังใช้หนี้ไม่หมดยังมีหนี้สินเหลืออีกจำนวนหนึ่ง  ส่วนหนึ่งเป็นของเถ้าแก่ที่ไปกู้มาและเสียดอกร้อยละ 5 ต่อเดือน และส่วนหนึ่งก็คือเป็นหนี้กองทุนหมู่บ้าน(กองทุกเงินล้าน)  ผมสอบถามจนรู้แน่ชัดว่าที่ดินได้ขายไปหมดแล้ว ไม่ได้ติดจำนองหรือกำหลังอยู่ระหว่างการฟ้องร้องหรือกำลังอยู่ระหว่างการขายทอดตลาด  ซึ่งยังอยู่ในวิสัยที่พอจะเยียวยาได้  ตามนโยบายแก้ไขปัญหาหนี้สินของเกษตรกรในการช่วยเหลือของรัฐบาลชุดปัจจุบัน

          ดังนั้นสิ่งที่ผมจะทำได้ในบทบาทของเจ้าหน้าที่ของรัฐ และในบทบาทของนักส่งเสริมการเกษตร ที่พอจะทำได้ในวันนี้ก็คือ

  • รับฟังปัญหาและข้อขัดข้องใจครับ  เพราะอย่างน้อยก็ช่วยให้เขาได้ระบายความในใจ ถึงความทุกข์ยากต่างๆ นาๆ ที่ได้พานพบ
  • ขอดูเอกสารหลักฐานต่างๆ ที่มีอยู่ เพื่อเรียนรู้และทบทวนว่าเกษตรกรท่านนี้ได้ประสบกับอะไรมาบ้าง พบว่ามีสัญญากู้เงิน-ซื้อ-เช่า มากมาย ส่วนใหญ่ก็เป็นสิ่งที่ยืนยันว่า พี่เขาหมดแล้วซึ่งทรัพย์สินต่างๆ แม้กระทั่งบ้านอันเป็นที่อยู่อาศัย....ดูภาพส่วนหนึ่งของเอกสารด้านล่างนี้
  • สุดท้ายผมก็ต้องพูดเพื่อเป็นการให้กำลังใจ  เพราะอดีตเราคงไปแก้ไขอะไรไม่ได้ แต่เราเรียนรู้จากมันได้

          และได้สรุปให้เขาได้ทราบว่า ในทางคดีความต่างๆ หรือแม้กระทั่งที่ดินนั้น คงแก้ไขอะไรไม่ได้แล้ว  เพราะเป็นเรื่องของกู้และการขาย  แต่หนี้สินในส่วนที่เหลืออีกแต่ไม่มากนั้น  ส่วนของพ่อค้าที่ไปกู้มาก็ขอให้ไปพูดกับเขาและขอให้เขาลดดอกเบี้ยให้  ซึ่งพี่เขาก็บอกว่าได้ไปหารือแล้ว และเขายินดีที่จะขอเพียงเงินต้นคืนเท่านั้น  ส่วนหนี้กองทุนหมู่บ้านก็คงต้องปล่อยไว้ก่อนเพราะดอกเบี้ยไม่สูง และที่สำคัญไม่มีรายได้พอที่จะไปใช้หนี้ได้   และผมก็เลยถามต่อว่าแล้วพี่จะทำอย่างไรต่อไป  พี่เขาบอกมาและทำให้ผมใจชื้นขึ้นมาทันทีก็คือ

          "ผมเช่าที่ไว้ 2 ไร่ คิดว่าจะปลูกพริกกับพืชผัก เพื่อที่จะเก็บเงินไว้ใช้หนี้เพราะมีประสบการณ์ในการปลูกผักมาพอสมควร"

          เท่านั้นแหละครับ   ผมก็พอจะมองเห็นทางที่จะช่วยเหลือหรือ ลปรร.ในโอกาสต่อไปได้  เลยใช้บล็อก G2K ให้เป็นประโยชน์ เปิดบันทึกตามรอยการเรียนรู้เรื่องการปลูกพริกให้พี่เขาได้ดู พร้อมกับเล่าความสำเร็จของเกษตรกรที่อำเภอพรานกระต่ายประสบความสำเร็จกับการปลูกพริก โดยใช้พื้นที่ไม่มาก  ดูหน้าตาพี่เขาสดชื่นขึ้นมาทันที  บอกว่าอย่างนี้ผมพอมีหวังแล้ว  เดือนหน้าจะเริ่มลงมือเลย

           ผมก็ไม่ลืมที่จะเชิญพี่เขาให้แวะมาที่สำนักวานเกษตรจังหวัดได้ทุกเมื่อ  หากต้องการปรึกษาหารือเกี่ยวกับการปลูกพืชผัก   ยินดีที่จะนำไปพบปะและศึกษาดูงานแปลงที่ประสบความสำเร็จ  และขออนุญาตล่วงหน้าว่าหากลงมือดำเนินการเมื่อใดจะขอไปเยี่ยมเยียนถึงแปลงในโอกาสต่อไป .....

          วันนี้ผมเขียนบันทึกนี้อย่างมีความสุข   เพราะผมได้ทำหน้าที่ของนักส่งเสริมการเกษตรและ ขรก.ที่ดี ทำตัวให้เป็นที่พึ่งของประชาชน แม้จะช่วยอะไรได้ไม่มากนัก แต่ก็ช่วยเหลือตามศักยภาพด้วยความเต็มใจยิ่ง   ได้ช่วยให้เกษตรกรท่านหนึ่งมีความหวังในการอยู่อย่างมีศักดิ์ศรี พร้อมที่จะพึ่งพาตนเอง  และไม่ท้อถอย

          เป็นบันทึกความดีที่ผมได้ทำและอยากนำมาแลกเปลี่ยนครับ

 วีรยุทธ  สมป่าสัก     27  ธันวาคม  2550