สวัสดีครับ
ผมห่างหายในสังคม Gotoknow ไปนานนับเกือบสามเดือน...ตอบไม่ได้เหมือนกันว่าเป็นเพราะอะไร
บันทึกสุดท้ายของผม เมื่อวันที่ ๑๐ ตุลาคม ศกนี้
ในช่วงเวลาที่ผ่านมา มีหลายๆสิ่งเกิดขึ้นในชีวิตผม มีทั้งสิ่งดีดีและสิ่งที่ผมไม่คาดคิดว่าผมต้องเผชิญหน้ากับมัน
สิ่งที่สังคมเรียกว่า ความดีและความชั่ว
ผมใช้เวลาที่ผ่านมานั้น เรียนรู้มันและผ่านมันมา...อย่างเป็นปกติสุข
ตลอดระยะเวลาเกือบสี่ปี ที่ผมอยู่ในตำแหน่งผู้บริหารมหาวิทยาลัยเล็กๆในต่างจังหวัด รับผิดชอบในคณะใหญ่ที่สุดที่มีอาจารย์และนักศึกษามากที่สุด
มีกิจกรรมมากที่สุด และมีส่วนร่วมในกิจกรรมของมหาวิทยาลัยแทบทุกเรื่องในตลอดระยะเวลาที่ผมรับผิดชอบอยู่
ผมทำงานด้วยใจรัก ด้วยความสนุกในงานที่มีโอกาสคิดและสร้างสรรค์สิ่งใหม่ๆอยู่เสมอ
ลุยไปกับงานทุกชิ้นทุกเรื่อง ตั้งแต่จุดเริ่มต้นจนจบ แล้วก็มีงานใหม่ทยอยเข้ามาเสมอ...ไม่มีวันหมด
เหมือนสายน้ำ...เหมือนแสงอรุณของวันพรุ่งนี้ที่รอเปล่งประกายลบความมืดมิดแห่งราตรี
จู่จู่วันหนึ่ง...ผมก็เริ่มรู้สึกเบื่อขึ้นมาเฉยๆ บอกไม่ค่อยถูกเหมือนกันว่าเบื่ออะไร
รู้สึกเหมือนไฟที่เคยลุกโพลงอยู่เสมอ...หรี่แสงลง
ไฟยังลุกอยู่ ยังทำงานได้อยู่แต่ขาดใจที่เคยสนุกร่วมไปกับมันเท่านั้น
เหมือนไฟขาดเชื้อ...ที่พอเห็นเปลวไฟอยู่เป็นเพียงสภาพที่ลุกไหม้ไปกับเชื้อเก่าอย่างนั้น
ผมไม่ได้เล่าให้ใครในที่ทำงานฟัง ยังทำงานไปตามปกติ แต่ใจนั้นเริ่มมองตัวเองและจับผิดตัวเองได้
บางครั้งแอบนึกว่า...เอ? รึว่าเราเข้าช่วงวัยทองหมดประจำเดือนอะไรทำนองนั้น
แต่ก็รู้ว่าไม่ใช่ เพราะเคยติดตามเมียไปหาหมอมา รู้ๆว่าคนวัยทองนั้นมีอาการอย่างไร
ผมจึงแอบเรียกอาการของผมเองว่า...คนหมดไฟ
เพราะไม่ว่าอะไร อะไร ก็ไม่ตื่นเต้น น่าสนุก น่าทำ เหมือนแต่ก่อน
เหมือนรถที่เคยวิ่งสี่สูบ ลดเหลือเพียงสองสูบ
ผมพยายามสร้างไฟให้ตนเอง มองหาอะไรใหม่ๆ...แง่มุมใหม่ในสิ่งเก่าในงานที่เคยทำ
เผื่อว่าจะคึกคักตื่นเต้นขึ้นมาบ้าง
แต่...ยังไม่เห็นอะไรใหม่ อะไร อะไรก็ดูเหมือนทำมาหมดแล้ว และกำลังเดินกลับไปวงจรเดิม
ไม่มีอะไรใหม่เลย...
นอกจากเป็นรอบใหม่ของวัฏจักรแห่งการงานของชีวิตเท่านั้น
อาจเป็นสาเหตุหนึ่ง ที่ไม่ได้เข้ามาเขียนบันทึกในช่วงที่ผ่านมา
ไม่ใช่ไม่มีเรื่องเล่า ตรงกันข้ามมีมากมายสารพัด...เพียงแต่ขาดแรงใจที่อยากเขียน
คืนนี้ ก็เป็นคืนที่เบื่อๆเหมือนกัน คืนหนึ่ง
ทำอะไรก็ไม่มีรส ดูทีวี อ่านหนังสือ ร้องเพลงเล่น นั่งสมาธิ อะไรอะไร ก็เบื่อๆไปหมด...
นั่งเฝ้ามองตนเองอยู่นาน...ก็เบื่อๆเลยลุกออกไปที่หน้าต่างมองแสงไฟข้างนอกบ้าน...
มีเสียงรถยนต์วิ่งผ่านไปมาพอได้ยินเสียงเป็นคราวๆ
แต่รู้สึกแว่บขึ้นมาว่า อยากเล่าสิ่งที่เกิดขึ้นกับตนเองให้ผู้อื่นฟังบ้าง โดยเฉพาะมวลมิตรใน gotoknow
เลยลุกขึ้นมาเล่าเฉยๆ...ไม่ต้องห่วงว่าผมจะบ้าหรือหมดสมรรถภาพใดใด
เป็นเพียงจังหวะหนึ่งของชีวิตเท่านั้น
อาจเรียกได้ว่า เป็นนิพพิทาของช่วงชีวิต
ของคนที่มีอายุใกล้หกสิบปีอย่างผม
สวัสดีครับ
รู้สึกเหมือนไฟที่เคยลุกโพลงอยู่เสมอ...หรี่แสงลง
ไฟยังลุกอยู่ ยังทำงานได้อยู่แต่ขาดใจที่เคยสนุกร่วมไปกับมันเท่านั้น
เหมือนไฟขาดเชื้อ...ที่พอเห็นเปลวไฟอยู่เป็นเพียงสภาพที่ลุกไหม้ไปกับเชื้อเก่าอย่างนั้น
.......
ตอนนี้ผมยังถือว่าอยู่ในวัยที่ยังไกลจากการละวางจากการงาน แต่จู่ ๆ ก็เกิดขาดแรงบันดาลใจที่จะทำงานในตำแหน่ง "หัวหน้าคน" .... พอมาอ่านบันทึกนี้ก็ยิ่งทำให้ตัวเองได้เห็นภาวะบางอย่างในตัวเองอย่างชัดเจน
ขอบพระคุณมากครับ
และขอให้อาจารย์มีพลังชีวิตดังที่เคยเป็นมา ...
กราบสวัสดีปีใหม่ครับอาจารย์
ขออนุญาตแลกเปลี่ยนนะครับ ผมคิดว่าผู้ปฏิบัติธรรมจะหาคำตอบได้เอง ความเบื่อเกิดขึ้นได้เป็นธรรมดา แล้วก็ผ่านไปได้เป็นธรรมดา ถ้าเป็นการหมดเชื้อไฟก็หาเชื้อไฟ(แรงบันดาลใจ)ใหม่ แต่ถ้าถ่านหมดก็ต้องเปลี่ยนถ่าน ถ้าชาร์ตไฟได้เหมือนแบตมือถือก็ชาร์ตครับ
กราบสวัสดีครับ ท่านอาจารย์
สวัสดีค่ะอาจารย์
หนูเองก็เคยมีอาการแบบนี้ค่ะ
แต่ก่อนตอนยังไม่ได้ปฏิบัติธรรมก็เคยรู้สึกว่าถึงจุดบางจุดแล้วเหมือนกัน (แต่พอปฏิบัติแล้วก็รู้ว่ายังไม่ถึง...อิอิ)
ตอนนี้ปฏิบัติธรรมมากขึ้น พอได้เห็นสิ่งเดิมๆ และเห็นทุกอย่างเป็นไตรลักษณ์ไปเกือบหมด ทำให้เกิดความหน่ายในสังคมเป็นอย่างมาก (ช่วงที่ผ่านมาก็เป็น แต่เป็นไม่มาก) แต่ก็ยังพยายามที่จะทำหน้าที่ประจำตอนนี้ให้เต็มที่ก่อน โดยเฉพาะเด็กๆ ที่เรารับผิดชอบดูแล สอนอยู่
หนูเคยเกิดอาการแบบนี้หลายครั้ง (ตั้งแต่สมัยเรียน ป.เอก) แต่คงไม่รุนแรงเหมือนที่อาจารย์รู้สึก พอเกิดอาการก็พยายามกำหนดให้เห็นค่ะว่า สิ่งนี้เคยเกิดขึ้นแล้ว จะตั้งอยู่ แล้วก็จะดับไป...
อย่างไรก็ดี หนูคิดว่าทุกอย่างที่เกิดขึ้นกับเรานั้นมีเหตุและผลของมันอยู่.. เราเพียงแต่ทำอย่างที่อาจารย์ทำอยู่ คือกำหนดรู้ เรียนรู้ และผ่านมันไปอย่างปกติสุขเท่านั้นแหละค่ะ
สำหรับปีใหม่ที่จะถึงนี้ขอนำพรให้อาจารย์และครอบครัวมีสุขภาพสมบูรณ์แข็งแรงนะคะ
ธรรมรักษาค่ะ ^ ^
ด้วยความระลึกถึงอยู่เสมอค่ะ
คิดถึงอาจารย์จังครับ แต่คิดเอาเองว่าอาจารย์น่าจะยุ่งนะครับ
ผมเองก็มีงานหลากหลายเข้ามา แบบไม่ซ้ำรูปแบบ อีกทั้งปัญหาที่มาเป็นคู่ๆดูโอ เช่นกันครับ ทุกอย่างเรียบร้อยไปด้วยดีมีความสุข
เรื่องของความเบื่อนั้น ผมก็เป็นบ่อย แม้ห่างไกลจากวัยทอง แต่ก็เป็นได้เพียงประเดี๋ยวเดียวก็หาย อาจเป็นอาการของเด็ก (อิอิ) ที่เบื่อง่ายไม่ถาวร
ปีหนูทอง ขอให้สิ่งศักดิ์สิทธิ์ คุณพระศรีรัตนตรัย ดลบันดาลให้อาจารย์พร้อมครอบครัว คณาจารย์ คณะมนุษยศาสตร์สังคมศาสตร์ มรภ.เชียงใหม่ ประสบแต่ความสุข ความเจริญ ยิ่งๆขึ้นไปครับ
อนิจจัง ทุกขัง อนัตตา ครับ ขอเพียงแต่อาจารย์ระลึกว่า ทุกคนห่วงอาจารย์ สวัสดีปีใหม่ครับ
- คาดว่าอาจารย์กับครูหล้าคงวัยใกล้เคียงกัน
- ครูหล้าจะเบื่อเมื่อไม่มีอะไรจะทำ...และจมกับสิ่งเก่าๆ
- วิธีแก้หางานหรือสิ่งใหม่ๆทำ...เปลี่ยนสภาพแวดล้อมและสถานที่ทำงานใหม่ๆ....สายตา ของกลุ่มคนใหม่ๆที่เราไม่เคยพบมองเราด้วยความอยากเรียนรู้อยากฟัง...ทำให้เราเกิดไฟคุขึ้นได้ทุกครั้ง
- ปีใหม่นี้ขอให้ไฟอาจารย์ลุกโชติช่วงเหมือนเดิมนะคะ
สวัสดีปีใหม่ค่ะ อาจารย์พิชัย
อ่านบันทึกนี้แล้วก็เข้าใจในอารมณ์และความรู้สึกค่ะ หนูเลยขอฝากบันทึก ต้นไม้ ยังมีใบ แล้วใย ชีวิต จะไม่มี กำลังใจ เป็นกำลังใจให้อาจารย์นะค่ะ
และแถมยิ้มหวาน :) ให้ด้วยค่ะ
ขอบคุณ คุณแผ่นดิน
หลังจากเขียนบันทึกแล้ว ก็นอนต่อ
ตื่นมา รู้สึกดีขึ้นแล้ว
คงเป็นเพราะได้เล่า... Sharing ออกมาให้พี่ๆเพื่อนๆน้องๆใน gotoknow ได้รับรู้
ระลึกถึงแผ่นดินเสมอ...ครับ
สวัสดีครับ คุณcondutor
สำหรับคำปรารถนาดีและ link ดีดี
ที่จริง...เพียงแค่นึกถึงหน้าคุณcondutorและแววตาที่มุ่งมั่น...เท่านั้น
น่าจะเป็นเชื้อไฟเติมพลังชีวิตให้ผมได้แล้ว :)
กราบสวัสดีปีใหม่ท่านอาจารย์พิชัยครับ
ผมคิดว่าความงามของการเป็นมนุษย์คือการที่เรามีอารมณ์เปลี่ยนแปลงไปได้ตามสิ่งต่างๆ ที่มากระทบทั้งภายในและภายนอกครับ
การได้สังเกตอารมณ์ของเราก็เหมือนกับการได้นั่งชมงานศิลป์ชั้นเลิศที่ธรรมชาติสร้างครับ
บางครั้งผมก็นึกว่าถ้าเราฝึกจิตให้อารมณ์นิ่งไม่เปลี่ยนแปลง แล้วเราจะมีโอกาสชื่นชมงานศิลป์ชิ้นเยี่ยมชิ้นนี้ได้อย่างไรครับ
ฮ่าฮ่า!
น้องเม้ง...ขอบคุณสำหรับคำแนะนำดีดี ภาพและคำอวยพรจากใจของน้องแดนไกลแต่หัวใจอยู่ใกล้
ที่จริง พี่ว่าจะซื้อตั๋วไปหา น่าจะเป็นคำตอบสุดท้ายแฮะ :)
ขอบคุณ และขอบคุณ
ทราบข่าวว่าคุณนรินทร์ นม.มาเชียงใหม่ เสียดายไม่มีโอกาสพบกัน
ผมยังพอมีไฟเหลืออยู่...หล่อเลี้ยงพลังชีวิตของตัวเอง
แต่ได้พลังไฟจากกัลยาณมิตรรอบตัว
รู้สึกมีพลังเพิ่มขึ้นมาครับ
เอ...รู้สึกเหมือนเจไดชอบกลๆ :)
หวัดดี น้องรอง
เขียนออกมาแล้วดีขึ้นมาก
ยิ่งได้มาอ่านกำลังใจจากน้องๆเพื่อนๆ
เหมือนมีเชื้อเข้ามาเติมไฟ...รู้สึกจะโพลงขึ้นมาหน่อยๆแล้ว
ที่จริงผมว่าเป็นธรรมดาของชีวิต ที่เกิดความรู้สึกอย่างนี้เกิดขึ้นในช่วงชีวิตหนึ่งๆ
เพียงแต่เป็นช่วงวัยต่างกัน ความรู้สึกรุนแรงจึงต่างออกไป
ในช่วงวัย 40ปี นั้น เคยมีความรู้สึกอย่างนี้...จนอยากบวช
แต่ได้พลังใจจากครูบาอาจารย์ จึงบวชในคราบฆราวาส...เพราะยังเปลื้องหนี้ชีวิตไม่หมด
คราวนี้ คงเกิดจากจังหวะชีวิต วัยและประสบการณ์ทำให้เห็นความจริงของชีวิตชัดขึ้น...
คงเป็นการเตรียมตัว ฝึกประสบการณ์ชีวิตก่อนเกษียณ ได้เป็นอย่างดี
ขอบคุณสำหรับกำลังใจ และคำอวยพร
ระลึกถึงถึงหนูเสมอ
น้องเอก
ขอบคุณสำหรับความคิดถึงและคำอวยพร
อาจารย์ได้แต่แวะเวียนไปอ่านติดตามข่าวบ้าง พอคลายคิดเติงหา
อยากเจอกันอีกเนาะ
ขอบคุณอาจารย์ดร.ประพนธ์ครับ
จริงอย่างที่อาจารย์บอก เป็นไตรลักษณ์จริง
หากเป็นสมัยปฏิบัติธรรมเข้มข้น ผมคงอยู่ในช่วงนิพพิทาญาณแน่ๆ
ผมระลึกถึงพี่ๆเพื่อนๆน้องๆ ใน gotoknow แล้ว
เริ่มมีรอยยิ้มและประกายไฟขึ้นมาแล้วครับ
ขอบคุณครูหล้าครับ
คงเป็นเพื่อนร่วมสมัยกันได้ครับ
ในความปราถนาดีและความสนใจเดียวกัน
ขอบคุณในเชื้อที่เติมให้แก่ไฟครับ
เฮ้อ! เห็นรอยยิ้มขาวๆของหนูน้องเล็กจิ๋วแล้ว ค่อยดีขึ้น...เพราะเห็นภาพหนูงามแบบดำขำ
ขอบคุณสำหรับบันทึกดีดีของหนู
กำลังหาปุ๋ยดีดีให้สวนพืชกลางใจ
รึ...บางทีชีวิตมีขาดปุ๋ย?
ศิษย์พี่ค่ะ
แวะมาเพิ่มเติม บันทึก เสียงข้างในจิตใจ เอามาฝากให้อ่านเพลินๆ ค่ะ :)
บางทีชีวิตก็ขาดปุ๋ยได้เหมือนกันค่ะ ประมาณว่าขาด "ยาใจ" ไงค่ะ :)