ผมเขียนบันทึกนี้ด้วยความบริสุทธ์ใจที่อยากเห็นหลวงพระบางเป็นเมืองมรดกโลกตลอดไป  ผมจั่วหัวอย่างนี้เพราะว่าได้ค่อยๆก้าวเข้าไปรับรู้ถึงข้อมูลที่เกี่ยวข้องกับการพัฒนาเมืองมรดกโลกแห่งนี้ 

เช้าวันที่ 18 ธันวาคม น้องที่ไปด้วยกันผมบอกผมว่าพี่ตื่นไปใส่บาตรพระไหม หากสนใจตื่นตี 5 นะ  ผมตอบตกลงโดยไม่ลังเล และ 6 โมงเช้าที่เราเดินออกมาจากที่พักมาที่ถนนใหญ่หน้าวัด พบฝรั่งจำนวนไม่น้อยออกมาเดินและหาที่นั่งก่อนเราแล้ว เป็นเพราะว่า ทุกเช้าจะมีพระมาบิณฑบาตรจำนวนมาก  จึงเป็นเป้าหมายที่นักท่องเที่ยวจะมาชมเพราะไม่เคยเห็นมาก่อน กล้องถ่ายรูปจำนวนมากถูกตั้งไว้พร้อมที่จะถ่าย  ผมกับน้องซื้อชุดสำเร็จแบบชาวบ้านในการใส่บาตรพระคือ ข้าวเหนียวปั้นกับกล้วยน้ำว้าที่ตัดแบ่งเป็นลูกๆพร้อมถวาย     

พระท่านเดินอย่างรวดเร็ว เกือบจะไม่คอยให้ญาติโยมได้ใส่บาตรให้เรียบร้อยก่อน ทั้งนี้เพราะว่ามีพระมาจากหลายวัด ท่านเปิดโอกาสพระวัดอื่นเข้ามาบิณฑบาตด้วย  เช้าวันนี้ผมมีความสุขมาก  นี่คือความงาม นี่คือความสุขแบบพุทธ นี่คือวัฒนธรรมของเรา นี่คือเสน่ห์ของหลวงพระบาง ซึ่งมีอีกมากมายที่เป็นเหตุผลสำคัญที่ทำให้หลวงพระบางเป็นมรดกโลก  เมื่อได้แล้วจะรักษาให้อยู่ได้นานอย่างไร? เรามักพูดประเด็นทำนองนี้กันบ่อยๆ     

หลังจากนั้นเราไปนั่งกินอาหารเช้ากัน แล้วก็นัดกับท่านบุญมีข้าราชการกรมพลังงานและบ่อแร่เมืองหลวงพระบาง เพื่อขอเข้าพบท่านเจ้าแขวงเมืองหลวงพระบาง ซึ่งท่านบุญมีได้เตรียมการเข้าพบไว้เรียบร้อยแล้วตามระเบียบราชการ  ผมซะอีกที่ไม่รู้ตัวมาก่อนว่าจะต้องเป็น ต่างหน้าคณะเข้าพบท่านจึงไม่ได้เตรียมตัวให้เหมาะสมกับฐานะและสถานที่ นับว่าเป็นการบกพร่องอย่างมาก  แต่ก็ไม่ได้รับการตำหนิแต่อย่างใด เป็นความรู้สึกของผมเอง ทราบว่าที่สำนักงานแขวงนั้นซ่อมแซมจึงต้องไปพบที่อาคารรับรองคณะรัฐบาลส่วนกลางซึ่งตั้งอยู่บนภูเขาติดกับวัดพูสีที่ยิ่งใหญ่ เป็นอาคารเก่าแก่ หลังใหญ่โตโอ่อ่า  ผมยังไม่รู้ตัวจนเมื่อเดินเข้าไปในอาคารตามท่านบุญมี    

พบต้องนั่งรอกลุ่มต่างชาติที่เข้าคิวพบท่านเจ้าเมืองหลายคณะในเวลาไล่เลี่ยกัน  ประมาณ 20 นาทีจึงถึงคิวเข้าพบ คณะชุดใหญ่แต่งตัวตามหลักสากลคือใส่สูทผูกเนคไท  แต่ผมใส่เสื้อยืดสีแดงอีกต่างหาก... ตายละ.. น้องบอกว่าพี่ต้องเป็นหัวหน้าผู้แทนคณะเรานะ  ผมต้องสูดหายใจแรงๆสองสามทีแล้วก็ตั้งใจทำหน้าที่เต็มที่ ปรากฏว่าท่านจ้าแขวงไม่อยู่ ท่านรองเจ้าแขวงรับเราแทน 

ท่านบุญมีดำเนินการพิธีกรรมของระบบราชการ คือทำหนังสือกล่าวรายงาน เป็นใคร มาจากไหน มาทำอะไร จะมาพบเรื่องอะไร เสร็จแล้วก็แนะนำตัว ผมอธิบายท่านให้ทราบถึงวัตถุประสงค์ที่มาครั้งนี้อีกครั้ง และซักถามท่านถึงนโยบายของรัฐในเรื่องการก่อสร้างเขื่อนนี้ และทัศนของท่านในเรื่องต่างๆ ท่านวางตัวดีมากครับทำให้ผมหายประหม่าหมดเลย เป็นกันเองและยิ้มแย้มแจ่มใส  จากการพูดคุยทำให้ผมทราบอะไรต่อมิอะไรมากกว่าวัตถุประสงค์การเข้าพบครั้งนี้หลายประการ คือ 

ทั้งเที่ยวไปและกลับด้วยเครื่องนี้ มีนักท่องเที่ยวฝรั่งต่างชาติ 90 % บางส่วนเป็นนักธุรกิจท้องถิ่น ส่วนที่เหลือเป็นคนไทย 

หนึ่ง: คณะที่เข้าพบก่อนหน้าเราคือกลุ่มพ่อค้านักธุรกิจใหญ่ของจีนที่กำลังได้งานขยายสนามบินหลวงพระบางจากเครื่องเล็กของบางกกอกแอร์เวย์ เป็นเครื่อง 737 ซึ่งเป็นเครื่องบินขนาดใหญ่ สนามบินหลวงพระบางจะเป็น International Airport อันนี้นักธุรกิจจีนลงทุนเองทั้งหมด..? ระบบเสียงเครื่องบินจะกวนเมืองที่สงบ

แผนที่สังเขปแสดงแผนงานจะลาดยางถนนหมายเลข 4 จากประเทศไทยไปหลวงพระบางและเลยไปจีน 

สอง: ถนนสายหลวงพระบางเข้าสู่ประเทศไทยที่ปากเลยกำลังจะพัฒนาลาดยางให้เป็นถนนสากลขนาด 4 เลน (ตามเส้นสีแดง) และจากหลวงพระบางจะก่อสร้างไปทางเหนือเชื่อมต่อกับประเทศจีนอีก 

สาม: สร้างเขื่อนกั้นแม่น้ำโขงเพื่อผลิตกระแสไฟฟ้าอีกหลายแห่งเพื่อขายกระแสไฟฟ้าให้แก่ประเทศไทยและประเทศใกล้เคียงซึ่งมีอัตราการบริโภคกระแสไฟฟ้าต่อปีเพิ่มขึ้นจำนวนมาก โครงการนี้จะให้ต่างชาติมาลงทุน คือ ทางด้านเหนือของประเทศให้นักธุรกิจจีนมาลงทุน ทางส่วนกลางให้ประเทศไทยลงทุน และทางใต้ให้นักธุรกิจจากประเทศเวียตนามมาลงทุน เขาเรียกโครงการนี้ว่า  โครงการแบตเตอรรี่แห่งเอเชีย..    

ท่านรองเจ้าแขวงให้ความเมตตามากจนผมประทับใจและลืมความไม่สุภาพในการแต่งตัวเข้าพบเลย ใช้เวลาประมาณ 30 นาทีเราก็ลากลับ ท่านเดินมาส่งตามประเพณี

 สิ่งแรกที่ผมคิดในตอนนั้นคือ หากทุกอย่างเกิดขึ้นภายใน 5-10 ปีข้างหน้า ผมยังสงสัยว่าหลวงพระบางจะเกิดอะไรขึ้นบ้าง 

v    ปริมาณนักท่องเที่ยวจะเข้ามาอย่างมหาศาล เมื่อคนมามาก นักท่องเที่ยวนำเอาทุกอย่างติดตัวมาด้วย เมืองที่น่ารัก สงบ ร่มเย็น จะกลายเป็นพัทยาเมืองไทยที่มีแก้งต่างชาติเต็มเมือง แต่หากรู้เท่าทันการควบคุม การจำกัดนักท่องเที่ยว การห้ามบางอย่างฯ จำเป็นต้องดำเนินการ

v    การก่อสร้างถนนชั้นดี เป็นสิ่งที่ดี  แต่ขณะเดียวกัน ถนนก็นำทุกอย่างเข้ามาเหมือนกัน  ก็พี่ไทยเรานี่แหละ จะแห่กันไปเที่ยวหลวงพระบางทางรถยนต์เหมือนไปดานัง กวางจิ ของเวียตนามในปัจจุบัน หากไม่มีมาตรการที่ดี ก็เป็นเรื่องเสียตามมามากมายเช่นกัน เพราะปริมาณนักท่องเที่ยวจะล้นเมือง อาจจะมากกว่าประชากรท้องถิ่นของหลวงพระบางด้วยซ้ำไป แย่งกันพัก แย่งกันกิน แย่งกันเที่ยว

v    ที่พักต้องขยายตัว โรงแรมขนาดใหญ่จะเกิดขึ้น ตึกสูงๆจะเกิดขึ้น ร้านอาหารกินดื่ม จะมีมากขึ้น ฯลฯ เสน่ห์ท้องถิ่นจะหมดไป

v    เงินจะเข้ามาล่อให้คนทำอะไรเพื่อกำไรมากกว่าคุณค่าทางวัฒนธรรม ประเพณีเดิมที่ดีดีอยู่แล้ว และอีกมากมาย

v    ท่านรองเจ้าแขวงกล่าวว่า ชื่อหลวงพระบางขายได้จริงๆ ดูซิเราผลิตกาแฟได้แต่ไปใช้ชื่ออื่น เอาไปขายที่ไหนๆก็ขายไม่ออกสู้กาแฟดาวเรืองที่เมืองเวียงจันทร์ สะหวันนะเขตก็ไม่ได้ ต่อมาเปลี่ยนชื่อเป็นกาแฟหลวงพระบาง  ทีนี้ผลิตเท่าใดก็ขายได้หมด.. เหมือนนักท่องเที่ยวมาหลวงพระบางมากมายขึ้นทุกวันจนที่พักบางแห่งต้องจองล่วงหน้าเป็นเดือนจึงจะได้... 

คืนที่ผมไปพักหลวงพระบาง ผมหาร้าน internet เพื่อตรวจสอบและทดลองใช้ มีหลายแห่ง ผมใช้บริการแห่งหนึ่ง ระบบพอใช้ได้ครับ ฝรั่งใช้กันเต็ม แต่บางวันระบบก็ล่มเหมือนกัน ราคาชั่วโมงละ 24 บาท เขามีระบบภาษาไทยให้ใน Soft ware แต่แป้นพิมพ์เป็นภาษาลาว ต้องใช้ความจำเอาว่าอักษรไทยที่เราใช้บ่อยๆนั้นอยู่ตรงไหนบ้าง อิ อิ.. ผมชอบอย่างหนึ่งคือ พอ 4 ทุ่มเขาปิดร้าน ทั้งๆที่ฝรั่งยังต้องการใช้เต็มไปเลย(รวมทั้งผมด้วย)  ผมว่าดี  ไปนอนซะ ... ถึงเวลานอนแล้ว อย่ามาก้าวข้ามความเป็นปกติของท้องถิ่น ผมชอบตรงนี้มาก นี่แหละเสน่ห์ของท้องถิ่น รักษาไว้เถอะหลวงพระบางที่รัก...

แต่อีกหลายอย่างที่คิดว่าเป็นผลทางลบนั้น ผมอาจจะคิดมากไปเองโดยที่ทางเมืองหลวงพระบางอาจจะมีมาตรการที่ดีอยู่แล้ว แต่ผมไม่ทราบก็ได้

แต่อย่างไรก็ตามในโลกของประเทศด้อยพัฒนานั้นอยากให้เรียนรู้กันและตระหนักถึงผลเสียที่วิ่งขนานมากับผลที่ได้เสมอ  ผมเกรงว่ามรดกโลกจะสิ้นสุดลงในช่วงการพัฒนานี้น่ะซีครับ