คำว่า ชีวิตคือละคร เป็นคำที่สะท้อนชีวิตได้ดีเหลือเกิน

แต่จะมีสักกี่คนกันที่สามารถ เข้าถึง ความหมายที่ว่านี้

และเห็นว่าละครนี้แท้ที่จริงแล้วก็ไม่ได้ต่างอะไรจากการฝัน

เป็นการฝันที่ต่อเนื่องยาวนาน ทั้งกลางวันและกลางคืน 

ทั้งในตอนตื่นและตอนหลับ พวกเราล้วนขยับตัวอยู่ในนั้น

ช่างเป็นฝันอันบรรเจิดชวนให้หลงใหลเป็นที่น่าตื่นตาตื่นใจ

จนออกมาเป็นละคร ฟอร์มใหญ่ อันสุดแสนอลังการ

นี่คือผลงานอันยิ่งใหญ่ที่คนทั้งหลายได้ร่วมกันสร้างสรรค์ 

เป็นผลงานที่มี ผู้หวังดี เข้ามาทำหน้าที่กำกับการแสดง

บางฉากที่ทำท่าว่าจะออก มาแรง ก็มักจะถูกปรับแก้

ทั้งนี้เพื่อให้เป็นไปตามกระแส และเป็นไปตามใจของผู้ชม

โดยที่ไม่มีใครสนใจใยดีว่าผู้แสดงจะคิดหรือรู้สึกอย่างไร 

จะเกิดอะไรขึ้น? หากอยู่มาวันหนึ่งผู้แสดงต่างก็ ถอดใจ

ไม่ยอมสวมบทบาท ไม่สามารถแสดงละครเรื่องนี้ต่อไปได้

ต่างพร้อมกันตะโกนออกมาว่า พอกันทีๆ กับละครเรื่องนี้

ได้เวลาปิดฉากกลับมาอยู่ในโลกแห่งความเป็นจริงกันซะที 

แต่ เดี๋ยว . . . ช้าก่อน อย่าเพิ่งด่วนใจร้อน รีบลงมาจากเวที

นั่นเป็นเสียงที่มาจากผู้ชม และผู้ที่ทำหน้าที่กำกับการแสดง 

พวกเขายอมรับอย่างตรงๆ ว่า ยังไม่พร้อมที่จะรับมือกับชีวิตจริง

ต้องการจะประวิงเวลาเอาไว้ เพื่อจะได้อยู่กับความฝันนี้ไปนานๆ 

ให้ได้อยู่กับฝันนานเท่าที่จะทำได้ นั่นคือคำร้องขอของพวกเขา

เขาพูดว่า พวกเรายังไม่พร้อมที่จะเผชิญหน้ากับความเป็นจริง

จงแสดงต่อไปเถิด เพราะละครเรื่องนี้ไม่ได้เขียนบทตอนจบไว้

จะเขียนตอนจบไว้ได้อย่างไร ในเมื่อมันคือ ละครชีวิตของเรา.