บ่ายเมื่อวานนี้..กำลังนั่งคิดถึงคนที่อ้อนว่าจะนอนอุตุตลอดวันหยุด เสียงโทรศัพท์มือถือดังขึ้น ทั้งๆที่ปกติจะติดต่อยาก เกิดปาฏิหาริย์อะไรก็ไม่ทราบ ..เป็นนักข่าวสาวแนะนำตัวว่าอยู่ที่หนังสือพิมพ์กรุงเทพธุรกิจ จะทำสกรุ๊ปเรื่องการเลือกตั้งขอสัมภาษณ์ หลังจากนั้นเธอก็ฉอดๆๆตอบแทบไม่ทัน..ผมจำไม่ได้ทั้งหมด แต่จะบันทึกไว้ตามความเข้าใจ ว่าเลือกตั้งคราวนี้มีความคิดเห็นอย่างไร
1. ประเทศนี้อ้างเฉยๆว่าเป็นประชาธิปไตย ภาษาชาวบ้านเรียกว่า(อีแอบ) แต่มาดูกระบวนการพัฒนาประชาธิปไตยมีน้อยมาก เลือกตั้งทีก็โผล่มารณรงค์กันที “ห้ามซื้อเสียง” ทั้งๆที่รู้อยู่แก่ใจว่าไม่ได้ผล แต่ก็ทำกันอยู่แค่นี้แหละ แสดงว่ามองประชาธิปไตยแบบชะลอหลังยาว ไม่มีแผนแม่บทที่จะนำเรื่องนี้เข้าสู่ระบบของสังคมไทยอย่างเป็นรูปธรรม ไปคิดแก้ปลายเหตุ ทุกครั้งที่มีการเลือกตั้งจึงซื้อเสียงกัน เพราะมีวิธีเดียวที่จะชนะการแข่งขัน
2. วิธีเดียวที่เอ่ยถึงนี้ เพราะสังคมไทยไม่ให้ความสำคัญของการเมืองอย่างเป็นระบบ คนที่เคยเป็นเสาหลัก ครูบาอาจารย์สอนวิชาการเมืองการปกครอง ก็กระโดดเข้ามาแสดงเองสมัครเอง แต่ในฐานะลูกเอ้ของนักการเมืองใหญ่ ผมคิดว่าอาจารย์เหล่านี้อาจจะรู้ซึ้งแล้ว การเมืองภาคทฤษฎี กับการเมืองภาคปฏิบัติการนั้นเป็นอย่างไร การซื้อได้ซื้อเสียเลิกไม่ได้ เพราะสภาพทางสังคมและกลไกการเลือกตั้งนำไปสู่ตรงจุดนั้น อย่านึกว่านักการเมืองโง่ เขาเองก็คิดจนหัวจะแตก ไม่มีใครอยากเสียเงินหรอก แต่ เราไปสร้างกติกา ..เงินไม่มา ก็กา ไม่เป็น
3. ประเทศนี้มีพรรคการเมืองที่พอจะนับได้ไม่กี่พรรค นอกนั้นเป็นพรรคปาหี่ ตั้งขึ้นมาเพื่อแสวงหาเศษหาเลย และพรรคที่ได้ชื่อว่าเสาหลักนั้น ก็ไม่ได้มีแผนการอะไรที่จะสร้างวิศวกรทางการเมืองขึ้นมารองรับอนาคตพรรค ไม่ลงทุน ได้เป็นรัฐบาลก็ไปบ้าเรื่องเงินๆทองๆเตรียมหาสำรองเงินไว้เลือกตั้งคราวหน้า ถึงฤดูเลือกตั้งก็วิ่งหาหัวคะแนนเจ้าประจำ ไปคารวะขาใหญ่ทั้งหลาย ตกลงค่าหัวและเงื่อนไขเป็นคราวๆไป ตรงจุดนี้คือการพัฒนารูปแบบทางการเมืองนอกระบบ เอาหัวคะแนนขึ้นเครื่องบินเหมาลำไปเที่ยว ถ้าเกิดจ่ายกันบนเครื่องบินใครจะตามไปจับ แต่เดี๋ยวนี้เขาจ๊าบกว่านั้น โอนทางมือถือยังได้เลย ใช่รึเปล่าไม่รู้นะ ไปซอกแซกถามมากเดี๋ยวมันเตะเอา
4. ในส่วนสถาบันการศึกษา สถาบันครอบครัว สถาบันทางสังคม ก็ไม่ได้มีหลักสูตร หรือมีเนื้อหาที่จะอบรม/เรียนรู้เรื่องหน้าที่พลเมือง/เรื่องประชาธิปไตย ผลมันจึงออกอาการทางสังคม ในแต่ละองค์กรแตกกันเป็นก๊กเป็นเหล่า พวกมึงพวกกู นั่งโต๊ะทำงานติดกันยังมุมมิบนินทากัน ไม่ร่วมมือกัน ตัวใครตัวมัน ใครวิ่งเต้นเก่งเลียเก่งได้ดีรับการยกสถานะให้มีหน้าตาขึ้น
5. ถามว่าสังคมประชาธิปไตยตัวอย่างมีไหม มีครับ ตัวอย่างคนแซ่เฮ รักใครกลมเกลียวกัน และเป็นประชาธิปไตยที่อบอุ่นและน่ารักมาก มีอะไรก็จะอาสามาช่วยกันด้วยใจ ประชาธิปไตยที่เริ่มต้นที่ใจจะยั่งยืน และพัฒนาการไปสู่ความเป็นเนื้อในแห่งสไตล์ของตนเอง เจอกันที่ไหนวิ่งกอดกันอุ้มลุ้ม เชียวแหละ
6. สภาพการเมืองในขณะนี้ ทำให้..เกิดวิกฤติศรัทธาทุกย่อมหญ้า ฯพณฯจะใหญ่โตแค่ไหนก็ลากลงมาละเลงจนเปรอะ ไม่มีใครฟังใคร มีแต่จะต้องชนะคะคานกันให้ถึงที่สุด ถ้าประชาธิปไตยตั้งอยู่บนสถานการณ์อย่างนี้ เรายังมีพรรคการเมือง นักการเมืองที่ดี ให้ลงคะแนนได้ด้วยความเต็มใจไปใช้สิทธิ์กันอยู่หรือ ครับ
7. เมื่อการเมืองเหลวแหลก สังคมก็ย่อมเหลวไหลไปด้วย ประเด็นนี้บ่งบอกถึงสถานภาพหน้าที่พลเมืองของสังคมนั้นๆ เราอยากมีประชาธิปไตย อยากได้ประชาธิปไตย แต่ไม่ยอมคิดไม่ยอมลงทุนวางแผนการเรียนรู้เรื่องนี้ทุกระดับชั้น การตั้งกรรมการสภานักเรียน การจัดค่ายบัณฑิตอาสา ฯลฯ เป็นการเริ่มต้นที่จะพัฒนาต่อยอดได้ ถ้าคนที่รับผิดชอบเข้าใจร่วมใจ ตระหนักว่ามันสำคัญอย่างไร และระดับนโยบายก็ควรจะมีแผนแม่บทชัดเจน ว่าจะวางรากฐานประชาธิปไตยอย่างไร การบ้านข้อนี้ทุกคนได้ประโยชน์ แม้แต่นักการเมือง ถ้าสังคมตระหนักรู้เรื่องนี้ดีขึ้น นักการเมืองก็จะปรับบทบาทเขาไปด้วย สบายเสียอีกที่ไม่โดนตราหน้าว่า สส.ปลาทูเค็ม สส.ปลากระป๋อง สส.แจกรองเท้าข้างเดียว มีเกียรติมีศักดิ์ศรีกันทุกฝ่าย ถ้าเราไม่ยอมลงมือทุ่มเทพัฒนาประชาธิปไตย ประเทศไทยก็จะจนมุมอยู่อย่างนี้ ต้องอึดอัดใจที่จะเลือกคนหรือปีศาจก็ไม่รู้เข้าสภา
8. เราต้องสนับสนุนคนดีให้มีโอกาสทำหน้าที่รับใช้บ้านเมือง และป้องกันคนไม่ดีเข้ามาบริหาร ถามว่า คนดีอยู่ที่ไหนครับ? ยังมีเหลืออยู่สักกี่คน เหงาเงียบซุกตัวจ๋องอยู่ตามมุมต่างๆ บ้านเมืองนี้ไม่ดูแลปกป้องคนดี มีแต่ซ้ำเติมแล้วเรียกร้องให้คนดีลุกขึ้นมาทำงาน คนดีที่ไหนจะกล้า.. แค่มันเห็นยักแย่ยักยันก็สั่งขาใหญ่ทุบดิ้นกองกับพื้นแล้ว ไม่เชื่อจะลองดูไม๊ละ อิอิ..
9. ที่พร่ำบ่นมาทั้งหมด ก็ใช่ว่าการเมืองจะไม่พัฒนาเอาเสียเลย ถ้าเราไปพิจารณาการเมืองที่ภาคใต้ จะเห็นว่าคนใต้สอนลูกสอนหลานให้สนใจเรื่องนี้ พาไปฟังปราสัยหาเสียง พาไปสภากาแฟ ในชุมชนเองก็มีระบบถามใจกันดูก่อน มีอะไรปรึกษาหารือกัน ว่างก็คุยกันวิพากษ์วิจารณ์เรื่องการบ้านการเมืองกัน ทำให้เกิดสำนึกทางการเมืองโดยธรรมชาติ เป็นการเมืองที่เข้าไปนั่งอยู่ในหัวใจของประชาชน
กกต.เผยว่า 8.00 น. วันนี้
คนไทยจะไปร่วมตัดสินใจอนาคต
เฮ้อ!! สงสารอนาคตประเทศไทยหน่อยเถอะเจ้าประคูณ!!
สวัสดีตอนเช้าครับ
ไปเลือกมาแล้วครับ ;)
สวัสดีครับท่านพ่อครูบาฯ
ขอบคุณครับ
ประชาธิปไตย เต็มใบ
ประชาธิปไตย ขี้บ่น
ประชาธิปไตย แซ่บ อร่อย
อิอิ
ไปเลือกตั้งมาแล้วครับ พา อ.นเรศมันต์ ไปสังเกตการณ์ด้วยครับ อิอิ
สวัสดีค่ะพ่อครูบา
เลือกไปเถอะ ก่อนจะไม่มีอะไรให้เลือก
การบ้านใหญ่ครับ เกินกำลัง แต่ก็จะหาทาง
ไม่รู้หอยโข่งเลือกเบอร์ จะได้เอาไปแทงหวย 555
ยังไม่ได้ไปเลือกครับ ไปใกล้ๆเที่ยง เสร็จก็พากันไปกินก๊วยเตี๋ยวกันคนละชาม ลูกสาวขึ้นมาใช้สิทธิ์ด้วยครับ
ประชาธิปไตยกำลังปรับตัว ระบบใหญ่เช่นนี้เปลืองเวลาการปรับตัวมากครับ อาจจะนานเป็นร้อยๆปีก็ได้ เราต้องช่วยกันทุกทาง อย่าท้อแท้ ประคับประคองกันไป เสนอบ้าง แนะนำบ้าง เขียนบ้าง พูดบ้าง และบ่นบ้าง
เอาเถอะ...ไม่งั้นท้องอืดตาย..อิอิ..
หนูมาหลังวันเลือกตั้ง ไปเลือกตั้งก่อนเมื่อวันที่ 15 ที่ผ่านมา
พ่อมีแฮงหลาย ๆ นะค่ะ
ดีใจที่พ่อร่ายยาว พ่อคะตาสีตาสายายมียายมาที่ออกมาใช้สิทธิ์ไม่ได้คำนึงถึงประโยชน์ของประเทศชาติหรอกนะคะ แต่มองที่ใกล้ตัวมากกว่า เป็นญาติ เป็นเพื่อน เป็นคนรู้จัก เป็นคนที่จะช่วยให้ตนเองเป็นใหญ่เป็นโตได้ ถ้าในเขตนั้นมี สส ได้เพียงคนเดืยว แล้วเมื่อไหร่ที่คนดีจะถึงคิวถูกเลือกละคะ อิอิ
แต่ก็ไม่แน่นะคะถ้าคนในสังคมช่วยกันสร้างและปลูกจิตสำนึกให้เกิดในสังคมได้