บทความเรื่อง "ตลกอีสาน : ภาพสะท้อนการเปลี่ยนแปลงของสังคมไทย" นี้ ฉันได้เคยนำเสนอในการประชุมไท-ไทยศึกษา ที่มหาวิทยาลัยมหาสารคาม เมื่อวันที่ 12 กุมภาพันธ์ 2548 บทความดังกล่าวเรียบเรียงจากวิทยานิพนธ์ศิลปศาสตรมหาบัณฑิต บัณฑิตวิทยาลัย มหาวิทยาลัยมหิดล เรื่อง การวิเคราะห์เนื้อหาและกลวิธีการใช้ภาษาในการแสดงตลกอีสาน
แม้ว่าบทความนี้จะนานมาแล้ว (ตั้งแต่ปี 48) แต่ฉันก็คิดว่ามีคุณค่าทางวิชาการ หลังจากที่ทำบล็อคของตัวเองขึ้นมาได้แล้ว ก็อยากจะนำเสนอเป็นวิทยาทานด้านวิชาการแก่ท่านอื่น ๆ ที่สนใจด้านภาษาและวัฒนธรรมค่ะ
บทนำ
ตลกเป็นผลิตผลทางวัฒนธรรมบันเทิงที่ทำหน้าที่สะท้อนภาพสังคมไทยในแต่ละยุค แต่ละสมัยในรูปแบบของความสนุกสนานร่าเริงตามวิถีทางของตน (เมธา เสรีธนาวงศ์, 2539: 4) นอกจากนี้ ตลกยังมีหน้าที่เสนอความเป็นจริงของมนุษย์อีกด้านหนึ่งซึ่งอาจถูกมองข้ามไป (นิธิ เอียวศรีวงศ์, 2539: 89) เมื่อเราถือตลกเป็นวัฒนธรรมบันเทิงรูปแบบหนึ่งของมนุษย์แล้ว ตลกจึงเกี่ยวข้องสัมพันธ์กับมนุษย์อย่างมิอาจหลีกเลี่ยงได้ สุรพล บัณฑุเศรณี (2539: 113) กล่าวไว้ว่า เมื่อทั้งสองสิ่งพ้องกันเช่นนี้แล้ว นัยสำคัญต่อคำว่า “ตลก” ย่อมไม่พ้นอะไร ๆ หลายเรื่องอันเกี่ยวข้องกับวัฒนธรรมและความเป็นมนุษย์ ในเมื่อวัฒนธรรมมีรูปแบบการแสดงออกที่ชัดเจนแน่นอนสม่ำเสมอภายใต้กาลเทศะหนึ่ง ๆ ตลกโดยเฉพาะการแสดงอย่างจงใจ จึงควรเป็นสิ่งมีแบบมีแผนด้วย แบบแผนของวัฒนธรรมการแสดงตลก นับเป็นสิ่งน่าสนใจต่อการพิจารณาในฐานะปรากฏการณ์อย่างหนึ่ง
บทความชิ้นนี้มีวัตถุประสงค์ที่จะศึกษาความเปลี่ยนแปลงของสังคมไทย โดยอาศัยภาพสะท้อนจากมุขตลกในการแสดงตลกอีสานของคณะเสียงอีสานและคณะเพชรพิณทอง ซึ่งมุขตลกของทั้งสองคณะดังกล่าว สามารถใช้เป็นข้อมูลทางวัฒนธรรมได้อย่างหนึ่ง ที่จะช่วยให้ความกระจ่างต่อความเข้าใจหรือการเข้าถึงค่านิยม โลกทัศน์ และสภาพสังคมที่เปลี่ยนแปลงไปในปัจจุบันหรือกล่าวอีกนัยหนึ่งคือ เราสามารถศึกษาความเปลี่ยนแปลงทางสังคมจากเนื้อหาการแสดงของทั้งสองคณะได้ ทั้งนี้จะอาศัยแนวคิดทางคติชนวิทยาและมานุษยวิทยามาเป็นแนวทางการวิเคราะห์ เกี่ยวกับบทบาทหน้าที่ของมุขตลกต่อสังคมไทย รวมทั้งลักษณะความเปลี่ยนแปลงที่เกิดขึ้นในสังคมไทย
จากตลกบนเตียง สู่ตลกบนเวที: การสืบทอดและความเปลี่ยนแปลงของสังคมไทย
ตลกของไทยนั้น พัฒนามาจากการละเล่น “สวดคฤหัสถ์” ซึ่งนับว่าเป็นการละเล่นของไทยที่น่ายกย่องมากที่สุด เพราะมีผู้แสดงเพียง 4 คนเท่านั้น และนั่งแสดงอยู่บนเตียงแคบ ๆ ตามความสั้นยาวพอเหมาะสำหรับ 4 คนนั่ง ส่วนเนื้อที่ด้านหน้าเตียงจะตั้งหีบพระธรรมพร้อมกับตะเกียงลาน 1 ดวง ตามประเพณีเล่นสวดคฤหัสถ์ ส่วนผู้แสดงนั้นจะนั่งเรียงกันเป็นแถวคล้ายพระท่านสวดพระอภิธรรมศพหลังหีบพระธรรม (ใหญ่ นภายาน, 2544: 108)
การละเล่นสวดคฤหัสถ์นี้ มีที่มาจากการสวดพระอภิธรรมศพ กล่าวคือ ในสมัยก่อนนั้น เวลาบ้านไหนมีคนตาย เพื่อนบ้านก็จะพากันไปช่วย พอตกกลางคืนจะนิมนต์พระมาสวดพระอภิธรรมศพที่บ้าน พระจะสวดจนสว่าง ถึงเช้าเจ้าภาพก็นิมนต์ท่านฉันเช้าเลย พระที่สวดจึงคิดหาวิธีสวดที่ทำให้คนฟังไม่หลับ คือ ให้มีบทตลกเข้าไปแทรกบ้าง จึงเป็นธรรมเนียมที่ยึดถือต่อ ๆ กันมา
จากนั้นจึงพัฒนามาเป็นการแข่งขันสวดพระอภิธรรมศพระหว่างพระสงฆ์กับแม่ชี คนฟังเกิดความสนุกสนาน มีเสียงเฮฮาสนับสนุนการสวดทั้งสองฝ่าย ยิ่งดึกต่างฝ่ายยิ่งสรรหาวิธีมาสวดอวดกัน เมื่อคณะสงฆ์ทราบเรื่องนี้เข้า จึงสั่งห้ามไม่ให้พระกับชีมาสวดแข่งกัน การสวดจึงเป็น หน้าที่ของ ฆราวาสแทน เลยเรียกว่า “การสวดคฤหัสถ์”
ต่อมาภายหลัง จำอวดคณะต่าง ๆ ได้นำเอาวิธีการแสดง ไม่ว่าจะเป็นการร้อง การเล่นต่อกลอน หรือการเล่นมุขต่าง ๆ ไปเล่นเป็นจำอวดบ้าง มีการจัดตั้งเป็นคณะเพื่อรับแสดงตลกโดยเฉพาะในสมัยรัชกาลที่ 6 จนมาถึงยุคจอมพล ป. จำอวดเริ่มเฟื่องฟูและเป็นที่นิยมกันมาก ยิ่งช่วงหลังสงครามโลกครั้งที่ 2 นั้น ถือว่าเป็นยุคทองของคณะจำอวดเลยก็ว่าได้ เพราะภาพยนตร์ต่างประเทศถูกจำกัดการนำเข้า คณะที่มีชื่อเสียงในยุคนั้น คือ คณะสี่สมิง ของสนิธ เกษธนัง เป็นการแสดงจำอวดสลับฉากละครและภาพยนตร์ ซึ่งช่วงนี้เองที่มีการเรียกจำอวดว่า “ละครย่อย” ก่อนที่จะพัฒนามาเป็นคณะตลกสลับฉากประจำอยู่ตามคณะลิเก และวงดนตรีลูกทุ่งในยุคปัจจุบัน (นิธิ เอียวศรีวงศ์, 2539: 96-97)
เสียงอีสาน : สุดยอดตลกอีสานในยุคนี้
วงดนตรีลูกทุ่งคณะเสียงอีสาน เป็นวงที่ถือว่าใหญ่ที่สุด ดังที่สุด และได้รับความนิยมมากที่สุดของประเทศในชั่วโมงนี้ (ดงรัก พนมรุ้ง, 2544: 72) ทั้งยังเป็นวงดนตรีลูกทุ่งหมอลำของคนอีสานที่พูดได้ว่าเป็นซูเปอร์สตาร์ในหัวใจคนอีสานไม่น้อยหน้า “เบิร์ด” ธงไชย แมคอินไตย ที่คนทั่วประเทศรู้จัก แทบจะไม่มีที่ไหนที่วงดนตรีเสียงอีสานไปแสดงแล้วจะไม่มีคนดู ไม่มีที่ไหนที่เจ้าภาพงานจ้างเสียงอีสานไปแสดงแล้วจะขาดทุน นอกจากนี้ วงดนตรีหมอลำวงนี้ ยังมีคิวแสดงเต็ม โดยไม่มีวันว่างแม้แต่วันเดียว (สุมาลี โพธิ์พยัคฆ์, 2545: 8) ช่วงเวลานี้ จึงถือได้ว่าเป็นห้วงเวลาอันรุ่งโรจน์ที่สุดของเสียงอีสานเลยก็ว่าได้ <p style="margin: 0cm 0cm 0pt; tab-stops: 13.5pt 49.5pt" class="MsoHeader"> “เสียงอีสาน” ภายใต้การนำทัพของ “นกน้อย อุไรพร” และการบริหารของ “อาวทิดหลอด” หรือมัยกิจ ฉิมหลวง ผู้จัดการวง มีสำนักงานอยู่บ้านเลขที่ 555 บ้านหนองใส ตำบลหนองนาคำ อำเภอเมือง จังหวัดอุดรธานี ก่อตั้งขึ้นเมื่อต้นปี พ.ศ. 2518 มีสมาชิกในวงเพียง 40 กว่าชีวิต ในระยะแรกจึงไม่ได้รับความนิยมจากประชาชนเท่าใดนัก เพราะเจ้าภาพมักจะจ้างคณะใหญ่ที่มีนักแสดงเป็นร้อย มีรถหลายคัน มีเวทีแสงสีเสียงใหญ่โตมโหฬาร ส่วนผลงานด้านหน้าเวทีจะเป็นอย่างไรก็แล้วแต่</p><p style="text-justify: inter-cluster; margin: 0cm 0cm 0pt; text-align: justify; tab-stops: 13.5pt 49.5pt" class="MsoHeader"></p><p style="text-justify: inter-cluster; margin: 0cm 0cm 0pt; text-align: justify; tab-stops: 13.5pt 49.5pt" class="MsoHeader"> อาวทิดหลอดจึงดำเนินการฟื้นฟูกิจการของวงเสียงอีสานขึ้นมาใหม่ โดยปรับปรุงทีมงานการแสดง ในที่สุด วงดนตรีลูกทุ่งหมอลำคณะเสียงอีสานก็ได้รับการกล่าวขวัญกันอย่างกว้างขวาง 10 ปีต่อมา ชื่อเสียงของคณะเสียงอีสานเริ่มขยายวงกว้าง ด้วยทีมงานที่ยิ่งใหญ่ ประกอบไปด้วยจำนวนสมาชิกทั้งนักแสดง นักดนตรี หางเครื่อง คอนวอย ฝ่ายแสง สี เสียง เบ็ดเสร็จ 375 คน ใช้รถทั้งหมด 18 คัน รถบรรทุก 15 คัน และรถบัสขนาดใหญ่อีก 3 คัน นอกจากนี้ ยังมีเครื่องเสียง เวที ระบบไฟแสงสี มูลค่ารวม 30 ล้านบาท ทั้งนี้ ยังไม่รวมค่าเครื่องแต่งกายของแดนเซอร์จำนวน 150 คน ที่ต้องตัดใหม่ทุกปี โดยใช้งบปีละไม่ต่ำกว่า 5 ล้านบาท สิ่งเหล่านี้เป็นเครื่องรับรองความเป็นวงดนตรีลูกทุ่งหมอลำที่ใหญ่ที่สุดของประเทศ และของโลกได้เป็นอย่างดี </p><p style="text-justify: inter-cluster; margin: 0cm 0cm 0pt; text-align: justify; tab-stops: 13.5pt 49.5pt" class="MsoHeader"> คณะเสียงอีสานนำเสนอผลงานสู่ประชาชน ทั้งในรูปแบบของผลงานเพลงต่าง ๆ และลำเรื่องต่อกลอน นอกจากนี้ ยังมีบันทึกการแสดงสดตลกอีกด้วย ซึ่งขายดีและได้รับความนิยมจากประชาชนมาก คณะเสียงอีสานมีทีมงานตลกที่ถือได้ว่าเป็นจุดขายของวง ได้แก่ ปอยฝ้าย มาลัยพร พ่อใหญ่ชาลี ยายจื้น ยายแหลม ยายยงค์ ฯลฯ </p><p></p>