ในชีวิตของผม อ่านเรื่องขุนช้างขุนแผนจบทั้งเล่มราวๆ 20 ครั้ง อ่านแล้วก็ซาบซึ้ง และกลายเป็นแรงบันดาลใจให้ผมแต่งกลอนเป็นจนถึงปัจจุบันครับ นี่แหละคือผลจากการอ่านหนังสือครับ

 

 

ระเด่นลันได

กลอนบทละครโปรดของคุณยาย

 

1

                   บ่ายวันเสาร์ผมขลุกอยู่กับคุณยายที่ศาลาท่าน้ำเหมือนเคย   วันนี้คุณยายนอนเอกเขนกบนเก้าอี้โยก  ในมือมีหนังสือเก่าๆ เล่มหนึ่ง คุณยายอ่านไปอมยิ้มไป ดูท่าทางอารมณ์ดี 

                  "คุณยายอ่านหนังสืออะไรครับ"  ผมทัก

                 "หนังสือโปรดของยาย  เรื่องระเด่นลันได เคยได้ยินมั้ย"

                "ไม่เคยครับ  แต่เดี๋ยวก็เคย เพราะ...."  ผมค้างไว้

                "เพราะจะให้ยายเล่าให้ฟังใช่มั้ยล่ะ "

ผมยิ้มกว้าง " ใช่แล้วครับ  รึยายจะไม่เล่าล่ะ"  ผมดักคอ

                 "เออ! ไอ้หลานคนนี้  รู้ใจยายไปหมด..เอ้า เล่าก็ได้"

2

               "เรื่องระเด่นลันไดนี่เป็นกลอนบทละครของพระมหามนตรี(ทรัพย์) แต่งขึ้นในสมัยรัชกาลที่ 3 เป็นละครตลก  เรื่องราวที่เอามาแต่งก็เป็นเรื่องตลกขบขัน เข้าใจว่าเป็นเรื่องจริงที่เล่าโจษจันกันแพร่หลาย คือ เป็นเรื่องของนายลันไดแขกฮินดูร้องเพลงขอทานแถวๆ โบสถ์พราหมณ์เสาชิงช้า เผอิญไปชอบพอกับนางประแดะเมียนายประดู่ซึ่งเป็นแขกเลี้ยงวัวนมแถวหน้าศาลใกล้ๆ สนามหลวง  นายประดุ่กับนายลันไดก็เลยทะเลาะวิวาทกัน ใครได้ยินก็เห็นเป็นเรื่องขบขัน มหามนตรี(ทรัพย์) ก็เลยเอามาแต่งเป็นกลอน  แต่งดีเสียด้วย  คือใช้ถ้อยคำดี ประณีต ไพเราะ และถูกต้องตามธรรมเนียมนิยมของวรรณคดีบทละคร   แต่ที่คนทั้งหลายติดใจก็คือ การใช้ศัพท์สูงกับคนธรรมดาอย่างแขกทั้งสามคนนี้ ทำนองสมมุติให้เป็นพวกเจ้าพวกนายอย่างเรื่องอิเหนา"

 

              "คุณยายยกตัวอย่างกลอนด้วยซีครับ"

              "ก็ได้  อย่างเริ่มต้นเรื่องกล่าวถึงนายลันไดที่สมมุติให้เป็นระเด่นลันไดครองปราสาทแก้ว  ว่า

 

          มาจะกล่าวบทไป               ถึงระเด่นลันไดอนาถา

เสวยราชย์องค์เดียวเที่ยวรำภา    ตามตลาดเสาชิงช้าหน้าโบสถ์พราหมณ์

อยู่ปราสาทเสาคอดยอดด้วน       กำแพงแก้วแล้วล้วนด้วยเรียวหนาม

มีทหารหอนเห่าเฝ้าโมงยาม         คอยปราบปรามประจามิตรที่คิดร้าย

           ผมฟังแล้วหัวเราะกลิ้งจนคุณยายต้องเบรก เพราะอีตาระเด่นลันไดแกอยู่ปราสาทแต่ยอดด้วน  มีกำแพงแก้วแต่เป็นพงหนาม  มีทหารแต่กลับกลายว่าเป็นสุนัขหอนเห่าเฝ้าปราสาท   "สนุกดีครับคุณยาย เล่าต่อครับ เล่าต่อ"

 

        "ธรรมเนียมบทละครต้องมีบทสระสรง แต่งองค์ คือ บทอาบน้ำแต่งตัวของตัวละครเอก  ลองฟังบทของระเด่นลันไดนะ"

 

         ครั้นรุ่งแสงสุริยันตะวันโด่ง    โก้งโค้งลงในอ่างแล้วล้างหน้า

เสร็จเสวยข้าวตังกับหนังปลา         ลงสระสรงคงคาในท้องคลอง

        กระโดดดำสามทีสีเหื่อไคล    แล้วย่างขึ้นบันไดเข้าในห้อง

ทรงสุคนธ์ ปนละลายดินสอพอง    ชโลมสองแก้มคางอย่างแมวคราว

นุ่งกางเกงเข็มหลงอลงกรณ์          ผ้าทิพย์อาภรณ์พื้นขาว

เจียระบาดเสมียนละว้ามาแต่ลาว   ดูราวกับหนังแขกเมื่อแรกมี

สวมประคำดีควายตะพายล่าม       หมดจดงดงามกว่าปันหยี

กุมตระบองกันหมาจะราวี               ถือซอจรลีมาตามทาง

 

        ฟังคุณยายอ่านไป ออกท่าทางแบบนางละครไปด้วย  ทำให้ผมนั่งหัวร่องอหาย ขำทั้งคำกลอน ขำทั้งลีลาออกท่าของยาย  ทำให้ผมนึกภาพระเด่นลันไดชัดเจน  ของเสวยเป็นข้าวตังกับหนังปลา  สระสรงแทนที่จะเป็นห้องสรงกลับเป็นคลอง กระโดดสามทีก็ขัดสีเหงื่อไคล น้ำหอมก็กลายเป็นดินสอพองละลายน้ำแถมประแก้มขาวราวกับหน้าแมว  ที่ขำที่สุดก็เห็นจะเป็นนุ่งกางเกงเข็มหลงนี่แหละ คือคงจะปะชุนเสียจนไม่รู้ว่าจะเอาเข็มปักตรงไหนอีก 

 

        "นี่แหละภาพของพระเอกในเรื่องล่ะ  พ่อระเด่นลันไดงามหมดจดไหมล่ะหลาน   ต่อไปนะ ธรรมเนียมบทละครไทยยังมีบทชมโฉมนางเอก ด้วย  นางเอกต้องสวยเชียวแหละ โดยเฉพาะนางประแดะเรื่องนี้ รับรองหลานต้องหลงใหลเลยทีเดียว เขาชมว่าอย่างนี้"

 

       สูงระหงทรงเพรียวเรียวรูด       งามละม้ายคล้ายอูฐกะหลาป๋า

พิศแต่หัวตลอดเท้าขาวแต่ตา        ทั้งสองแก้มกัลยาดังลูกยอ

คิ้วก่งเหมือนกงเขาดีดฝ้าย             จมูกละม้ายคล้ายพร้าขอ

หูกลวงดวงพักตร์หักงอ                   ลำคอโตตันสั้นกลม

สองเต้าห้อยตุงดังถุงตะเคียว         โคนเหี่ยวแห้งรวบเหมือนบวบต้ม

เสวยสลายาจุกพระโอษฐ์อม          มันน่าเชยน่าชมนางเทวี

      "เป็นไงหลาน  งามงดน่าเชยน่าชมมั้ยล่ะ"   คุณยายหัวร่อเต็มที่

 

      "ไม่ไหวหละคุณยาย  นึกภาพตามแล้วสยองเลยครับ" ผมหัวเราะน้ำตาคลอ สั่นหัว  เพราะ นางประแดะเธองามไปหมด  คือ งามหายไปหมด  โดยเฉพาะทรวดทรงองค์เอว ผิวพรรณ พรรณนาได้ชัดเจนจริงๆ"

 

       "ต่อไปเป็นบทเกี้ยวพาราสี  มาดูบทบาทพระเอกและนางเอกของเราต่อนะหลาน"

 

        ดวงเอยดวงไต้               สบถได้เจ็ดวัดทัดสองหู

ความจริงพี่มิเล่นเป็นเช่นชู้     จะร่วมเรียงเคียงคู่กันโดยดี

ถึงมิใช่ตัวเปล่าเจ้ามีผัว          พี่ไม่กลัวบาปดอกนะโฉมศรี

อันนรกตกใจไปไยมี               ยมพระบาลกับพี่เป็นเกลอกัน

เพียงจับมือถือแขนอย่าแค้นเคือง  จะให้น้องสองเฟื้องอย่าหุนหัน

แล้วแก้เงินในไถ้ออกให้พลัน   นี่แลขันหมากหมั้นกัลยา

พอดึกดึกสักหน่อยนะน้องแก้ว   พี่จะลอดล่องแมวขึ้นไปหา

โฉมเฉลาเจ้าจงได้เมตตา       เปิดประตูไว้ท่าอย่าหลับนอน

"แล้วระเด่นลันไดไปหรือเปล่าครับคุณยาย"

"ไปสิ  แต่กลับไปปล้ำเอาท้าวประดู่แทนเรื่องก็เลยบานปลาย"

 

ระเด่นโดดโลดออกมานอกรั้ว     ผิดตัวแล้วกูอยู่ไม่ได้

ก็ผลาดแผลงสำแดงฤทธิไกร      วิ่งไปตามกำลังไม่รั้งรอ

 

"ระเด่นลันไดวิ่งไปก็พบนางประแดะกลางทางเพราะถูกท้าวประดู่ไล่ออกจากบ้าน ระเด่นลันไดก็เลยพานางประแดะกลับบ้าน ถึงบ้านแกก็เกี้ยวพาราสีอีกแล้วในที่สุดก็ได้เสียกัน ตอนนี้ตามธรรมเนียมบทละครต้องมีบทอัศจรรย์  คือบทเสพสมของตัวละครเอก  ลองฟังดูก็ได้เพราะไม่โจ่งแจ้งน่าเกลียดหรอก  ฟังเอาสนุกน่ะ"

 

ยิ่งดิ้นยิ่งกอดสอดสัมผัส        อุยหน่าอย่ากัดพระหัตถ์พี่

ปัดป้องว่องไวอยู่ในที            จนล้มกลิ้งลงบนที่บรรทมใน

อัศจรรย์ลั่นพิลึกกึกก้อง         ฟ้าร้องครั่นครื้นดังปืนใหญ่

เกิดพายุโยนยวบสวบสาบไป  หลังคาพาไลแทบเปิดเปิง

ฝนตกห่าใหญ่ใส่ซู่ซู่              ท่วมคูท่วมหนองออกนองเจิ่ง

คางคกขึ้นกระโดดโลดลองเชิง  อึ่งอ่างเริงร่าร้องแล้วพองคอ

นกกระจอกออกจากวิมานมะพร้าว  ต้องฝนทนหนาวอยู่งอนหง่อ

ขนคางหางปีกเปียกจนมอซอ    ฝนก็พอขาดเม็ดเสร็จบันดาล

"ไม่เห็นจะรู้เรื่องเลย"

"ดีแล้วที่ไม่รู้เรื่อง เอาไว้หลานโตก็จะรู้เรื่องเองนั่นแหละ"

"เรื่องจบยังไงล่ะคุณยาย"

"เรื่องจบลงตรงที่นางประแดะทะเลาะกับนางทวายเมียระเด่นลันได นางทวายไล่ตีนางประแดะจนต้องหนีกลับบ้าน เรื่องจบตรงนี้ ก็เลยไม่รู้ว่าจะลงเอยยังไง"

"คุณยายอ่านกลอนสนุกจังเลยครับ"

"เอ้า! เรื่องโปรดของยายเชียวนะ  เนี่ย!   ยายเก็บเงินซื้อมาอ่านเอง ถ้าวันไหนอยากอ่านอะไรสนุกๆ เพลินๆ ยายก็หยิบเอามาอ่าน  ยายคิดว่า หลานก็ควรอ่านหนังสือบทกลอน บทกวี หรือวรรณคดีไว้บ้างนะ เพราะหนังสือน่ะ มีแต่ให้คุณประโยชน์  ให้ความรู้ ความคิดแก่เรามากมาย หนังสือพวกคำกลอน คำกวีพวกนี้ อ่านแล้วยังทำให้เพลิดเพลินอารมณ์อีกด้วย อย่ามัวแต่ดูทีวี  อ่านแล้วก็จะช่วยให้เราอ่านหนังสือได้คล่อง"

"จริงอย่างคุณยายพูด ผมก็ชอบอ่านหนังสือวรรณคดีครับ เพราะดี คุณยายมีให้ผมยืมอ่านบ้างมั้ยครับ"

"มีสิ  ยายมีเรื่องบทเสภาขุนช้างขุนแผนอยู่เล่มหนึ่งในตู้  เล่มอาจจะหนาหน่อย แต่สนุกมาก ยายให้หลานยืมอ่าน ปะ  ตามยายมา ยายจะหยิบให้"

3

จุดเริ่มต้นที่ผมได้อ่านวรรณคดีเป็นเล่มครั้งแรก เกิดที่บ้านคุณยายครับ ผมอ่านเสภาขุนช้างขุนแผนของคุณยายจบใน 1 อาทิตย์ และฟังคุณยายเล่าเกร็ดต่างๆ จนชอบ  ผมก็เลยอ่านต่อมาอีกหลายครั้ง ในชีวิตของผม อ่านเรื่องขุนช้างขุนแผนจบทั้งเล่มราวๆ 20 ครั้ง อ่านแล้วก็ซาบซึ้ง และกลายเป็นแรงบันดาลใจให้ผมแต่งกลอนเป็นจนถึงปัจจุบันครับ  นี่แหละคือผลจากการอ่านหนังสือครับ