ความเรียง ถึงคำถามพื้นฐานในการดำรงอยู่ของผู้คน เมื่อชีวิตมีคำถามติดตัวมาตลอดเวลา ว่าตัวเราที่เป็นอยู่จริงในเวลานี้ และโลกที่เราหยัดยืนอยู่ เราที่หายใจในแต่ละโมงยาม มีตัวมีตน ปรากฎอยู่ในแต่ละเรื่องราวแวดล้อมหรือไม่ คำถามเพียงสั้น ถึงความหมายของตัวตนผู้คน จึงมีเพียงความเรียงไว้ถามไถ่

มีตัวมีตน

อ้างอิง - ภาพ http://www.lomography.com/folkways

มีคำถามในการเรียนรู้ตนเอง

หนึ่งในนั้นคือคำถามว่า

เราแต่ละมีตัวตน

ใช่หรือไม่ใช่นั้น แต่ละคนต่างต้องคอยตอบ หรือเป็นสิ่งที่ชีวิตได้บอกสอนและสร้างทักษะการเรียนรู้ หากนับตามธรรมชาติ เราก็ต้องยอมรับว่าตัวตนเป็นสิ่งที่ติดพันผูกพัน และวนเวียนอยู่กับตัวเรามานาน ตั้งแต่วันเกิดยันกระทั่งวันนี้ที่มีลมหายใจแต่ละขณะ

หากนับกันตามหลักศรัทธา

แทบทุกศาสนาต่างบอกกล่าวให้ละวางตัวตน

เมื่อเราก้าวถึงจุดแห่งความว่างเปล่า

ทั้งความว่างเปล่าเมื่อก้าวพ้นศรัทธาปฎิบัติ จนไปสู่ความว่างเปล่าอันปล่อยวาง ของจิตเดิมแท้ หรือความว่างเปล่าเมื่อวิญญาณได้ย่างก้าวสู่ดินแดนอันศักดิ์สิทธิ์ ในแต่ละศรัทธาต่างอธิบายหนทางสุดท้าย ยามอยู่สถานที่หรือดำเนินในวิญญาณ ว่าเป็นรูปอันบริสุทธิ์ยิ่งแห่งการไร้ตัวตน

กระทั่งหลักปฏิบัติแห่งศรัทธามวลชน

แทบทุกสำนึกคิดทฤษฎีปฏิวัติ

ต่างต้องบอกว่า

มวลชนเมื่อเข้าสู่จิตวิญญาณแห่งการปฏิวัติ เพื่อเปลี่ยนแปลงการปกครองหรือพลิกฟ้าคว่ำแผ่นดิน ล้วนต้องละวางตัวตน กลายเป็นส่วนหนึ่งส่วนเดียวกันของพลังอันยิ่งใหญ่ เป็นเนื้อเดียวร่วมกันที่พร้อมจะปฏิวัติ นำชีวิตอันว่างเปล่าซึ่งหลอมรวมไปสู่การเปลี่ยนแปลง

แต่ในทางกลับกัน

ความจริงของชีวิตตั้งแต่เด็กยันโต

สอนความจริงด้วยแบบอย่างเช่นสิ่งมีชีวิตทั่วไป 

ว่าเราทุกคนต่างมีตัวตน เราทุกคนมีเอกลักษณ์ มีอัตตลักษณ์ และลายพิมพ์นิ้วมืออันแตกต่าง แค่ลำพังหน้าตายังไม่ต้องอ้างอิง เพราะส่วนใหญ่ก็ล้วนแตกต่าง จะยกเว้นก็ฝาแฝดซึ่งหน้าตาเหมือนหรือคล้ายคลึง แต่ถามแฝดโดยส่วนใหญ่ ก็ต่างรู้ดีว่ามีรายละเอียดใดในร่างที่ไม่เหมือนกัน

ไม่นับรวมความคิดจิตใจ

ซึ่งประเด็นนี้ยิ่งเห็นชัดว่าไม่เหมือนอย่างสิ้นเชิง

ความมีตัวมีตนของผู้คนจึงเป็นคำถาม

หากถามว่า คนส่วนใหญ่ถามตัวเองหรือไม่ว่ามีตัวตน ก็ต้องตอบว่าใช่และใช่ทุกคน เพราะตั้งแต่เราถูกจับเจิมให้ปรากฎชื่อปรากฎนาม เรื่องราวของตัวตนเราก็เริ่มบังเกิด จะมากน้อยในทิศทางใดก็ค่อยพิจารณากันต่อ

หากถามว่าถึงจุดเริ่มต้น

หรือตระหนักรับรู้ว่าเรามีตัวตน

หากนับตามหลักวิชาของสิ่งมีชีวิต

ก็ต้องตอบแบบกำปั้นทุบดินว่า เริ่มต้นตั้งแต่วันแรกที่เรามีความรู้สึก เมื่อเราเจ็บปวด เจ็บร้อน ดีใจ เสียใจ ไม่พึงใจ ร้องไห้ หรือปรารถนาในแต่ละสิ่งอย่างของชีวิต วันนั้นเราทุกคนเริ่มรู้ว่าเรามีตัวตน ไม่นับการเรียกร้องพื้นฐานของร่างกาย ว่าหิว ง่วง เหนื่อยหน่าย หรือสบายตัว

หลักการเหล่านี้นำพาเราไปสู่ความเปลี่ยนแปลง

จากเด็กธรรมดาที่ใส่เสื้อผ้าชุดใดก็ได้

ไปสู่เด็กวัยรุ่นที่อยากมีเอกลักษณ์

อยากใส่เสื้อผ้าบ่งบอกให้รู้ ว่าเราเป็นตัวของเราเอง เลือกสีเลือกสรรในแบบอย่างที่ต้องการ สังเกตุได้อย่างน่ารักน่าชัง สำหรับเด็กฝาแฝดที่มักถูกจับแต่งตัว ทำหน้าทำตาให้เหมือนกันทุกอย่าง จนวันหนึ่งเมื่อเขาเหล่านั้นเติบโตขึ้น

ถามหน่อยเถอะว่าความสุขในได้การเลือก

เพื่อให้เขาแต่ละคนแตกต่างกันนั้น

เป็นความสุขและความรู้สึกเช่นไร 

เมื่อยามเขาบ่งบอกผู้อื่นว่าเขาเป็นตัวเขาเอง เขาไม่ใช่คู่แฝดอีกคน  หรือกระทั่งเลือกรองเท้า น้ำหอม เสื้อผ้าหน้าผม ทุกองค์ประกอบในร่างกาย ล้วนบ่งให้เราและคนอื่นรับรู้ว่า เรากำลังต้องการบอกคนอื่นว่า เราคือตัวของเราเอง

 

แทบทุกอย่างล้วนกลับมาสู่ความเข้าใจ

เมื่อมีองค์ประกอบของชีวิตบอกสอน

โดยเฉพาะเมื่อหันมามองโลกยุคนี้

ตัวตนกลายเป็นส่วนสำคัญในทุกเรื่องราว งานออกแบบที่จำต้องมีเอกลักษณ์ความโดดเด่น งานศิลปะซึ่งโดยธรรมชาติล้วนอาศัยความชื่นชอบชื่นชมของผู้สร้างงานเป็นเครื่องแบ่งความแตกต่าง การกำหนดตำแหน่งการแข่งขันทางธุรกิจ ซึ่งบอกสอนเราเสมอว่า ต้องแตกต่างจึงจะอยู่ได้

โลกยุคนี้เหมือนย้ำคิดย้ำทำ

บอกใส่หูให้เราฟังทุกวัน

ว่าเราต้องแตกต่าง

เหมือนบอกเสมอว่า หากเราไม่แตกต่างเราจะสูญพันธุ์ ทั้งที่เราก็รู้ดีอยู่แล้วว่าหน้าตาคนข้างบ้านเรากับตัวเราไม่เหมือนกัน หรือกระทั่งคนนั่งรถโดยสารด้วยกัน เหลียวมาก็หน้าตาไม่เหมือนกัน แต่ยามเห็นโฆษณาอันโดดเด่นยุคนี้ กลับยิ่งตระหนกว่าโลกแห่งธุรกิจ ทำไมช่างย้ำคิดย้ำทำเช่นนี้

ความเป็นตัวตนหรือมีตัวตน

เป็นส่วนสำคัญซึ่งผลักดันผลงานสร้างสรรค์

ในแวดวงศิลปะรู้ดีและรับรู้อย่างต่อเนื่อง

ภาพวาดบางชิ้น มองกี่ครั้งกี่ครั้งก็รู้ว่าต้องเป็นคนคนนี้วาด จะเป็นใครอื่นไม่ได้ เสมือนลายนิ้วมือบนภาพวาด หรือหากมีคนลอกเลียนความประทับใจ นำสีสันรูปแบบวิธีการไปผลิตซ้ำ เราแต่ละคนก็ยังพยายามจะบอกกันว่า เป็นสกุลช่างของนักสร้างสรรค์ท่านใด เป็นหนึ่งในการเทียบเคียงจากความแตกต่าง และการมีตัวมีตนของเรา

หรือในแวดวงสื่อมวลชน

นักข่าวคนหนึ่งซึ่งชอบเขียนเนื้อข่าว

เราก็มักจะดูออก ถ้าไม่ถูกรีไรท์เตอร์ตัดทอนเพิ่มเติม

ทั้งเนื้อข่าวและน้ำเสียงในการสื่อสาร หรือกระทั่งความสนใจในการเลือกประเด็นเพื่อหยิบจับนำเสนอ ยังไม่รวมกับลายพิมพ์นิ้วมือ ซึ่งปรากฎอยู่ในงานวรรณกรรม อักษรเขียนและข้อเขียนมากมาย บอกเราเสมอว่าใครเป็นคนเขียน

นักเขียนท่านใดชอบใช้มุมมองแบบใด

วรรคทองประโยคเด็ดหรือคำเชื่อม

ทั้งหมดล้วนเป็นกลิ่นที่เรารับรู้

ว่าเขาแต่ละคนมีตัวตนปรากฎในชิ้นงาน มีร่างกายลมหายใจ และวิญญาณของเขา แฝงเร้นอยู่ในแต่ละงานสร้างสรรค์ จะดีไม่ดีหรือเปรียบเทียบเพื่อได้ข้อสรุปเช่นไรไม่รู้ เพราะผมรู้แต่ว่า คนแต่ละคนไม่เหมือนกัน เราท่านแต่ละคนไม่เคยเหมือนกัน และที่ต้องมานั่งเปรียบเทียบเพราะเราไม่เหมือนกัน

เราจึงมีความแตกต่าง

เป็นความชอบและความไม่ชอบส่วนตัว

ให้เราได้รับรู้ว่าเราและเขาล้วนเริ่มต้นการแบ่งแยก

ในท่ามกลางสังคมที่เราต้องดำรงอยู่ร่วมกัน หรือต้องการสร้างปึกแผ่น สมัครสมานสามัคคี เรื่องจำเดิมเรื่องหนึ่งในใจ ที่เราจะกำหนดคำนิยามพื้นฐานก่อนรักใคร่สมัครสมานกันก็คือ เราต้องยอมรับความแตกต่าง ในแต่ละตัวตนของผู้คน ยอมรับว่าผู้คนแตกต่างกัน ก่อนที่เราจะอยู่ร่วมกัน

ไม่ว่าใครจะทะเลาะเบาะแว้งเช่นไร

ว่าพรรคการเมืองพรรคใดดีเด่น

ผมไม่ค่อยกังวลใจเท่าใด

เพราะโดยส่วนตัว ผมก็เชื่อว่าสิ่งมีชีวิตแม้จะหยาบคายในการเข่นฆ่ากันเช่นไร จะเอาเปรียบบ้าง ช่วยเหลือกันบ้าง ก็ล้วนอยู่ในเข่งเดียวกันร่วมกัน อยู่ในโลกซึ่งกลมบ้างเบี้ยวบ้างใบนี้ ด้วยการเวียนว่ายตายเกิดร่วมกัน แก่งแย่งกันบ้างรักใคร่กันบ้าง ก็ล้วนดำเนินไปตามครรลองเช่นที่ผ่านมา

วันนี้ผมก็ยังเชื่อว่า

ในสวนดอกไม้แห่งนี้ที่เราเกิดมา

ล้วนมีดอกไม้อันละลานตา ให้เรารับรู้ว่า เราทุกคนแตกต่างกัน

มีดอกไม้นับล้านดอก เบ่งบานในสวนเดียวกัน