สวัสดีครับ .... ทุกท่าน วันนี้จะมาเล่าเรื่องข้าว นะครับ  ข้าวขาวดอกมะลิ อ่านเจอบทความของดร.ลัดดาวรรณ  กรรณนุช ผอ.สำนักพัฒนาผลิตภัณฑ์ข้าว  กรมการข้าว เลยเอามาเล่าต่อครับ  

ประวัติ ความเป็นมาของข้าวหอมมะลิไทย

    ในปี2493-2494 กรมการข้าวในขณะนั้นได้มอบหมายให้เจ้าหน้าที่เกษตร ออกรวบรวมพันธุ์ข้าวพื้นเมืองต่างๆ ที่ปลูกในประเทศไทย ในการนี้ นายสุนทร สีหะเนิน เจ้าหน้าที่คนหนึ่งของกรมการข้าว ได้เดินทางไปรวบรวมพันธุ์ข้าวจำนวน 199 รวง จากพื้นที่จังหวัดฉะเชิงเทรา และถูกนำไปทดลองปลูก เพื่อคัดเลือกพันธุ์ และในที่สุด ข้าวรวงที่ 105 ได้รับการคัดเลือกออกมาเป็นพันธุ์ที่มีลักษณะเป็นที่น่าพอใจ มีลักษณะภายนอก เมล็ดสวยงาม เรียวยาว มีความมัน เลื่อม ใส ข้าวหุงสุกทั้งนุ่ม-เหนียว และหอมกรุ่นชวนรับประทาน   กรมการข้าวจึงได้คัดพันธุ์บริสุทธิ์ ในสถานีทดลองข้าวโคกสำโรง จังหวัดลพบุรี และนำไปขยายผลในพื้นที่ปลูกข้าวทั่วประเทศ ในปี 2500 เมล็ดพันธุ์บริสุทธิ์จึงถูกส่งไปปลูกขยายผล และทดสอบในภูมิภาคต่างๆของประเทศ พบว่า สภาพแวดล้อมทั้งดินและภูมิอากาศ ในพื้นที่ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ เป็นพื้นที่ที่เหมาะสำหรับปลูกข้าวพันธุ์นี้.......ในปี 2502  พันธุ์ข้าวรวงที่ 105ได้รับประกาศรับรอง เป็นพันธุ์ข้าวรับรองที่กรมการข้าว สนับสนุนให้เป็นพันธุ์ข้าวหอมมะลิ ชื่อพันธุ์ขาวดอกมะลิ 105 (อ่านว่าหนึ่งร้อยห้า) ในวันที่ 25 พค02

ทำไมต้องเป็น  ขาวดอกมะลิ 105

       เมื่อพันธุ์ข้าวผ่านการคัดเลือกและปรับปรุงจนได้เมล็ดพันธุบริสุทธิ์แล้ว การขยายผลพันธุ์ข้าวจำเป็นต้องมีการประกาศและสนับสนุนการปลูกข้าวพันธุ์นี้  กระบวนการตั้งชื่อจึงมีความสำคัญ เพื่อให้เป็ที่จดจำประทับใจ การตั้งชื่อต้องสื่อความหมาย คุณลักษณะของพันธุ์ข้าว  จึงเป็นที่มาของชื่อ ขาวดอกมะลิ 105 ชื่อแต่ละคำมีความหมายดังนี้

ขาว หมายถึง สีขาวของเมล็ดข้าวสาร

ดอกมะลิ หมายถึง ดอกมะลิซึ่งเป็นดอกไม้ไทย ที่มีปลูกกันอยู่ทุกครัวเรือนใช้สำหรับบูชาพระ ตรงนี้ท่านต้องนึกถึง พศ.2502 นะครับ

กลิ่นหอม  ของข้าวพันธุ์ขาวดอกมะลิ 105 มีกลิ่นหอม เหมือนกลิ่นหอมของใบเตย  ไม่ใช่กลิ่นหอมของดอกมะลิตามที่เข้าใจกัน  นะครับ

ตัวเลข 105 (หนึ่งร้อยห้า)หมายถึงรวงที่105 ที่ถูกเก็บรวบรวม โดยนายสุนทร สีหะเนิน

     ผมเองไม่ค่อยได้รับประทานข้าวหอมมะลิสักเท่าไหร่ แต่ก็เข้าใจว่าเป็นกลิ่นหอมของดอกมะลิ  แสดงว่าเข้าใจผิดมาตลอด ครับ... ยังมีต่อในคราวหน้า เป็นเกร็ดความรู้จากบทความของ ดร.ลัดดาวรรณ ซึ่งผมจะนำมาเล่าต่อในครั้งหน้าครับ....  สวัสดีครับ