เป็นปัญหาสังคมที่แก้ไขได้อยากอีกปัญหาหนึ่งค่ะ ก็วันนี้เวลาประมาณตีสอง ดิฉันไปทำงานกับคุณแม่เช่นเคยค่ะ แต่มีเรื่องหนักใจก็คือ ดิฉันได้เจอกลุ่มวัยรุ่น ที่ซ้อนรถจักรยานยนต์กันเป็นคู่ๆ เต็มถนนราชดำเนิน ประมาณ 500 กว่าคันค่ะ เป็นวัยรุ่นชายหญิง อายุไม่เกินประมาณ 20 ปี ขับรถแข่งกันเต็มราชดำเนิน โดยเฉพาะตรงแยกอนุสาวรีย์ประชาธิปไตยค่ะ
....แต่ที่แปลกใจที่สุดก็คือ วันนี้จะมีตำรวจด้วยค่ะ ดิฉันไม่ทราบว่าคุณตำรวจพวกนั้นเค้าจะทำอะไรกันแน่ค่ะ เค้ายืนมองขบวนเด็กแว้นแข่งรถกัน เสียงดังมากค่ะ หรือดิฉันคิดไปอีกมุมหนึ่งก็คือว่า เด็กแว้นคงจะเยอะเกินไปมั้งค่ะ พวกเค้าคงมีกำลังไม่พอที่จะป้องกันได้ (แต่ก็เยอะจริงๆนะคะ)
......แล้วนี่ขนาดตำรวจผู้พิทักความสงบให้แก่ประชาชน ยังแก้ไขปัญหานี้ไม่ได้ แล้วจะมีผู้ใดบ้างค่ะที่จะมาไก้ไขปัญหาให้หมดไปได้
.....เฮ้อ! ดิฉันหนักใจแทนประเทศชาติจริงๆ ค่ะ ที่มีอนาคตของชาติสร้างพฤติกรรมที่ไม่เจริญ ในทุกๆ เรื่องเช่นนี้ค่ะ
.....แต่เหตุการณ์นี้ ก็สอนอะไรดีๆ ให้กับดิฉันหลายอย่างค่ะ ยกตัวอย่าง ก็คือ ดิฉันคิดว่าอนาคตถ้าได้เป็นครู ดิฉันจะ สร้างจิตสำนึกที่ดีให้กับเด็กๆ จะไม่ให้พวกเค้า เป็น โคลนติดล้อ แน่ๆ ค่ะ
ขอบคุณมากนะคะ คุณ ขจิต ฝอยทอง ที่ชม
.........ดิฉันจะทำให้ดีที่สุดค่ะ ..........
หนูต้องระวังตัวให้มาก กรุงเทพฯเป็นเมืองอันตรายสำหรับผู้หญิง ลุงยังไม่ยอมให้ลูกสาวไปเรียนเลย ลุงอยู่บ้านนอก ฟัง ดู อ่าน ข่าวในกรุงเทพฯ ลุงว่า นั่นคือนรกหม้อหนึ่งเลยทีเดียว ไม่ใช่เมืองสวรรค์ แต่เป็นเมืองที่เต็มไปด้วยอาชญากรรม หนูต้องเอาตัวรอดให้ได้นะจ๊ะ เรื่องอะไรที่เป็นจุดเสี่ยง อย่าเสี่ยง ที่ไหนไม่ควรไป อย่าไป ต้องถึงพร้อมด้วยความไม่ประมาทดีที่สุด
รู้ไหม ลุงเคยจ้างเพื่อนศึกษานิเทศก์ไปประชุมแทนที่กรุงเทพฯบ่อยๆ ก็เพราะเหตุนี้แหละ คนกรุงเทพฯขาดความจริงใจ ลุงมีประสบการณ์เคยหิ้วกระเป๋าขึ้นรถเมล์เพื่อไปตามหาคนๆหนึ่งแถวเมืองนนท์ ลุงถามใคร ใครก็ไม่พูดกับลุง อย่างกับลุงไม่ใช่คนยังไงยังงั้น ซึ่งบ้านเราไม่เป็นอย่างนั้น ใครมาใครไปต้องแนะนำช่วยเหลือกัน มันไม่ใช่วิถีชีวิตของคนบ้านนอกอย่างเรา ลุงจึงรับไม่ได้ รู้ไหมในที่สุดลุงต้องขอความช่วยเหลือแนะนำจากกระเป๋ารถเมล์ ซึ่งท่าทางเขาน่าจะเป็นคนต่างจังหวัด ลุงต้องยกมือไหว้กระเป๋ารถเมล์ คนมองหน้าใหญ่เลย แต่ลุงก็เต็มใจไหว้ เพราะเขาเป็นคนดี ลุงไหว้ความดีมากกว่าไหว้คน การอยู่กรุงเทพฯนานๆจึงเป็นทุกข์และคิดถึงบ้านอย่างยิ่ง นี่ยังไม่รวมมลพิษด้านอื่นเลยนะ แค่เรื่องคนก็รับไม่ได้แล้ว ลุงเกมาเล่าให้เพื่อนฝูงญาติพี่น้องฟัง และเตือนสติว่า ถ้าไม่จำเป็นไม่ควรให้ลูกหลานไปเรียนที่กรุงเทพฯ เดี๋ยวจะไปรับเอา สิ่งไม่พึงปราถนาเหล่านั้นมา
หนู PAM ไม่เป็นเช่นนั้นแน่นอน
อาจารย์เก
. ขอบคุณมากค่ะ คุณลุง..
.
อาจารย์เก
. กรุงเทพ วุ่นวายไปหมด
. แต่ก็ต้องทนค่ะ เพราะพ่อแม่ของหนูทำมาหากินที่นี้
. เหตูนี้หนูจึงคิดว่า เรียนจบแล้ว อยากจะไปอยู่ที่สงบๆ มากกว่านี้ ค่ะ บ้านนอกของเราสบายใจก็นี้เยอะ