การจัดเฮฮาศาสตร์ 3 ดงหลวง..(อีกแล้ว) มีสิ่งหนึ่งเกิดขึ้นที่ผมคิดว่าเป็นนิมิตรหมายที่ดีในการพยายามหาข้อสรุปข้อเท็จจริง ผมหมายถึงลานหินที่บ้านโพนสว่าง ต.พังแดง อ.ดงหลวง ซึ่งชาวบ้านกล่าวกันต่อมาว่าเป็นปล่องภูเขาไฟ ผมเองโง่เขลาก็ตามชาวบ้านไปเช่นนั้นเพราะไม่รู้จริงๆ แต่อาจารย์ท่านหนึ่งเห็นแล้วก็ตั้งประเด็นว่าไม่ใช่ภูเขาไฟ แต่น่าที่จะเป็นหลุมอุกกาบาต

ผมเองฟังแล้วก็น่าเลื่อมใส ด้วยเหตุผลต่างๆที่รับฟัง ผมเองก็คิดว่า เราไม่รู้ก็ควรจะทำให้รู้ โดยขอความคิดเห็นนักธรณีวิทยา ที่มหาวิทยาลัยขอนแก่น ดร.เกรียงศักดิ์ ศรีสุข เพื่อนผู้เพิ่งสูญเสีย ผู้กองแคนไปเมื่อเร็วๆนี้ เพื่อนเสนอว่าถ่ายรูปและส่งมาก่อน จะพิจารณาเบื้องต้นให้

แต่บังเอิญน้องลูกช้าง(อาจารย์สายสมร ศรียางค์)เป็นอาจารย์ที่โรงเรียนมุกดาหารวิทยาลัย สนใจและนำข้อมูลไปปรึกษากับท่านอาจารย์ พัชร์สุ วรรณขาว หัวหน้าภาควิชาเทคโนโลยี่ธรณีวิทยา มหาวิทยาลัยขอนแก่น และได้รับคำอธิบายมาผมจึงขอสำเนาและเอาข้อมูลมาขยายต่อครับ ดังนี้...

ดูจากแผนที่พบว่าตั้งอยู่แนวเทือกเขาภูพาน และน่าจะเป็นหมวดหินภูพานชุดหินโคราช เนื่องจากพบลักษณะเด่นบ่งชี้คือ เป็นหินทรายเนื้อหยาบ เนื้อปนกรวดแร่ควอรตซ์ชัดเจน
การเกิด: ลักษณะเกิดปรากฏในสนามพบเป็นเนินเขา ลานหินเปลือย พบหลุมที่ขอบสูงโดยรอบขนาดใหญ่ทั่วไป และบางหลุมหรือส่วนใหญ่มีน้ำขังอยู่
แนวคิดการเกิด(Concepts):
1) เป็นหลุมกุมภลักษณ์ (Potholes) ที่เกิดจากธารน้ำหลากในอดีตที่ทำให้เกิดการหมุนวนของน้ำและกรวดในหลุมตามที่พบทั่วไปในบริเวณที่มีธารน้ำหลากในปัจจุบัน
2) เป็นการซึมผ่านของน้ำตามรอยแตกของชุดหินที่มีความทนทานต่อการผุพังต่างกัน เมื่อน้ำกัดลงไปถึงหินชุดที่อ่อนกว่าในส่วนล่างจะมีโอกาสเกิดโพรงใต้ดินขึ้น เมื่อฝนตกน้ำหลากผ่านจะเกิดการซึมลงส่วนล่างอย่างรวดเร็วและเกิดการหมุนวนของน้ำ(น้ำวน)
3) มีรูสัตว์โบราณ(หนอน) หรือรากไม้ที่อาจมีสารพวกเหล็กออกไซด์(hematite) เกิดการผุเนื่องจากน้ำฝนซึมถึง แล้วค่อยขยายตัวออกเป็นหลุมเล็กๆ หากมีจำนวนมากอาจจะขยายตัวต่อเนื่อง หากมีรอยแตกตามข้อ 2 ลงไปถึงแล้วเกิดน้ำวน เมื่อน้ำหลากในหน้าฝนในอดีตก็จะทำให้เกิดหลุมขึ้นเนื่องจากความทนทานต่อการผุพังของชั้นหินต่างกัน

ข้อสรุปแนวคิดการเกิด:อาจเกิดร่วมกันระหว่าง 2+3 ส่วนสาเหตุที่พบเป็นขอบสูง เนื่องจากความแตกต่างทางการผุพัง(Differential Weathering Erosion) ตามศิลาลักษณ์ของหินโดยขอบเป็นชั้นหินทนทานกว่า พบกรวดปนมากมาย ชั้นที่เป็นโพรงอ่อนแอต่อการผุพังกว่า รวมทั้งส่วนราบรอบขอบชั้นส่วนรอยแตก เปลือกบาง และหนาเป็นบางชั้น อาจเรียก Exfoliation เป็นลักษณะ Erosion แบบ Themo-Karst(Polygonalcrack)
ที่พบจากการเปลี่ยนแปลงอุณหภูมิกลางวัน-กลางคืนทั่วไปจึงพบได้บางบริเวณตามขอบชั้น บางหลุมขอบชั้นส่วนที่แตกแบบเปลือกบางลอกออกไปแล้วก็จะพบผิวขอบดังกล่าว ส่วน radial crack ทั้งหลายตามปากขอบแอ่งก็เป็นการแตกจากศูนย์กลางเกี่ยวข้องกับ Exfoliation เช่นกัน…..
(คำว่า “กุมภลักษณ์” ท่านสามารถหาความหมายเพิ่มเติมได้จาก Google ครับ)
ยังไม่จำเป็นต้องสรุปครับ ให้นักวิชาการเฉพาะด้านเดินทางเข้าไปศึกษากับของจริงกันอีกทีครับ
ทั้งหมดนี้เป็นการพิจารณาเบื้องต้นโดยนักธรณีวิทยา ซึ่งผมเห็นว่าเป็นการเติมข้อมูลกัน น่าจะเป็นประโยชน์แก่ผู้ที่สนใจทั่วไป
โดยเฉพาะท้องถิ่นที่ควรพิจารณาทำอะไรสักอย่างให้เกิดการศึกษาเรียนรู้กันให้กระจ่างแจ้ง ถามว่าในประเทศไทยมีลักษณะแบบนี้กี่แห่ง ทราบคร่าวๆว่ามีอีกแห่งที่โคราชครับ....
(ภาพทั้งหมดเอามาจาก blog เพื่อนๆครับ)
ขอบคุณครับ
สวัสดีครับ
ผมคิดว่า มีหลายๆประเด็นที่น่าเชื่อถือ ทำให้งานนี้สนุกมากขึ้น
ขอแสดงความเห็นส่วนตัวแบบ ไปเห็นด้วยตานะครับ
ปล่องภูเขาไฟ
นี่ไม่น่าจะใช่ เพราะมี หลายๆหลุมด้วย อีกทั้งเป็นหินทราย ตามที่ ดร.แสวงท่านได้บอกไป ก็คิดว่าน่าเชื่อถือ
หลุมอุกกาบาต
น่าเชื่อถือมาก เพราะดูหลุมแล้ว เหมือนของแข็งที่ เเรง ร้อน พุ่งลงพื้นหินโดยตรงจากแรงโน้มถ่วงของโลก ความร้อนทำให้หินรอบๆนูนขึ้น เหมือนหินพุ่งใส่ขี้เลน
กุมภลักษณ์
ผมเคยเดินทางร่วมกับ อาจารย์ท่านหนึ่ง ในแถบๆแม่ฮ่องสอนที่เชื่อว่าเป็นใต้ทะเลมาก่อน และมีลักษณะหลุมกุมภลักษณ์ แบบนี้ แต่ขอบเรียบกลมชัดเจน ไม่มีขอบนูนซึ่งที่ดงหลวงไม่น่าใช่
พี่บางทรายค่ะ
สวัสดีค่ะท่านพี่บางทราย
คิดถึงค่ะ ฝากความคิดถึง ถึงพี่ผู้หญิงด้วยค่ะ
สวัสดีครับท่าน สะมะนึกะ
ตอบ: ไม่รู้ว่ากี่ร้อยล้านปีครับ เราเป็นเพียงลมพักผ่านเมื่อเทียบกับอายุของเขาก็ได้นะครับ
ผมพยายามกระตุ้นให้ท้องถิ่นหยิบเรื่องนี้มาทำต่อครับ
ขอบคุณครับ
สวัสดีครับป้าแดง
ตอบ: เป็นความพยายามให้ผู้รู้เรื่องนี้มาพิสูจนครับ
ขอบคุณครับป้าแดง ผู้มีเสียงอันไพเราะ จริงๆ
สวัสดีครับ
3. เกษตรยะลา
ตอบ: ผมก็คิดเช่นนั้น แต่ทางจังหวัดไม่เห็น หรือเห็นแต่ไม่ออกมาทำให้มันจริงจัง ไม่รู้ว่าคิดอะไรครับ ผมจะพยายามต่อไปครับ
สวัสดีครับน้องเอก
พี่เองก็มีความคิดเช่นนั้น แต่เราไม่ใช่ผู้รู้ เป็นเพียงผู้สนใจไฝ่รู้ เลยพยายามหาผู้รู้มาพิสูจนครับ
น่าสนใจข้อคิดของน้องเอก
สวัสดีครับน้องหมู ที่คิดถึง
พี่ก็พยายามสงบจิตใจน่ะครับ และทำงานต่อไป
และคิดว่าคงได้กลับมาดงหลวงอีกครับ
แล้วเจอะกันที่ดงหลวงนะครับ อิ อิ
สวัสดีครับครูอ้อย
มันเป็นเรื่องแปลก และน่าสนใจสำหรับเรา อิ อิ และเด็กๆที่มีคุณครูคอยกระตุ้นให้เรียนรู้ อย่างครูอ้อย ครับ
พี่ผู้หญิง มีแต่เขียนรายงานยุ่งไปหมด เป็นอย่างนี้ทั้งปี อิ อิ ก็เป็นอาชีพน่ะครับ
ขอบคุณครับครูอ้อย
สวัสดีน้องลูกหว้า
เอาเลยเอาไปใช้ประโยชน์เลยครับ อนุมัติ อิ อิ
ไปแล้วเขาเรียกขึ้นเครื่องแล้ว พี่กำลังลงไปกทม.ครับ ไปหละ
สวัสดีค่ะคุณพี่บางทราย
สวัสดีครับ
15. หญ้าบัว
ขอบคุณพี่บางทรายที่นำข้อมูลมาให้ศึกษาเพิ่มเติมนะครับ
ที่จริงหลุมนี้ไม่น่าจะเกิดขึ้นนานนัก ก็คือน่าจะเกิดในภายหลังการเปลี่ยนแปลงของเปลือกโลกบริเวณนั้น
หลุมกลางหินมีมากหลาย ๆ ที่นะครับ แต่ไม่เหมือนที่นี่ที่มีขอบหลุมด้วย
มันน่าค้นหาความจริงมาก ๆ ครับ
สวัสดีน้อง . สุมิตรชัย คำเขาแดง
พี่ก็สนใจอยากรู้ อยากมีคำตอบ เราไม่ใช่ผู้รู้ก็ต้องฟังผู้รู้คุยกันนะครับ ยังไม่มีโอกาสไปพบนักธรณีเลยครับ
ขอบคุณครับ
บ่อน้ำหินที่ชะง่อนบนหน้าผา ที่สำนักสงฆ์ บ.โพนสว่าง ต.หนองแคน อ.ดงหลวง จ.มุกดาหาร เมื่อประมาณ ปี ๒๕๒๘ หลวงพ่อยุงยุทธ วัดบ้านสร้างต้ง ต.นาแก อ.นาแก ได้นำญาติโยม มาขุดเอาทรายและหินกรวดภายในบ่อน้ำ ทั้ง ๔- ๕ บ่อนั้นไป เพื่อนำไปสร้างพระพุทธรูป เนื่องจากทรายและหินกรวดที่อยู่ภายในบ่อนั้นสะอาด มีหลากสี หินกรวดบางก้อนจะเป็นชั้นๆ คล้ายขนมชั้น มีหลายสีสลับกัน ผมเคยไปช่วยหลวงพ่อเลือกหิน ได้พบเปลือกหอยแครง(หอยทะเล)ซึ่งอบู่ในสภาพฟอสซิล ติดแน่นอยู่กับก่อนหินขนาดผลส้ม ได้นำไปวางใว้ที่กุฎิแต่ปัจจุบันหายไปแล้ว
รอยพระพุทธบาท เป็นส่งที่มีมาแต่โบราณ เป็นรอยแกะสลักลงใปในพื้นลานหิน ลึกประมาณ ๒ นิ้ว เท่านั้น ไม่ค่อยสวยงามเช่นปัจจุบันนี้ เนื่องจาก หลวงตาจันทร์ ได้มาแกะสลักตกแต่งใหม่ เมื่อประมาณ ปี ๓๐
ต่อมาได้มีหลวงตากลั่น จากวัดป่าบ้านหนองสระ( ริมหนองหาร) ต.เหล่าปอแดง อ.เมืองสกลนครไปจำพรรษา ผมได้มีโอกาส ผมมีความคุ้นเคยพอประมาณ ตั้งแต่ปี ๒๘ - ๓๗ เป็นทหารพราน อยู่ที่ บ.หนองแคน ได้มีโอกาสไปนอนที่บริเวณลานหิน หลายครั้ง เพื่อไปค้นหาอาวุธสงคราม ที่ ผกค.ซุกซ่อนเอาไว้ ในถ้ำอยู่ใต้แผ่นลานหินผืนใหญ่นั้น ได้เคยมุดตามซอกหลืบถ้ำหลายแห่งในบริเวณนั้น ซึ่งอยู่ใกล้ๆ กับบ่อน้ำ พบว่าภายในซอกหลืบ ภายในถ้ำทุกแห่ง จะสะอาดไม่มีฝ่นละออง เหมือนถูกชะล้างด้วยน้ำจำนวนมาก และเคยนอนที่ลานหินหลายครั้งเพื่อปฏิบัติธรรมโดยมีหลวงปู่กั่นแนะนำ ผีดุมากถ้าไปทำไม่ดีบริเวณนั้น
สำหรับบ่อน้ำ ๒ บ่อใกล้ชะง่อนหน้าผา นั้นไม่เคยแห้ แม้ในปีที่แห้งแล้งที่สุดแผ่นหินถูกแดดเผาร้อนจัด แต่น้ำจะไม่แห้ง พระธุดงค์ทั้งในอดีต-ปัจจบัน ได้อธิฐานจิตปลุกเศกน้ำ ๒ บ่อนี้ตลอดมา ถือว่าเป็นบ่อน้ำศักดิ์ ผมได้มีโอกาสได้ไปอาบหลายครั้ง(ตักอาบข้างนอกครับ) แล้วสะบายใจ
จากข้อสัญนิฐานของหลายๆ ท่านว่าบ่อน้ำนั้นเป็นอะไรนั้น ผมขอแย้งอย่างสิ้นเชิงว่า ไม่ใช่ปล่องภูเขาไฟ ไม่ใช่ดาวตก
บ่อน้ำทุกบ่อบริเวณนั้น (มีหลายบ่อที่มีดินทรายทับถมจนแน่น คือบริเวณที่มีต้นไม้ขึ้นเป็นย่อมๆ ถ้าขุดจะเป็นบ่อน้ำ ) ความคิดเห็นของผมเห็นว่า เป็นรอยน้ำพุ ที่พุ่งขุ้นมาจากใต้พื้นผิวจากชั้นได้ดินที่ลึกและไกลมาก เหตุผลคือ
๑. ภูมิประเทศโดยทั่วไปของเทือกเขาภูพาน เหมือนกับเมื่อเกิดน้ำท่วมโลก โดยกระแสน้ำได้พัดมาทางด้านทิศตะวันตกเฉียงเหนือ น้ำได้พัดพาสิ่งต่าง ๆ ทั้งดิน หิน ทราย มากองเป็นภูพาน และได้กัดเซาะทำให้เทือกเขาภูพานด้านทิศตะวันตกส่วยใหญ่เป็นหน้าผาชันพราะถูกกัดเชาะรุนแรง น้ำบางส่วนไหลล้นแนวหินดินข้ามาทางด้านตะวันออก ทำให้เกิดเป็นหุดเขา เป็นลำห้วย และภูเขาด้านตะวันออกไม่ค่อยชันมากแต่มีลักษณะค่อยลาดลง หินภูพานในแผ่นหิน จะมีทั้งทรายและกรวด ผสมกัน กรวดเกิดจากน้ำไหลก้อนหินเล็กๆ ถูกน้ำพัดพากลิ่งไปมาขัดสีกันจนเป็นก้อนกลม และมาทับถมกันเป็นเทือกเขาภูพาน เมื่อน้ำที่ไหลเชี่ยวกัดเชาะเทือกเขาภูพาน ซึ่งขณะนั้นยังมีลักษะที่ยังไม่เกาะยืดมั่นคง ก็จะมีน้ำที่สามารถกัดเซาะทะลุผ่านเทือกเขาภูพาน ขึ้นมาโผล่เป็นน้ำพุ ที่บริเวณ บ.โพนสว่าง แห่งนี้ โดยพัดพาเอาทรายและหินก้อนเล็กๆ ขนาดบูกพุดซา พัดพาออกมาด้วย แรกๆ กระแสน้ำอาจจะพุ่งแรง ต่อมากระแสน้ำค่อยลงไม่สามารถดันให้กรวดและทรายพ้นจากปากปล่องได้ จึงมีทรายและกรวดหลากสีค้างอยู่ปากบ่อ แต่ยังมีน้ำไหลออกมาค่อย ๆ ทำให้เศษดินโคลนเกาที่ขอบปากบ่อทำให้ขอบปากบ่อสูงขึ้นเป็นลำดับ ที่ผมในถ้ำในหลืบซอกหินแคบ สะอาดเมหมือนถูกล้างด้วยน้ำ นั่นคือเหตุผลส่วนหนึ่งประกอบข้อพิจารณา สำหรับทรายเปลือกหอยแครงที่พบติดอเป็นเนื้อเดียวกับก้อนหินนั้น น่าจะถูกน้ำพัดพามาจากใต้ดิน มีอีกที่หนึ่งที่ถ้ำเสี่ยงของ บ.ลาดสมบูรณ์ ต.ห้วยขาง อ.เมือง จ.สกลนคร พระท่านขุดถ้ำที่อยู่บนเขาขุดเข้าไปใต้แผ่นหินใหญุ่ลึกเข้าไปประมาณ ๖ เมตร ได้พบหอยแมลงภู่(หอยทะเล)สีเขียวอมดำ แต่ตัวหอยจะใหญ่และอ้วนกว่าหอยแมลงภู่ที่แม่ค้าอาหารทะเลขายในตลาดเล็กประมาณ ๒ เท่า พบหลายตัวกลายเป็นฟอสซิล เป็นหิน แข็ง (ไม่ทราบว่าขณะนี้ยังมีเก็บให้ที่สำนักสงฆ์ถ้ำเสี่ยงของหรือไม่)
แต่ถึงอย่างไรสถานที่แห่งนี้และบีเวณรอบ (บริเวณลานหินและหุบเขาข้างล่าง) ควรอนุรักษ์ไว้ ให้คงสภาพตามธรรมชาติไว้
อย่าเพิ่งเชื่อนะครับ ผมคิดเอาเอง
สวัสดีครับคุณบุญสม