บันทึกนี้ เป็นภาคต่อเนื่องมาจากบันทึกที่แล้วค่ะ  (บันทึก: จริยธรรมปีนี้ ให้ อะไร)  ที่ได้ลองวางหัวข้อการสอนจริยธรรมให้กับนักศึกษาในปีการศึกษาปีนี้ว่า อยากให้นักศึกษาได้เรียนรู้ เรื่อง การให้                

                       จากตัวกวนแรก “Good Friday”ปฏิกิริยาการตอบรับจัดว่า ค่อนข้างดีทีเดียว เพราะไอเดียที่เอาเกมส์จับบั๊ดดี้ มาทำให้ลึก ละเอียดอ่อนมากขึ้น ผสมกับความใส่ใจ ตั้งใจที่จะทำวันศุกร์เป็นวันพิเศษให้เพื่อน  ทำให้กิจกรรมนี้ นอกจากจะทำให้นักศึกษารู้สึกว่า ได้หวนกลับไประลักถึงวันเก่าๆ เมื่อครั้งเป็น freshy ยังเป็นการกระตุกให้เขาได้เริ่มใส่ใจเพื่อนร่วมชั้นปีมากขึ้น   

                                       สิ่งใดทำด้วยความใส่ใจ สิ่งนั้นดีเสมอ

                 แต่กิจกรรมนี้ ก็หวือหวา สนุกสนานเพียงระยะนึงเท่านั้น ทำไปได้สักระยะ  Good Fridayเริ่มฝืดและฝืน  เพราะการให้เป็นไปแต่ในเชิงรูปธรรม ซื้อของให้กัน  ซื้อขนมมาฝาก แม้ว่าการให้จะทำได้ตั้งหลายรูปแบบก็ตาม เมื่อเป็นแบบนี้ ทำไปสักพักก็หมดมุข เพราะไม่รู้จะเอาอะไรให้แล้ว และสิ่งที่ตัวเองไม่คาดว่าจะเกิดขึ้นคือ นักศึกษาบางคนรู้สึกว่า  การเข้าไปให้ความช่วยเหลือเพื่อนด้วยความจริงใจ ถูกตีค่าว่า ทำเพื่อที่จะได้มีงานส่งอาจารย์ เหมือนกับการต้องทำให้ได้ minimum requirement(เข้าวงจรการรับรู้แบบ ทำให้ครบ requirementอย่างที่นักเรียนทันตแพทย์คุ้นเคยกันนั่นแหละค่ะ) สิ่งเหล่านี้รบกวนจิตใจนักศึกษาพอสมควรเลยค่ะ เพราะ คนให้ ก็ไม่สบายใจ เพราะกลัวเพื่อนจะตีค่าความหวังดีเป็นทำเพื่อหวังผลตอบแทน คนรับ ก็ระแวงว่า เพื่อนมาช่วยเพราะเป็นการบ้านที่จะต้องทำ                  

                    เอาล่ะสิค่ะ Good Fridayดูเหมือนจะยังมีอะไรที่ไม่ลงตัว  ดูเหมือนจะขาดอะไรไปสักอย่างสองอย่าง                  

                   และแล้ว.. จะด้วยความบังเอิญ หรือชะตาฟ้าลิขิตก็ไม่รู้ ช่วงระหว่างที่กำลังหาทางออกให้กับกลุ่มนักศึกษาที่ตัวเองดูแลอยู่ ระหว่างนั้นก็ได้มีโอกาสอ่านหนังสือ Fish! Taleปฏิบัติการป(ล)ฏิหาริย์ ที่เขียนโดย สตีเฟน ลันเนม,  ฟิลิป สแตรนด์, จอห์น คริสเตนเซ่น และ แฮรี่ พอลแปลเป็นภาษาไทย โดย คุณจิระนันท์ พิตรปรีชา  ปรัชญาปลายิ้ม ถูกเสนอให้เป็นแนวคิดในการบริหารองค์กร แต่หนังสือเล่มที่ได้อ่านเป็นเวอร์ชั่นที่นำปรัชญาปลายิ้มมาประยุกต์ใช้กับ educator นั่นคือ คนที่ทำงานเป็นครู อาจารย์ทั้งหลายนั่นแหละค่ะ ว่าจะรับมือกับเด็กนักเรียนอย่างไร  อ่านแบบม้วนเดียวจบ ขอบอกว่าสนุกจริงๆ ค่ะ  อ่านแล้วเกิดกำลังใจฮึกเหิมขึ้นมาอีกโข..รู้ละว่าจะทำไงต่อกับสิ่งที่ติดๆขัดๆอยู่นี้.... 

                          ปรัชญาปลายิ้ม เขามีหลักการง่ายๆอยู่สี่ข้อด้วยกันค่ะ  คือ 

Play การเล่น

ทำให้การเรียนให้เป็นเสมือนการเล่น ทั้งครูและนักเรียนจะได้รู้สึกสนุก เมื่อสนุกก็จะเกิดการเรียนรู้ที่ดี 

Be there อยู่ตรงนั้น อย่าหันหน้าหนี

การ ใส่ใจอยู่ตรงนั้น  หมายถึง การที่เราจะนึกถึงใครในลักษณะใด มองเขาอย่างไม่ตัดสินเราจะอยู่กับเขาโดยปราศจากคำวิพากษ์วิจารณ์ในด้านลบ

อีกสิ่งหนึ่งที่น่าสนใจอีกในปรัชญาปลายิ้มนี้ เขาได้บอกไว้ว่า

การใส่ใจอยู่ตรงนั้น เริ่มต้นด้วยการที่เราได้ตัดสินใจแน่วแน่ว่า จะอยู่กับปัจจุบันทั้งตัวและหัวใจ เมื่อเราเริ่มใจลอย เราก็แค่ดึงตัวเองกลับมาอยู่กับปัจจุบันตรงหน้า มันไม่มีอะไรที่ลึกลับซับซ้อน ขอแค่เรารู้ตัว ตั้งใจและทำให้ได้เท่านั้น 

Make their day สร้างสรรค์วันดี 

การให้ด้วยใจโดยไม่ปรารถนาสิ่งอื่นใดนอกจากทำให้ใครสักคนเกิดความรู้สึกดีๆกับชีวิตขึ้นมา 

Choose your attitude เลือกทัศนคติ

เราทุกคนสามารถเลือกที่จะมีทัศนคติอย่างไรด้วยตัวเราเอง เราเป็นผู้เลือกที่จะมองในด้านบวกหรือด้านลบก็ได้ หากเรามองในด้านบวกเราก็จะมีชีวิตที่น่าอภิรมย์ หากเราเลือกทัศนคติในแง่ลบ เราก็จะจมอยู่กับทัศนคติแบบนั้น                

              แล้วสี่ข้อนี้เองค่ะ ที่เป็นส่วนเติมเต็มให้กับ คอร์สจริยธรรม ครั้งนี้ให้มีความละเอียดอ่อนมากขึ้น  ตัวเองออกแบบการเรียนรู้ใหม่กับนักศึกษาในกลุ่ม ว่าเราจะร่วมกันกำหนดวันๆหนึ่งขึ้นมาเป็น วันดีที่เราจะสร้างสรรค์ให้เป็นวันดีให้กับเขา โดยการให้นั้น ได้กำหนดให้เป็นการให้ในเชิงรูปธรรม คือการส่งการ์ดให้เพื่อน แต่ความใส่ใจ จะแทนด้วยข้อความที่จะเขียนให้เพื่อนคนนั้นจะต้องเป็น คำ ประโยค หรือเรื่องราวที่มีความหมายต่อเพื่อนคนนั้น                  

             แล้วทำยังไงเราถึงจะรู้ว่า  ถ้อยคำอะไรที่จะมีความหมายต่อเพื่อนล่ะ               

              ดังนั้นโจทย์ต่อไปที่นักศึกษาต้องกลับไปทำเป็นการบ้าน  คือ  Be there อยู่ตรงนั้น อย่าหันหน้าหนี กับเพื่อนคนที่เขาเลือกที่จะ Make their dayหรือสร้างสรรค์วันดีให้ นั่นคือ ในช่วงระยะเวลาก่อนจะถึงกำหนดวันส่งการ์ด นักศึกษาจะต้องฝึกที่จะ Be there  กับเพื่อน คนที่เราเลือกแล้วว่าจะส่งการ์ดให้                

               นอกจากนี้ ยังเพิ่มความท้าทายให้นักศึกษาลอง  Be there กับเพื่อนที่เขาไม่สนิท หรือเป็นคนที่อยู่วงรอบนอกในวงโคจรความสัมพันธ์ของเขา                

          กระบวนการทั้งหมดนี้ ออกแบบให้เหมือนกับ การเล่น (แต่เอาจริง) และหวังว่าเป็นการ ชี้ชวนให้นักศึกษาได้ละเอียดอ่อนมากขึ้นก่อนที่จะ ให้ อะไรกับเพื่อน น่าจะนำไปสู่ การเลือกทัศนคติบวกให้กับตัวเอง และเลือกที่จะมีทัศนคติบวกกับเพื่อนในชั้นปีต่อไป