ช่วงนี้ดิฉันกำลังเข้าไปเรียนรู้เรื่องระบบส่งเสริมการเกษตร  ซึ่งเป็นแก่นหลักของการทำงานในหน้าที่นักส่งเสริมการเกษตรกับเกษตรกร เพราะการทำงานในระยะ 3 ปีให้หลังนั้นมีปรากฏการณ์ต่าง ๆ เกิดขึ้นมากมายกับงานส่งเสริมการเกษตร ที่เกิดขึ้นทุกแง่มุมและมีการเคลื่อนไหวของเนื้อหาสาระและข้อมูลอย่างต่อเนื่อง จนกระทั่งทำให้เห็นถึงชั้นความห่างที่เกิดขึ้นในองค์กรของแต่ละระดับช่วงชั้นค่อนข้างมาก

     ฉะนั้น จึงมีทีมงานที่ถูกมอบหมายให้ทำหน้าที่ "ปรับปรุงระบบส่งเสริมการเกษตร" เพื่อนำมาใช้ในการดำเนินงานให้สอดคล้องกับทุกระดับ  ซึ่งดิฉันก็เลยถือเป็นโอกาสที่มาถึงตัวคือ ได้เรียนรู้งานยาก ๆ อีกหนึ่งชิ้นที่นาน ๆ หลาย ๆ ปีจะมีสักครั้งหนึ่ง

     หลักการของดิฉันก็คือ 1. เป็นผู้เรียน  2.  เขาให้ช่วยทำอะไรเราก็ทำ เช่น ช่วยเขียน  ช่วยบันทึก  ช่วยจับประเด็น เป็นต้น  เพราะสิ่งที่ดิฉันกำลังเรียนรู้นั้นถือว่า  เป็นการเรียนรู้จากพี่ ๆ ที่เป็นคณะทำงาน  และเรียนรู้จากผู้ที่เข้ามามีส่วนเกี่ยวข้องทุก ๆ คน เช่น  เจ้าหน้าที่ที่ปฏิบัติงานในพื้นที่  นักคิด  นักพูด  นักบริหาร เป็นต้น

     ซึ่งสิ่งดิฉันได้เห็นและได้ฟังก็คือ  ประสบการณ์จริงของเจ้าหน้าที่ที่ทำงานกับเกษตรกร  ชุมชน  และเครือข่าย ที่เราได้จัดเวที Workshop เพื่อฟังพื้นที่เล่าความจริงของการทำงาน  โดยเจ้าหน้าที่ที่มารวมกัน ประมาณ 30 คนนั้นถือว่าเป็นผู้ที่มีประสบการณ์ หรือ Best Practice ในงานส่งเสริมการเกษตร ที่ผ่านวิถีชีวิตการทำงานให้กับองค์กรที่สำเร็จมากมาย เพราะข้อสรุปที่เกิดขึ้นก็คือ  งานส่งเสริมการเกษตรที่เกิดผลงานหรือความสำเร็จนั้นมาจากเจ้าหน้าที่ใช้ความสัมพันธ์ส่วนตัวเป็นหลักในการทำงาน

     ดังนั้น การจัดการความรู้ หรือ KM จึงเป็นเครื่องมือที่ช่วยรวมวิธีการทำงาน และสร้างช่องทางของการเล่าสู่กันฟัง ให้เกิดขึ้นเป็นเนื้อหาสาระและข้อมูลของความรู้ที่มีคุณค่าอันนำมาสู่การปรับปรุงระบบส่งเสริมการเกษตร ที่นำเหตุการณ์จริงในพื้นที่มาใช้เพื่อยกระดับของระบบงานอย่างมีคุณภาพได้ เพราะเป็นปรากฎการณ์ที่เจ้าหน้าที่ทำแล้วเห็นผลนั่นเอง.