เราหลงวนอยู่กับความเคยชิน เีคยหลงโลกอย่างไรก็ยังหลงอยู่ หลงในสิ่งของ ลาภ ยศ ทรัพย์สมบัติ หลงในสิ่งที่เป็นอนิจจัง ไม่เที่ยงแท้ และก่อทุกข์ก่อกิเลสให้ได้เสมอ...
โชคดีอีกแล้ววันนี้ ได้อ่านคำสอนของหลวงพ่อคำเขียนเมื่อปี ๒๕๓๔ ในเรื่อง"สติปัฏฐาน ๔" จากเว็บของลานธรรมจักร (หลวงพ่อคำเขียน สุวณฺโณ ตอบปัญหาธรรม [สติปัฏฐาน ๔] ) มีคำพูดส่วนหนึ่งที่ทำให้ตัวเองนึกถึงการ "รู้ตัว" หรือ "ไม่รู้ตัว" ไว้ดีมากๆ ดังนี้...
"...นกอยู่บนฟ้าไม่เห็นฟ้า ...
ปลาอยู่ในน้ำไม่เห็นน้ำ
ไส้เดือนอยู่ในดินไม่เห็นดิน
หนอนอยู่ในคูตรไม่เห็นคูตร
ต่อเมื่อใดมันออกจากสภาวะนั้นก็หลุด..."
เปรียบเสมือนทุกวันนี้ เราหลงวนอยู่กับความเคยชิน เีคยหลงโลกอย่างไรก็ยังหลงอยู่ หลงในสิ่งของ ลาภ ยศ ทรัพย์สมบัติ หลงในสิ่งที่เป็นอนิจจัง ไม่เที่ยงแท้ และก่อทุกข์ก่อกิเลสให้ได้เสมอ เคยมีอารมณ์อย่างไรก็มีอารมณ์อยู่อย่างนั้น เช่นโกรธใครก็ไม่สามารถปล่อยหรือให้อภัยได้ อยู่กับความโกรธ "เป็น"โกรธตลอด ไม่มีความสุข หลงวนเวียนเป็นเช่นนี้ทุกเมื่อเชื่อวัน เหมือนกับหนอนที่อาศัยในคูตร ฉันใดฉันนั้น ต่อเมื่อออกจากคูตรมาเท่าแล้วนั้นจึงจะเห็นว่าคูตรเป็นอย่างไร
หลวงพ่อคำเขียนยังยกตัวอย่างที่แจ่มชัดมากอีกประการหนึ่งให้เห็นถึงการ"รู้ตัว"และ"ไม่รู้ตัว"ดังนี้...
"สมมตินะคุณประสาน (อุบาสก) ไปนั่งตากแดดอยู่โน่นตั้งแต่เกิดมาจนอายุ ๓๐ ปีี บัดนี้วันดีคืนดีมาอยู่ในร่ม การสัมผัสร่มกับการสัมผัสแดดมันต่างกัน ใครบอก? มีใครบอกไหม ไม่มีใครบอกอะไร มันรู้ปัจจัตตัง รู้เอง เกิดสภาวธรรมแล้วจะไปนั่งอยู่กลางแดดได้อย่างไร ร้อนอย่างนั้น ไม่ว่ามีอะไรจะมาผลักไสไปอยู่ในแดด มันก็ไม่จนตัวอยู่ในสภาพอย่างนั้น มันก็หาทางอยู่ที่ความไม่ทุกข์ ความไม่โลภ ความไม่โกรธ ความไม่หลง"
สวัสดีครับ ... อาจารย์กมลวัลย์
แวะมารับความรู้ทางธรรมจากอาจารย์ ... ครับ
ถึงอ่านแล้วเข้าใจบ้าง ไม่เข้าใจบ้าง ก็ขอบอกว่า
"ขอบคุณครับ"
ผมเชื่อว่า ยังมีคนอีกมากมายที่ไม่เคย "รู้ตัว" เอง ...
เวลามีคนอื่นมาบอกมาเตือน ก็ดันนึกว่า เค้ามาจับผิดตัว ตำหนิตัว ... ก็จะแสดงความโกรธออกมา นึกสาบแช่งอยู่ในใจ
แต่คนที่รู้ตัว รู้ตน ... จะคิดถึงสิ่งที่พูดก่อนว่า จริงหรือไม่ .. ถ้าจริงลองแก้ไขดูสิว่า ดีหรือยัง ถ้าไม่จริง ก็ต้องมองดูอีกที
วัตถุ มี 360 องศา .. ใจก็มี 360 องศา .. มนุษย์เรามักมองแค่ไม่กี่องศา ด้านหน้าอีกต่างหาก แล้วมนุษย์จะทราบไหมครับว่า ... อีก 300 กว่าองศา มันเป็นอย่างไร
สาธุ ! ขออนุโมทนาบุญครับ ... อาจารย์ :)
ผมอยู่ในธรรมชาติจึงต้องเรียนรู้ธรรมชาติ แต่ไม่หลงธรรมชาติ บางครั้งคนนั่งสมาธิยังหลงไปว่ามีความสุขเลย อย่าว่าแต่ฆราวาส แม้แต่พระยังเป็น บาปใหมเนี่ย
สวัสดีค่ะ
อ.Wasawat Deemarn
ขอบคุณอาจารย์ที่แวะเข้ามาอ่านเสมอเช่นกันค่ะ
การไม่รู้ตัวนี้เป็นเรื่องร้ายกาจจริงๆ ค่ะ เช่นที่อาจารย์เล่านะคะ คนมาเตือน ก็คิดว่าเขามาจับผิด แบบนี้เขาเรียกว่าหลงอยู่ในโลกร้ายเลยค่ะ คืออะไรๆ ก็จะร้ายกับเขาไปหมด น่าสงสารค่ะ
คนที่รู้ตัวก็คือคนที่มีสติค่ะ หลวงพ่อคำเีขียนท่านว่า ถ้ามีสติ แล้ว ศีลจะมาเอง แถมปัญญาก็จะเกิดด้วยอีกต่างหากค่ะ
สำหรับตัวเองแล้ว การมีสติเป็นเส้นทางลัดสู่ความไม่ทุกข์ค่ะ ^ ^
สวัสดีครับ
พอหลุดแล้ว ผมนึกถึงเหตุการณ์ที่มีผู้ถามหลวงปู่ดูลย์ว่าหลวงปู่มีโกรธอยู่ไหม ท่านตอบว่า มี แต่ไม่เอา
และผู้รู้ท่านหนึ่ง บอกว่า ปะปน แต่ไม่เปรอะเปื้อน
ขอบคุณครับ
บางครั้งก็ยังอยู่แดดอยู่เลยค่ะ แต่พยายามรีบเข้ามาในร่มค่ะ ขอบคุณบันทึกนี้ค่ะ
สวัสดีค่ะ
คุณลุงเอก
การนั่งสมาธินั้นเป็นสมถะค่ะ ถ้านั่งเยอะๆ ก็อาจจะติดได้ค่ะ หลวงพ่อคำเขียนท่านก็กล่าวถึงค่ะว่าท่านเคยติดการนั่งสมาธิมาก่อน ไปไหนมาไหนก็คิดถึงแต่ห้องพระ ^ ^ ก็คือยังมีการยึดติดอยู่น่ะค่ะ แต่เมื่อเจริญสติ"รู้ตัว"แล้วก็หายค่ะ
สวัสดีค่ะน้องกบ
ข้ามสีทันดร
พี่ก็จำได้ค่ะ อ่านประโยคนี้จนติดตาเหมือนกัน "มี แต่ไม่เอา" ^ ^
ส่วน ปะปน แต่ไม่เปรอะเปื้อนนี้ก็ชัดเจนคมคายมากเช่นกันค่ะ
ขอบคุณมากนะคะ ^ ^
สวัสดีค่ะคุณ
ใบบุญ
แบบนี้แปลว่ารู้ตัวแล้ว ^ ^ เพราะเคยรู้จักร่มเงาแล้ว แต่บางทีก็แวบออกไปกลางแดดเพราะสิ่งแวดล้อมและความเคยชิน คนที่รู้แล้วจะหาทางกลับเข้ามาในร่มเงาเสมอค่ะ
ขอบคุณที่แวะมา ลปรร นะคะ ^ ^
สวัสดีค่ะ
คุณ naree suwan
ความพยายามแม้แต่เล็กน้อยก็ถือว่าได้ปฏิบัติแล้วล่ะค่ะ เพียงแต่ว่าทำเล็กๆ น้อยๆ นั้นให้ต่อเนื่องเรื่อยๆ ก็จะกลายเป็นมีสติรู้ตัวทั่วพร้อมตลอดเวลาค่ะ
กำลังฝึกอยู่เหมือนกัน เป็นเพื่อนร่วมทางกันค่ะ ^ ^
อาจารย์ครับ
ท่านอาจารย์คำเขียนใช้หลักมหาสติปัฐฐาน 4 เช่นเดียวกับอาจารย์ท่าน ธัมมธโร แห่งสำนักสงฆ์ไทรงามที่ผมบวชอยู่ 1 พรรษา
เจริญสติด้วยอุบายเดียวกันคือการคู้แขน และสอนด้วยการปฏิบัติจริงๆ ท่านอาจารย์ธัมมธโรให้พระทุกรูปที่บวชใน 1 พรรษาไม่ต้องรับนิมนต์ไปสวดที่ไหนๆ ให้ปฏิบัติ เพราะพวกบวชน้อยต้องปฏิบัติมากๆ
ได้หลักมาเตือนสติมากครับ ดีกว่าการอ่ายเฉยๆ ไม่พอต้องปฏิบัติด้วยจึงจะรู้สึกสภาวะจริงแท้ของจิตว่ามันเหมือนลิงอย่างไร
ผมก็แค่ธุลีของท่านเท่านั้นเอง
ขอกราบคาระวะอาจารย์คำเขียนและท่านธัมมธโรผู้สั่งสอนให้คนเป็นคนดีเป็นพุทธ..
ขอบคุณอาจารย์ที่มาเตือนสติกันครับ
พี่เคยอธิษฐานว่า ขอให้มีสติรู้ตัวโดยเร็วว่ากำลังทำอะไร ไม่ถูกต้องอยู่ เช่น กำลังมีความโกรธ
ขอจงมีสามารถควบคุมจิตใจให้เป็นปกติ รู้ตัว รู้สติ อยู่ตลอดเวลาค่ะ
แม้ว่า คนอื่นอาจ พูดผิด คิดผิด หรืออาจล่วงเกินเรา ทั้งโดยมีเจตนาและไม่เจตนา อาจมีไม่พอใจบ้าง แต่ก็ขอให้มีสติรู้โดยเร็ว อย่าได้โกรธนาน อย่าผูกใจเจ็บเขา ให้มีจิตให้อภัยได้โดยง่ายค่ะ
พี่คิดว่า การมีสติรู้ตัว เป็นเรื่องที่สำคัญมากค่ะ คงต้องฝึกไปเรื่อยๆ ตอนนี้ ก็มีหลุดอยู่เหมือนกัน
สวัสดีค่ะ
พี่ บางทราย (คนเข็นครก ขึ้นภูเขา)
ตัวเองได้ทดลองปฏิบัิติโดยใช้หลักมหาสติปัฏฐาน ๔ เช่นเดียวกันค่ะ แต่ยังไม่เคยมีโอกาสไปฝึกกับหลวงพ่อใดๆ เลย แต่หนังสือเล่มแรกที่ทำให้เข้าใจเรื่องการ"ดู"กับการ"เป็น" ก็คือหนังสือของหลวงพ่อคำเขียนเรื่อง "ผู้ดู ผู้เป็น" นี่แหละค่ะ ท่านเขียนเล่าตอนที่ท่านไปฝึกกับหลวงพ่อเทียนด้วย เล่าแบบที่ท่านเล่า ยกตัวอย่างจนเรารู้สึกได้ว่าการปฏิบัติวิปัสสนากรรมฐานไม่ใช่เรื่องยาก และสามารถทำได้ตลอดเวลา โดยการฝึกเป็นผู้ดู มีสติเสมอ แต่ตัวเองไม่ได้ฝึกเรื่องการดูกายหรือทำท่าทางตามที่ท่านสอนหรอกค่ะ ใช้วิธีตามที่อ.ศิริศักดิ์สอนแทน.. เริ่มที่การเดิน..ทุกก้าวต้องมีสติ แค่นี้ก็ทำได้ทั้งวันแล้วค่ะ ^ ^ หลุดบ้างไม่หลุดบ้างค่ะ แต่ถ้าได้ไปฝึกวิปัสสนาสัก ๗ วัน คงจะดีขึ้นอีกบ้างแน่ๆ เชียวค่ะ ^ ^
ขอบคุณพี่บางทรายที่แวะเข้ามา ลปรร ค่ะ
สวัสดีค่ะคุณพี่ศศินันท์
sasinanda
ความโกรธดูไม่ยากเลยค่ะ ตัวเองเริ่มโดยการใช้การประชุม(ที่เคยเป็นโกรธบ่อยๆแต่ก่อน) เป็นที่ฝึกปฏิบัติค่ะ คือรู้อยู่แล้วว่าเดี๋ยวจะ้ต้องมีอารมณ์แน่ๆ แล้วคราวนี้เข้าไปคอยตั้งใจ"ดู"เลยค่ะ พอได้เห็นว่าตัวเองโกรธเท่านั้นแหละค่ะ เหมือนกับที่หลวงพ่อคำเขียนบอกว่าได้เข้ามาอยู่ในร่ม(หลังจากอยู่กลางแดดมานาน.. ) ยอมรับว่าตกใจมากค่ะ และก็ไม่อยาก"เป็น"โกรธอีกเลย ทำให้เราลดระดับอารมณ์ตอนนั้นได้อย่างทันที(เพราะรู้ตัว)เลยค่ะ
เดี๋ยวนี้เป็นคนไม่ผูก(พยาบาท) หรือยึดติดกับเรื่องใดๆ เท่าไหร่เลยค่ะ ว่ากันไปด้วยเหตุผลและความรับผิดชอบ.. ไม่ได้ตามที่เราตั้งใจ..ก็ต้องยอมรับ..เพราะพยายามแล้ว แต่จะไม่ไปอารมณ์เสียหรือน้อยอกน้อยใจเหมือนสมัยก่อนแล้วค่ะ ^ ^
อย่างที่ว่าค่ะว่า พอได้เข้าร่มแล้ว..มันสบายกว่าเยอะ..ให้ไปยืนกลางแดดอีกก็ไม่เอาแล้วค่ะ
ขอบคุณคุณพี่ที่เข้ามา ลปรร นะคะ ฝึกไปเรื่อยๆ รับรองได้ผลดีแน่นอนค่ะ ^ ^
อืมมม.....!
สวัสดีครับ อาจารย์กมลวัลย์ ...
อาจารย์ครับ เกิดมีคำถามขึ้นในใจว่า ... ผมเห็นคนที่มีความเชื่อมั่นในตัวเองสูง ๆ หรือที่นักจิตวิทยาเรียกว่า คุณโก้ (ego) ... เค้ามักจะยึดมั่น ถือมั่นตัวเอง มีความภาคภูมิใจในตัวเอง (อย่างคุณเบิร์ดบอกไว้) และมักจะตัดสินคนอื่น หรือ ความคิดของคนอื่น โดยใช้ตนเองเป็นศูนย์กลาง ซึ่งสอดคล้องกับความคิดเห็นข้างต้นของผม ครับ ว่า
" ... เวลามีคนอื่นมาบอกมาเตือน ก็ดันนึกว่า เค้ามาจับผิดตัว ตำหนิตัว ... ก็จะแสดงความโกรธออกมา นึกสาบแช่งอยู่ในใจ ..."
สิ่งที่กระทำอีกอย่างคือ การเพิกเฉยต่อคำแนะนำเหล่านั้น ทำเป็นตาบอด หูหนวก ไปเลย ... โดยไม่ยอมแก้ไขใด ๆ ทั้งสิ้น เพราะคงคิดว่าตนถูกต้องอยู่ ใครจะมาแก้ไข ถือว่า ว่ากัน
อาจารย์กมลวัลย์ครับ ... แบบนี้ ego ของคน ทำให้คน ๆ นั้น ไม่รู้ตน ไม่รู้ตัวเอง หรือเปล่าครับ
:) ขอบคุณครับ
สวัสดีค่ะคุณ
15. ร่มไม้ใหญ่ใกล้ทาง
ยินดีต้อนรับค่ะ
สวัสดีค่ะ
อ.Wasawat Deemarn
สำหรับคำถามที่ว่าคนเหล่านั้นไม่รู้ตัวเองใช่หรือไม่นั้น พระพุทธองค์ท่านมีพุทธดำรัสทำนองว่า
“.....ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ปุถุชนผู้ยังมิได้เรียนรู้ในโลกนี้ ย่อมเห็นรูป...เวทนา...สัญญา... สังขาร...วิญญาณ นั่นของเรา นั่นเป็นเรา นั่นเป็นตัวตนของเรา ส่วน อริยสาวกในพระพุทธศาสนา ผู้ได้เรียนรู้แล้วย่อมพิจารณาเห็นว่า รูป...เวทนา...สัญญา... สังขาร...วิญญาณ นั่นไม่ใช่ของเรา นั่นไม่ใช่เรา นั่นไม่ใช่ตัวตนของเรา.....” (คัดมาจาก 278 อัตตา-อนัตตา ในขันธ์ ๕ )
เห็นได้ชัดว่าคนเหล่านี้ยังไม่รู้ตัว เพราะยังมีอุปาทานสูง ยังยึดขันธ์ ๕ ว่าเป็นตัวเราของเราอยู่ และผลของการยึดมั่นถือมั่นจะทำให้เกิดทุกข์ เหมือนยังอยู่กลางแดด อยู่ตลอดเวลา แล้วยึดตำแหน่งที่ยืน(จุดยืน)อยู่ว่าถูกต้องแล้วน่ะค่ะ หารู้ไม่ว่ากำลังอยู่ในที่ร้อน.. ^ ^
ขอบพระคุณ ... อาจารย์กมลวัลย์ เป็นอย่างสูงครับ
ที่แท้คนเราชอบ "ขันธ์ 5" กันนี่เอง ครับ
Ego = ขันธ์ 5
:)
ค่ะ
อ.Wasawat Deemarn
คนเรามีอัตตาเนื่องมาจากไปยึดมั่นถือมั่นกับเรื่องที่ไม่แน่นอนน่ะค่ะ ยึดมาก ก็ทุกข์มาก ไม่ยึด ก็ไม่ทุกข์ค่ะ
ขอบคุณค่ะอาจารย์ ^ ^