เมื่อผมได้พูดคุยกับน้องหมอเมืองปาย น้องคนดอย ผมก็ประหลาดใจ เมื่อนั่งฟังลุงเอก ยิ่งประหลาดใจ เพราะน้องหมอเมืองปายคือนายแพทย์สงบ นิ่ง เย็น เรียบง่าย น้องคนดอยเป็นวิศวกรทำงานปูนใหญ่ ดูทันสมัย ทั้งวิสัยทัศน์ก้าวไปไกลแต่สนใจเรื่องคน แล้วลงลึกมากขึ้น  ส่วนลุงเอกนี่พูดจาทีไรมีมุมน่าคิดหล่นพราวไปหมด ทั้งสามท่านสนใจเรื่องคน เรื่องสังคม เรื่องอนาคต เรื่องการพัฒนาสังคมอันพึงประสงค์ ต่างมาเรียนรู้ แลกเปลี่ยนรับและให้แก่กัน  

มิไยต้องกล่าวถึงทุกท่านที่ก้าวเข้ามาในก๊วนแซ่เฮล้วนถูกมนต์ตราเฮฮาศาสตร์สาดใส่จนหัวใจสุกงอม  

ทุกท่านก้าวออกมาจากสังคมที่อิงอาศัยอยู่ รับรู้เหมือนกันหมด สัมผัสได้เหมือนกันหมด และดิ้นรน ขวนขวาย กระหายที่จะแทรกตัวเข้าไปนั่งอยู่ในสังคมอันพึงประสงค์ ที่คนส่วนใหญ่ก็ต้องการ  แต่บังเอิญกลุ่มคนแซ่เฮมี G2K เปิดเป็นโลกในมิติแห่งกาละพิเศษไว้ มันก่อตัวขึ้นและกำลังพัฒนาสู่ความเข้มแข็งมากขึ้น 

ท่ามกลางความทันสมัยนั้น  

เราเบื่อหน่ายที่วันต่อวันเห็นคนเอารัดเอาเปรียบ และเมื่อเราอิงอาศัยในเมืองเราเอง ก็ถูกบังคับโดยกลไกสังคมให้จำต้องทำหลายอย่างเช่นนั้น ทั้งที่หัวใจบอกไม่ดี ไม่อยากทำ  

เราเบื่อหน่ายต่อหน้าไหว้หลังหลอก ลวงโลกไปวันๆ หาความจริงใจไม่มี  ไม่รู้เลยว่าสิ่งร้ายนั้นจะหมุนมาถึงตัวเรา ครอบครัวเราเมื่อไหร่ 

เราขุ่นแค้นพวกมีอำนาจหน้าที่ทั้งตำแหน่งและการเงินมาใช้อภิสิทธิ แสดงความเหนือกว่าในชีวิตประจำวัน 

เราถูกบังคับให้รีบเร่ง และดำเนินชีวิตภายใต้กฏกติกาที่ทำลายความเป็นอิสระแห่งชีวิตมากขึ้นทุกวันทุกวัน  

...ฯลฯ...

หัวใจเราเฝ้าถามหาสิ่งดี ดีกับชีวิต กับคนรอบข้าง กับการอยู่ร่วมกัน และหลุดออกไปจากฝันร้ายต่างๆนั้นเสียที 

แล้ววันหนึ่งมุมหนึ่งของสังคมที่จมลึกลงไปทุกทีนี้ก็มีแสงสว่างน้อยๆส่องมา เราสัมผัสไออุ่นได้  เรารับรู้ถึงสิ่งที่ถามหาได้  เราอิ่มเอิบกับสิ่งที่ขาดหายไปในชีวิตได้ 

กลุ่มคนกลุ่มหนึ่งฟื้นฟูวัฒนธรรมบางอย่างขึ้นมา ที่เรียกหาความรักแก่กัน  เอื้ออาทรแก่กัน ให้ใจแก่กัน รักและศรัทธาแก่กันและกัน ลดละสิ่งอันไม่พึงประสงค์ออกไป   

ทำไมเมื่อพบกันต้องผวาเข้าหากันอย่างกับพี่และน้องที่จากกันมานานแสนนาน 

ทำไมเมื่อจากกันถึงอาลัยอาวรณ์แก่กัน ดังกับจะไม่ได้พบกันอีก 

ทำไมถึงแสดงมธุรสวาจาแก่กัน ถวิลหากัน 

คนกลุ่มนี้มิใช่ญาติพี่น้องที่ตามติดกันมา เปล่าเลย.. 

ยังจะมีอีกหรือ สภาพของกลุ่มคนที่ปฏิบัติต่อกันเช่นนี้ ผมเองตามติดมาตลอดและเฝ้าสังเกต จนผมประสพเองกับห้วงหนึ่งของเวลา สามัญสำนึกบอกว่า มีสังคมแบบนี้เกิดขึ้นจริงๆ ที่วิญญาณผมสัมผัสได้ มันอบอุ่นอย่างประหลาด และเกิดปิติอย่างที่ไม่เคยเกิดขึ้น จนผมต้องปิดประตูฟังหัวใจคร่ำครวญ 

มันเป็นหน่ออ่อนของสังคมอันพึงปรารถนา ที่จะก้าว พัฒนาขึ้นไป ผมเชื่ออย่างนั้น บางท่านอาจจะคิดว่า มันก็แค่ประเดี๋ยวประด๋าว  เวลาผ่านไปมันก็กลืนตัวมันเอง  ผมไม่การันตีสิ่งที่เกิดว่าเป็นภูเขาอันหนักอึ้งที่ไม่เขยื้อน  แต่ผมคนหนึ่งละที่จะทนุถนอมสิ่งดีดีนี้ไว้กับสังคมเรา 

เราอ้าแขนรับเพื่อนทุกคนที่ปรารถนาครับ มาเถิด เราก้าวไปด้วยกัน