การสร้างสังคมเข้มแข็งและดีงามโดยใช้โรงเรียนเป็นฐาน
จำเป็นต้องอาศัยแรงศรัทธาและความเชื่อมั่นในเพื่อนร่วมส้งคมด้วยก้น
เป็นงานก่อสร้างที่ไม่มีกำหนดเวลาเสร็จ
เป็นงานขายที่ไม่มีกำหนดตัวเลขว่าจะต้องทำเป้าให้ได้เท่าไร
การสร้างสังคมดีๆ โดยเริ่มจากการพูดคุยกันดีๆ ที่บ้าน
มาสู่เครือข่ายครอบครัวโดยใช้โรงเรียนเป็นฐาน
เป็นงานที่ค่อยเป็นค่อยไปทีละนิด
ต้องลงมือทำด้วยความผ่อนคลาย เบิกบาน
อาศํยแรงจูงใจที่เกิดจากภายในใจแต่ละคน
มากกว่าแรงกดดันจากภายนอก
จึงจะเป็นสังคมที่เข้มแข็ง ดีงาม และยั่งยืน
วันที่ ๑๒ ๑๔ และ ๑๖ พ.ย.๕๐
มีการประชุมสมาชิกสภาครอบครัวเพลินพัฒนา
ที่ต้องจัด ๓ วัน เพราะคณะกรรมการบริหารสภาครอบครัวฯ
เห็นว่าพ่อแม่ของเพลินพัฒนาก็เหมือนกับเด็กๆ ทั้งโรงเรียน
ที่มีความแตกต่างกันทางวัยและประสบการณ์มาก
เนื่องจากโรงเรียนเพลินพัฒนาเป็นโรงเรียนที่มีการเรียนการสอน
ตั้งแต่ระดับก่อนเตรียมอนุบาล จนถึงมัธยาศึกษาตอนปลาย
จึงตัดสินใจแยกประชุมสมาชิกสภาฯ (ตัวแทนห้องเรียนๆละ ๒ คน)
โดยแบ่งเป็นกลุ่ม ตามช่วงชั้นของลูกๆ
แล้วก็ได้เห็นว่าข้อสันนิษฐานเป็นจริงตั้งแต่ช่วงแรกของการประชุม
ในการเล่นเกมกระตุกผ้าเรียกชื่อฝั่งตรงข้าม
จะเห็นเลยว่าผู้ปกครองของช่วงชั้นเด็กเล็ก-อนุบาลเล่นกันแบบตรงไปตรงมา
พอเปลี่ยนช่วงชั้นก็จะเห็นเทคนิคแพรวพราวมากขึ้นไปตามระดับของช่วงชั้น
นั่นคือผู้ปกครองของช่วงชั้นมัธยมเป็นกลุ่มที่ใช้กลเม็ดกลยุทธมากสุด
ผลจากเกมนี้ทำให้บรรยากาศการประชุมที่ตามมาทั้งหมด
สนุกสนาน เป็นกันเอง
และมีการแลกเปลี่ยนเรียนรู้กันอย่างไหลลื่นตลอดจนจบ
ประเด็นที่พูดคุย - บอกเล่ากันก็คือ
การจัดกิจกรรมระหว่างครอบครัวต่างๆ ของแต่ละกลุ่ม แต่ละห้องเรียน
และวิธีการสื่อสารระหว่างครอบครัว
เมื่อนำมาแชร์กันแล้วทางคณะกรรมการฯ ได้ข้อมูลเป็นวิธีการจัดกิจกรรมมากมาย
ที่จะนำไปเผยแพร่ให้ผู้ปกครองอื่นๆ
และกลุ่มที่มาพูดคุยกันวันนี้ก็ได้มีการสานเครือข่ายกันไปเรียบร้อย
การพูดคุยเรื่องของลูกนั้น คนที่มีลูกจะเข้าใจว่าคุยได้ทั้งวันไม่เบื่อ
การจัดโอกาสให้พ่อแม่มาคุยกันในบรรยากาศอบอวลไปด้วยมิตรภาพ
ทำให้มีทั้งการแชร์ความสุข และความกังวลใจ
ซึ่งการพูดคุยกันอย่างสุนทรียสนทนานี้
ไม่ได้จำกัดอยู่แต่ว่าจะต้อง "คัดเลือก" แต่เรื่องดีๆ มาคุยกันเท่านั้น
แต่เราแชร์ความกังวลใจกันได้
ซึ่งก็มักเป็นเรื่องของพฤติกรรมของเด็กๆ ที่ต่างยุคสมัยจากที่พ่อแม่ผ่านมา
วงสนทนาในสามวันนี้ มีทางออกเบื้องต้นคือ
พ่อแม่ต้องมาเจอกันบ่อยๆ คุยกันมากๆ
เพราะคำบอกเล่าจากลูกบ้านหนึ่งจะถ่ายทอดไปสู่พ่อแม่บ้านอื่นๆ
ทำให้พ่อแม่เข้าใจสถานการณ์ที่ลูกพบเจอได้มากขึ้นจากหลายๆ มุมมอง
นอกจากจะทำความเข้าใจด้วยกันเองแล้ว
ก็จะมีการเรียนรู้พฤติกรรมและพัฒนาการเด็กๆ โดย
จัดวงสนทนาวงเล็กๆ ที่จะเชิญนักจิตวิทยามาเป็นวิทยากรเป็นครั้งคราว
เพื่อแนะนำเทคนิคการจัดการกับพฤติกรรม ทั้งที่พึงประสงค์และไม่พึงประสงค์
การคุยกันเป็นวงเล็กๆ ทำให้ยกกรณีศึกษาขึ้นมาเป็นตัวอย่างได้
เพราะอันที่จริงพ่อแม่ก็พอจะเข้าใจ "หลักการ" ในการเลี้ยงลูกกันอยู่แล้ว
เวลาสามชั่วโมงครึ่งผ่านไปอย่างรวดเร็ว
ตัวแทนพ่อแม่แต่ละห้อง ต่างแยกย้ายกันไปแล้ว
ทว่าได้เกิดสายใยโยงระหว่างกัน ถึงจะใสบาง
แต่ก็จะเข้มแข็ง และทนทาน ตราบเท่าที่ทุกคนยังไม่ปล่อยมือ
พลังที่ค่อยๆ มาเกาะ มารวมกัน เป็นเครือข่ายโยงใยนี้ กำลังจะก่อตัวเป็นอนุภาค เป็นมวล ที่ครูส้มเป็นเพียงผู้เฝ้าสังเกตดูอยู่ข้างๆ อย่างมีความสุขเพราะได้รับพลังไปด้วยนั่นเอง