"จริงซี่ งานสีขาวจริงๆ"

  โดยส่วนตัวผู้เขียนจะไม่ดื่มสุราต่างๆ แต่เคยทดลองอยากรู้ว่า เมาเป็นอย่างไร จึงลองซื้อเหล้ามาดื่ม ประมาณ ๑ใน๔ ขวดกลม ผู้เขียนก็มีอาการควบคุมมือไม่ได้ หยิบจับอะไรหล่นหมด ถามว่าสติยังอยู่ไหม มันมีอาการเบลอๆ วูบวาบ ไม่ถึงกับทำอะไรไม่รู้ตัว หรือหลับสลบไสล เหมือนในภาพยนต์ หรือว่าผู้เขียนจะดื่มน้อยไป

   ในแวดวงเพื่อนฝูงทราบดี เพราะผู้เขียนเคยบอกไว้ว่า ข้าวปลาอาหารสั่งให้กิน เลื้ยงได้ แต่ขอร้องอย่าให้เลี้ยงเหล้าเลย

แต่ผู้เขียนมิได้รังเกียจคนดื่มเหล้า หลายๆคนก็ดื่มได้พอควร ไม่เสียอาการแต่อย่างใด และการดื่มเหล้าก็เป็นการผิดศีลขั้นอาบัติ ไม่ถึงปาราชิก เหมือนข้ออื่นๆ เช่นผิดศิลข้อที่๑ คือการฆ่า เป็นความผิดร้ายแรงที่แก้ไข ให้สิ่งที่ถูกฆ่า ย้อนกลับมามีชีวิตไม่ได้อีก ปาราชิกในนักบวช และต้องตกนรกแน่นอน ตามกฏแห่งกรรม

   ส่วนการดื่มเหล้า จะมีความเสี่ยงสูงต่ออบายมุข คือ เหมือนคนที่ต้องยืนอยู่ปากหลุม ปากเหว ล่อแหลมที่จะตกลงต่ำได้ง่าย ถ้าจะกล่าวถึงโทษก็อาจมีผลเสียต่อสุขภาพ โดยเฉพาะอวัยวะที่บอบบาง และมีหน้าที่ต้อนรับเหล้าโดยตรง เช่นกระเพาะ ตับ ไต เป็นต้น

   ผู้เขียนนึกแบบนี้ ว่าการไม่ดื่มเหล้า จะช่วยผู้เขียนให้มีสติควบคุมตัวเองได้มากกว่าขณะดื่ม ถนอมอวัยวะต่างๆที่ต้องทำงานรับใช้เรา คิดแบบนักสาธารณสุข แต่ทั้งนี้ทั้งนั้น ผู้เขียนก็ไม่ได้มีเจตนาจะต่อว่า ผู้ดื่มเหล้าแต่อย่างใด

    วันนี้ทำไมต้องมาพูดเรื่องนี้ มีเหตุผลเหมือนกัน เนื่องจากผู้เขียนได้มาร่วมงานเฮฮาศาสตร์ที่ดงหลวง และได้รับคำถามส่วนตัวว่า มีการดื่มเหล้ากันไหม ผู้เขียนได้หยุดทบทวน การชุมชุมของเราทั้ง ๓ วัน มีอะไรเกิดขึ้นบ้าง สิ่งที่ติดตา ติดหูมากที่สุดคือเสียงหัวเราะ เสียงโต้ตอบเรื่องราว ระหว่างกันด้วยความสนุกสนาน ไม่มีการโกรธกัน ไม่ว่าใครจะเข้าตาจน จะมีกองเชียร์มาช่วยหนุนหลัง จนชนะ แล้วก็เริ่มประเด็นใหม่ ซึ่งอาจารย์แสวงท่านทราบดี เเล้วจะมีบทสนทนา ที่ชวนหัวกันตลอดเวลา ทั้งกินข้าว ก็ยังมีแม่ครัวอารมณ์ดี พี่องุ่นคนสวย เธอจะมีวิธีโปรโมท อาหารเด็ดๆได้ทุกมื้อ ยกตัวอย่าง มีอยู่มื้อหนึ่งมีหอยภูเขา รสชาดขมหวานเวลาเคี้ยว ใครกินก่อน ก็จะมีอาการแปลกๆ ทำหน้าตาเดาอารมณ์ยาก สักครู่แม่ครัวคนสวย ก็จะเอาเปลือกหอยภูเขา สวยๆมาล่อ ใครอยากได้เปลือกเป็นที่ระลึก ต้องกินหอย ทำให้อาหารของเธอ ได้รับความนิยมขึ้นมา

   พวกเรานอนดึก มีการปูเสื่อที่เรือนรับรองหลังใหญ่ แจกหมอนคนละใบ นั่ง นอน คุยกัน ร้องเพลง ฉายสไลด์ ต่างๆนาๆ บางคนก็ปลดปล่อยตัวเองโดยการหลับพร้อมการกรน อย่างไม่ต้องขออนุญาตใคร หลังเที่ยงคืนจึงแยกย้ายเข้าเตนท์ทุกวัน

   การมารวมตัวกันมากๆ โดยเฉพาะมีคุณผู้ชายหลายๆท่าน ก็น่าอยู่หรอกที่จะมีการดื่มเหล้าประกอบการสนทนา แต่ผู้เขียนก็ยังไม่เห็นอยู่ดี จนถึงคืนสุดท้ายที่มีสหาย มาพูดคุยกับพวกเรา วันนั้นผู้เขียนเห็นไห ที่มีสาแหรกไว้หิ้ว หลายไห เขาเรียก "อุ" มีหลอดแข็งๆ เสียบผ่านปากไห ไว้สำหรับดูด "อุ" ขึ้นมา เขาเตรียม เพราะน่าจะเป็นประเพณีทางนี้ ที่ใช้สร้างความอบอุ่นให้แก่ร่างกายขณะที่สนทนา ท่ามกลางอากาศที่เหน็บหนาว แต่ผู้เขียนก็ไม่เห็นใครดื่มกิน แม้แต่สหายที่เป็นแขก จนผู้เขียนสงสัย ว่า รสชาดมันเป็นอย่างไร จึงดึงหลอดขึ้นมา แล้วเอานิ้วแตะน้ำปลายหลอดป้ายลิ้น แต่ผู้เขียนต้องรีบคาย ไม่ใช้ว่ารับรสชาด ที่เหมือนข้าวหมากไม่ได้ แต่มีเศษขุย    แกรบ อะไรสักอย่างติดขึ้นมา จนคุณภูคา ซึ่งนั่งใกล้บอกว่า เขาไม่ชักหลอดขึ้นมาหรอก เพราะเศษแกรบทีห่อพลาสติก ปิดปากไห ซึ่งถูกหลอดแทง มันจะกระจายตามออกมา  แต่ก่อนผมเคยดื่ม แต่เดี๋ยวนี้ ไม่ดื่มแล้ว

  จนแล้วจนรอด ก็ไม่มีใครแตะต้อง"อุ" นอกจากผู้เขียน

 ในที่สุดก็ถึงวันที่ลาจากกัน ภาพทรงจำของผู้เขียน ล้วนมีแต่ความประทับใจ การกินง่ายอยู่ง่าย ยิ้มง่าย แสดงความคิดเห็นกันอย่างแตกฉาน เราสนุกสนาน เราเอื้ออาทรต่อลูกหลานที่หอบหิ้วกันมาอยู่กลางดง เด็กๆก็ดูพวกเราและเข้ามา คลุกคลี อย่างสนิทสนม เราทุกคนมั่นใจว่า ทุกอย่างที่เกิดขึ้น ที่เราทำ เราไม่มีอะไรปิดบังสายตาใคร แม้แต่ลูกหลานหรือคนที่เข้าร่วมกิจกรรม ที่ไม่ใช่สมาชิกG2K

   และเมื่อผู้เขียนได้ทบทวน ทุกอย่างในงานเฮฮาศาสตร์ที่ดงหลวง ๓ วัน ๒ คืน จึงตอบคำถามที่ผู้ถามกำลังรอฟังอยู่ว่า

 " งานเฮฮาศาสตร์คราวนี้ ไม่เห็นใครกินเหล้าเลย"

แล้วจึงได้ยินเสียงเขาตอบว่า "จริงซี่ งานสีขาวจริงๆ"