ตามแผนงาน ตั้งใจจะเตรียมสอน แต่ก็ได้ลงมือใช้สื่อการรักษาทางกิจกรรมบำบัดได้อย่างสุขใจ
ผมประทับใจที่ได้ใช้สมองวิเคราะห์ "สื่อการรักษาทางกิจกรรมบำบัด" ในผู้รับบริการต่างวัย โดยสรุปประเด็นคือ
- ในเด็กชายวัยห้าปีกว่า มีอาการออทิสติก แต่ได้รับการรักษาจากหลายหน่วยงาน คุณพ่อคุณแม่พยายามหาความรู้และคำยืนยันว่ากำลังรักษาน้องอย่างถูกทางหรือไม่ และถ้าจะให้ถูกทางสำหรับการฝึกน้องให้พูดได้ควรเป็นอย่างไร....ผมให้คำปรึกษาพร้อมๆกับทดลองให้ทั้งคุณพ่อคุณแม่พยายามให้คำสั่งให้น้องเค้าระบายสีดาวในลักษณะที่มีกระบวนการเรียนรู้ข้อมูลที่ท้าทายและยากขึ้น เพื่อให้น้องได้ข้อมูลที่เป็นธรรมชาติโดยที่ช่วยแนะนำด้วยภาษาท่าทางหรือภาษาพูดอย่างช้าๆ และไม่บังคับมากนัก เด็กถูกฝึกทำตามคำสั่งอย่างง่ายจนเคยชินทำให้มีการต่อต้านหรือกลัวที่จะสื่อสารตามธรรมชาติได้...ผมได้แนะนำต่อว่าข้อมูลที่ท้าทายไม่ควรติดว่าเป็นกิจกรรมตายตัว แต่สร้างขั้นตอนของกิจกรรมให้มีลำดับที่รับรู้ได้ลึกขึ้น เช่น เอาจานมาวางบนโต๊ะ วางช้อนไว้ขวา จานและช้อนอีกชุดไว้ที่หน้าพ่อ วางอีกชุดที่คุณแม่ ตักข้าวใส่จานแม่ก่อนพ่อ ฯลฯ...ผมแนะนำว่าให้ฝึกดูภาพฟังเสียงสัตว์จนถึงธรรมชาติ แล้วค่อยให้ข้อมูลด้วยคำพูดและท่าทางของพ่อแม่ว่าเสียงและภาพนั้นคืออะไร วิธีการนี้จะดีกว่าให้เสียงและข้อมูลคล้ายธรรมชาติจากพ่อแม่ทันที ทำให้ข้อมูลเข้าสู่เด็กซับซ้อนมากเกินไป...สุดท้ายแนะนำให้ฟังดนตรีสลับกับฟังเสียงคำพูดของน้องเค้าด้วย คำแนะนำเหล่านี้คุณพ่อคุณแม่ต้องบอกต่อกับบุคลากรทางการแพทย์อื่นๆ มิใช่ไปหาหลายๆ หมอแล้วได้วิธีการต่างกันและไม่ประสานงานกัน
- ในนักศึกษามหาวิทยาลัยแห่งหนึ่งมีสายตาเลือนลางและมองเห็นตัวหนังสือได้ข้างเดียว คาดหวังว่าจะเห็นชัดขึ้นด้วยวิธีการทางกิจกรรมบำบัด....ผมได้ทดลองและพูดคุยจนน้องเข้าใจและมีกำลังใจว่า ไม่มีวิธีการที่จะทำให้เห็นชัดขึ้นได้ทันที กิจกรรมบำบัดคือการวิเคราะห์กิจกรรมการดำเนินชีวิตของน้องว่าใช้สายตามากเกินไปและไม่ได้มีการผ่อนคลายความล้าของจอตาเลย...หากล้าจนเกินไปก็ไม่มีการผ่อนคลายหรือทำกิจกรรมอื่นๆ นอกเหนือจากการเรียน ที่สำคัญไม่มีใครบอกเล่าให้ทราบเป็นระบบว่าน่าจะใช้ความรู้ทางการแพทย์ช่วยเหลือได้อย่างไร....จากการตรวจพบว่า น้องมีความล้าของจอตามาก ได้แก้ไขปัญหาโดยถ่ายเอกสารการเรียนมาและขยันอ่านและเขียนนอกชั้นเรียน เพราะในขณะเรียนจริง จะจดตามการบรรยายได้ช้าโดยเฉพาะกับการอ่านบนกระดาน แต่พอที่จะอ่านบนเครื่องฉายภาพคอมพิวเตอร์ได้ อุปกรณ์เทคโนโลยีนำมาใช้ในชั้นไม่ได้เลยเพราะไม่สะดวกและจดได้เป็นตัวอักษรวงแคบๆ....ผมได้ลองจัดโปรแกรมแบบ scanning therapy ให้มีการเคลื่อนไหวจอตาในทิศทางที่ยืดกล้ามเนื้อและกลอกตาในทิศทางที่มีจอภาพที่กว้างที่สุด หากมีอาการล้าก็ให้หลับตาและกระพริบตาถี่ให้พักเป็นช่วงๆ....จากนั้นมีการเคลื่อนไหวกึ่งเดินและวิ่งหน้าหลังวงกลม เพื่อให้ใช้กล้ามเนื้อใหญ่เคลื่อนไหวมากกว่าการใช้กล้ามเนื้อรอบจอตาที่เป็นกล้ามเนื้อ การเคลื่อนไหวแบบมีจำนวนครั้งและลำดับแน่นอนน่าจะช่วยให้มีการผ่อนคลายกล้ามเนื้อและจอตาได้อย่างเป็นระบบ สุดท้ายก็ให้นอนกลอกตาให้เป็นรูปวงกลมปรับม่านตาให้กว้างจนถึงแคบช้าๆ และตามด้วยนอนสมาธิตั้งใจผ่อนคลายตาข้างขวาให้มากที่สุด จากนั้นพัก อาบน้ำ และเข้านอน ....กิจกรรมนี้น่าจะทำให้ช่วงเวลาหนึ่งของวันเป็นกิจกรรมบำบัดที่มีคุณค่าได้ เป้าหมายคือ ถ้าผ่อนคลายจอตามากขึ้นจน sensory nystagmus การเคลื่อนไหวตาที่ควบคุมไม่ได้ (กระตุกไปมาแต่มองเห็นปกติ) สามารถค่อยๆปรับเป็นอยู่นิ่งได้ การมองเห็นก็อาจจะพัฒนาขึ้นแต่คงไม่ได้ปกติ
สองกรณีนี้เป็นเพียงส่วนหนึ่งที่ชี้ให้เห็นว่า "การรักษาผู้รับบริการทางกิจกรรมบำบัด มิใช้รักษาจากกิจกรรมการดำเนินชีวิตอย่างเดียว หากแต่ต้องให้ความรู้และพัฒนาทัศนคติของผู้รับบริการให้เกิดความคิดที่มีเหตุมีผลต่อการใช้ชีวิตที่มีอยู่ให้เหมาะสมกับธรรมชาติและมีความสุขที่พอเพียง"
แวะมาเยี่ยมเยียนครับคุณหมอ
ขอบคุณครับคุณจารุวัจน์
ขอให้มีความสุขกับเทศกาลลอยกระทงและปีใหม่อันใกล้ครับ
อ.ค่ะ ถ้าสมมุติว่า ในห้องเรียนมีเด็กออทิสติก ที่อยู่รวมกันเยอะ เราจะมีวิธีการจัดการหรือทำการสอนได้อย่างไรค่ะ เนื่องจากออทิสติกนั้นมีหลายกลุ่ม ซึ่งอยากต่อการสอน เราควรจะทำอย่างไร ในฐานะที่เราเป็นครูการศึกษาพิเศษค่ะ เพราะตอนนี้หนูเรียนครูการศึกษาพิเศษอยู่ค่ะ แล้วก็กำลังเรียนเรื่องการสอนเด็กออทิสติก เลยอยากได้ข้อมูลหลายๆ ด้านนะคะ
ขอบคุณสำหรับคำถามครับคุณนู๋กี้
จำเป็นอย่างยิ่งในการแบ่งความสามารถในการเรียนของเด็กออทิสติก ด้วยการใช้แบบประเมินทักษะทางการเรียนด้านต่างๆ ทั้งจากทีมบุคลากรทางการแพทย์และการศึกษาพิเศษ เช่น นักกิจกรรมบำบัดโรงเรียน นักจิตวิทยาโรงเรียน และครูการศึกษาพิเศษ
นอกจากนี้การแบ่งกลุ่มและชั้นเรียน การใช้เทคนิคการเรียนรู้ทั้งในเวลาเรียน และนอกเวลาเรียน จำเป็นต้องมีการระดมแนวทางจากทีมข้างต้นด้วยครับ
โชคดีครับ