แต่สิ่งหนึ่งที่ยังให้คำตอบยืนยันไม่ได้ว่า เรากลับสู่โลกแห่งความเป็นจริงแล้วหรือ...หรือเรากำลังเข้าสู่โลกแห่งความฝันฉากต่อไป

   บางทีความรู้สึกนึกคิดของเรา ก็เกิดขึ้นได้ ไม่จำกัดระยะเวลา บางครั้งในขณะที่สับสน เรากลับมองเห็นจุดนิ่ง ที่ผ่านสายตาเข้ามา

 เมื่อวันที่นั่งเครื่องบินจากกรุงเทพฯ ไปอุบลฯ เพื่อพบญาติกา ชาวG2K ของผู้เขียน ที่ดงหลวง วันนั้นเป็นวันที่มีเหตุการณ์เกิดขึ้นซ้อนๆกันมาหลายๆอย่าง ในช่วงเวลาสั้นๆ บวกกับต้องใช้กำลังใจในการตัดสินใจที่สำคัญหลายอย่างด้วย จนกระทั่งหย่อนกายลงบนที่นั่ง ผู้เขียนจึงรู้สึกโล่งใจ คลายกังวล เมื่อปรับตัวปรับใจได้แล้วก็ส่งสายตาไปนอกหน้าต่างเครื่องบิน จำได้ว่าเจ้าหน้าที่ถามจะนั้งติดทางเดิน หรือติดหน้าต่าง ผู้เขียนก็ตอบอย่างรวดเร็วว่าข้างหน้าต่างค่ะ แล้วก็มีประโยชน์จริงเสียด้วย ที่เลือกที่นั่งไม่ผิด และจะเล่าให้ฟังต่อไป นี้

    เมื่อเครื่องบินยกระดับสูงจากพื้นขึ้นไปเรื่อยๆ แรกๆก็รู้สึกเหมือนคนขี้กลัวทั่วไป หวาดๆเหมือนกัน แต่สักครู่ทุกอย่างก็นิ่งราวกับไม่มีการเคลื่อนไหว มีแต่ปุยเมฆที่เคลื่อนตัว พริ้วเบาลูบไล้ตัวเครื่องอย่างนิ่มนวล ภาพเบื้องล่างลดขนาดเล็กลงไปทุกที  บ้านเรือนเท่ากล่องไม้ขีด ป่าไม้ขุนเขา ก็เหมือนเป็นแค่สีเขียวระบายดาษไป ไม่เห็นรายละเอียดของสรรพสิ่งบนผืนโลกเบื้องล่างอีกต่อไป

  ผู้เขียนลองคิดเล่นๆว่า ถ้านี่ คือการตายจาก เราจะมีความห่วงหาอาทรผู้อยู่เบื้องหลังสักแค่ไหน ลองนึกถึงคนที่เรารัก และเป็นห่วง ยังมีอาการเต็มเปี่ยม แต่ หนทางที่ห่างเกิน ทำให้เหลียวหากันไม่พบ คำถามว่าเทวดา ท่านทำไมไม่คอยช่วยมนุษย์เบื้องล่าง ก็ถ้าไม่มีกรรมผูกพัน ที่ยึดเหนี่ยวแน่นหนา เหมือนคำมั่นสัญญา ก็คงหากันไม่เจอแน่ คนตายแล้ว สัมผัสไม่ได้แล้ว จึงยอมรับสภาพแห่งการจาก และไปตามทางของตน เหมือนเรามีกำลังจะตีตั๋ว เครื่องบินไปให้ไกลได้ขนาดไหนนั่นเอง

   เพียงแค่ไม่กี่นาที ปุยเมฆที่ลอยฟ่องก็มากลบบังภาพในอดีตที่จากมาจนสิ้น พ้นชั้นเมฆมาได้ เราจึงเห็นท้องฟ้าที่สว่าง สีฟ้าคราม เป็นฉากให้ดวงตะวัน ส่องแสงเต็มแรงของตน จะแหงนมองสูงขึ้นไปขนาดไหน ก็ไม่มีเมฆใดมาปิดบัง ไม่น่ากลัวอีกต่อไป 

 ถ้าทำได้ ผู้เขียนอยากตะโกนบอกคนเบื้องล่างว่า อย่ากลัวไปเลย กับเงาเมฆที่ปิดบังท้องฟ้า พาให้จินตนาการเหมือนพายุร้ายจะมาเยือน แท้จริงเมื่อสิ่งนั้น เป็นเพียงปุยขาวบาง ที่ใช้มือสัมผัส แทบจะไม่ได้ แต่ด้วยต่างสถานะที่มองเห็น จึงมิอาจแก้กลัวให้กันได้ อยากบอกต่อไปอีกว่า ขึ้นมาข้างบนนี้เถอะ บรรยากาศดี สว่างไสว น่าอยู่

 กับเวลาที่ผ่านไป ใกล้จะ 55 นาที ก็หมายความว่า เครื่องบินเริ่มลดระดับต่ำลงๆๆๆ เหมือนเทวดาหมดบุญ แล้วต้องกลับมาเกิดอีก ภาพเมืองมนุษย์กลับเริ่มปรากฏชัดขึ้นอืกครั้ง ที่สุดผู้เขียนก็ต้องอยู่ใต้เงาเมฆเหมือนเดิม เห็นเมืองอุบลราชธานี เริ่มคิดถึงภาระกิจในวันนี้ ต้องมาพบญาติมิตรที่นัดกันไว้ ถามว่ายังอยากอยู่สวรรค์ต่อไหม ขอตอบว่าอยาก แต่ผู้เขียนก็หมดเวลา ไม่มีเงิน ไม่มีบุญ ที่จะดลบันดาล ให้เที่ยวบินนี้ ลอยล่อง พาผู้เขียนให้ท่องไป ในอีกดินแดนหนึ่ง

  เมื่อเครื่องแตะรันเวย์ ผู้เขียนก็บอกตัวเองว่า และแล้ว เราก็ต้องกลับคืนสู่สถานที่คุ้นเคย มีบ้าน มีต้นไม้ มีผู้คนที่รูปร่างเหมือนเรา ต้องไปหาคนรู้จัก ไปทำกิจกรรม ไป....ฯลฯ.....

  แต่สิ่งหนึ่งที่ยังให้คำตอบยืนยันไม่ได้ว่า เรากลับสู่โลกแห่งความเป็นจริงแล้วหรือ...หรือเรากำลังเข้าสู่โลกแห่งความฝันฉากต่อไป ถ้าโชคดีระหว่างฝัน ทำให้ผู้เขียนมีกำลังจะซื้อน้ำมันเติมเครื่องบินได้ ผู้เขียน ก็จะมีโอกาสลุกขึ้นตื่น และเดินทางต่อในแผ่นดินไกลโพ้น ที่อธิบายให้ใครฟังไม่ได้ นอกจากไปกันเอง..... 

    .......เกิดขึ้น ตั้งอยู่  ดับไป........