อ.วรากรณ์ยังเห็นว่าสิ่งที่จะทำให้การศึกษาของไทยพัฒนาได้อย่างยั่งยืนนั้น คือ "ครู" ต้องให้กำลังใจครู ถ้าครูดี คุณภาพการศึกษาจะดีขึ้นด้วย

กำลังฟัง อ.วรากรณ์ สามโกเศศ รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงศึกษาธิการ ให้สัมภาษณ์สดในรายการข่าวมื้อเช้า ช่อง ๑๑ เรื่องโครงการพัฒนาคุณภาพการศึกษาและงานสมัชชาพัฒนาคุณภาพการศึกษา

นัยว่ากำลังจะมีการจัดงานสัมมนาสมัชชาข้างต้น ท่านจึงมาประชาสัมพันธ์ พร้อมกับตอบคำถามต่างๆ ไปด้วย 

สรุปเรื่องหลักๆ ที่อยากจะเล่าให้ฟัง และสรุปไว้เป็นข้อมูลสำหรับในอนาคตคือ

อ.วรากรณ์กล่าวในทำนองว่า ระบบการศึกษาที่ผ่านมา ที่ผ่านมามีรัฐมนตรีหลายคนในระยะเวลาอันสั้น แต่ละช่วงมีความคิดดีๆ มากมาย แต่การเปลี่ยนผู้บริหารบ่อยทำให้การดำเินินการไม่ต่อเนื่อง สิ่งที่อ.วรากรณ์พยายามทำคือวางการดำเนินการให้คนต่อไปที่จะทำหน้าที่เป็นรัฐมนตรีสามารถทำต่อได้ โดยการวาง Road Map ไว้

รัฐบาลและนักการเมืองในยุคต่อไปจะต้องมองกระทรวงศึกษาเป็นกระทรวง A ไม่ใช่กระทรวงเกรด C  คือมองกระทรวงศึกษาไม่เหมือนพวกกระทรวงที่เงินเยอะ อำนาจเยอะ (ถ้าไม่มองการศึกษาเป็นสำคัญ เป็นวาระแห่งชาต ก็ยากที่จะพัฒนาคนในประเทศได้)

อ.วรากรณ์ยังเห็นว่าสิ่งที่จะทำให้การศึกษาของไทยพัฒนาได้อย่างยั่งยืนนั้นคือ "ครู" ต้องให้กำลังใจครู ถ้าครูดี คุณภาพการศึกษาจะดีขึ้นด้วย 

สำหรับปัญหาในระดับอุดมศึกษาอย่างหนึ่งคือ ผลิตจำนวนมาก แ่ต่ผลิตไม่ตรงประเภทหรือความต้องการ ยังเน้นปริมาณมากกว่าคุณภาพ และยังมีปัญหาความสามารถทางด้านคณิตศาสตร์และวิทยาศาสตร์ของนักเรียนและนักศึกษา ต้องพัฒนาศักยภาพทางคณิตศาสตร์และวิทยาศาสตร์ของนักศึกษาให้ยกระดับให้สูงขึ้นกว่าที่เป็นอยู่ ...

ตอนเขียนบันทึกตอนท้ายนี้ การสัมภาษณ์เพิ่งจบไป..

สิ่งที่ท่านให้สัมภาษณ์ไว้เป็นสิ่งที่ดิฉันเห็นและสรุปไว้นานแล้ว ดิฉันว่าหลายๆ ท่านที่อยู่ในแวดวงการศึกษาก็คงรู้สึกและเคยสรุปไว้ไม่ต่างกันมากนัก

เรารู้กันอยู่แล้วว่าการเปลี่ยนนโยบายการศึกษาบ่อยๆ ตามผู้บริหารคงไม่ใช่เรื่องดีนัก โดยเฉพาะอย่างยิ่งถ้านโยบายนั้นมาจากนักการเมืองที่พลาดหวังมาจากกระทรวงเกรด A เลยต้องมานั่งที่กระทรวงศึกษาฯ จะได้มีตำแหน่งกับเขาด้วย 

ดิฉันมีความรู้สึกอย่างหนึ่งว่านักการเมืองบางกลุ่มไม่ต้องการให้การศึกษาประชาชนอย่างแท้จริง เพราะถ้าให้การศึกษาแล้วอาจจะหลอกซื้อเสียง ซื้อใจไม่ได้ง่ายๆ อีกแล้ว การศึกษาจึงไม่เคยเป็นวาระของชาติที่ถูกดำเนินการอย่างต่อเนื่องเสียที 

การลงทุนเกี่ยวกับการศึกษามักเป็นการลงทุนกับการสร้างโรงเรียน ครุภัณฑ์และทรัพย์สิน แต่ขาดการลงทุนกับครูผู้สอน ให้ครูผู้สอนสามารถยังชีพได้ หาคนที่มีใจรักและมีความสามารถมาเป็นครู  จริงๆ แล้วงบที่ลงกับการศึกษานั้นน้อยไป เพราะการลงทุนทางด้านอสังหา ครุภัณฑ์ ก็ัยังจำเป็น 

สำหรับเรื่องที่อุุดมศึกษาผลิตปริมาณไม่เน้นคุณภาพนั้น ดิฉันเคยเขียนให้ความเห็นไว้ในหลายบันทึกที่ผ่านมาแล้วว่าจริง ทุกวันนี้เราผลิตกันอย่างเดียว แต่ไม่ตรงกับความต้องการของอุตสาหกรรม ทั้งจำนวน และคุณภาพ โดยมี feedback กลับมาว่าเด็กทำงานไม่ได้ ต้องเอาไปฝึกใหม่

สาเหตุที่อุดมศึกษาล้มเหลวนั้น ไม่ใช่เป็นเพราะมหาวิทยาลัยไม่มีศักยภาพเพียงฝ่ายเดียว แต่เป็นเพราะเป็นปัญหาสืบเนื่องมาจากการขาดการสนับสนุนในการศึกษาขั้นพื้นฐาน เช่น ปัญหานักศึกษาขาดความรู้ทางด้านคณิตศาสตร์และวิทยาศาสตร์ ซึ่งพอมาเรียนอุดมศึกษาก็จะพบว่าปีแรกที่ต้องเรียนคณิตศาสตร์และวิทยาศาสตร์พื้นฐาน แต่มีนักศึกษาที่สอบตกเป็นจำนวนมาก ทำให้ต้องใช้ทรัพยากรเป็นจำนวนมากในการผลิตนักศึกษา เพราะนักศึกษาที่ไม่มีศักยภาพจะต้องวนเรียนหลายรอบ เสียเวลาและโอกาสในการไปประกอบวิชาชีพในอนาคต

การที่นักศึกษาไม่ประสบความสำเร็จในการศึกษานั้นในปัจจุบันนี้ส่วนหนึ่งเกิดมาจากทัศนคติของตัวนักศึกษาเองด้วย บางคนไม่อยากเข้าเรียน แต่อยากได้เกรด อยากจบ อยากได้งานดีๆ

ดังนั้น...เราต้องช่วยกัน...

ถ้าเราเป็นครู.. ก็ต้องช่วยกันสอน ให้ความรู้อย่างเต็มความสามารถ  สร้างเสริมทัศนคติที่ดีให้กับนักศึกษา ให้สู้ ให้ทน ให้เข้าใจว่า ถ้าต้องการอะไร จะต้อง earn มาอย่างถูกต้อง ซึ่งจะเป็นผลดีต่อการใช้ชีวิตของเขาเองในอนาคต

ถ้าเราเป็นผู้บริหาร.. ก็ต้องกำหนดนโยบายสนับสนุนให้ครู อาจารย์สามารถทำสิ่งข้างต้นได้ โดยไม่ไปทำตัวอย่างไม่ดีให้นักเรียนเห็นเสียเอง

ถ้าเราเป็นนักเรียน นักศึกษา... ก็ต้องทำหน้าที่นักเรียน นักศึกษา เรียนเพื่อรู้ เพื่อทำให้กับครอบครัวและสังคม ไม่ใช่เพื่อตัวเอง(เพียงถ่ายเดียว) ไม่ใช่เรียนเพื่อเกรด เพื่อจบ

เขียนไปก็เหมือนบ่น(อีกแล้ว) ^ ^  แต่อย่างไรต้องช่วยๆ กันต่อไปค่ะ