ความสำนึกที่ถูกต้องและเร่งเร้าด้านศีลธรรมในการดำเนินชีวิต
ความเจริญรุ่งเรืองด้านต่าง ๆ ที่ประเทศไทยกำลังก้าวไปหาเพื่อเป็นการยกระดับฐานะของประเทศให้ทัดเทียมกับนานาประเทศที่ได้รับการขนานนามว่า “ประเทศพัฒนาแล้ว” นั้น ดูเหมือนว่าประเทศไทยเองไม่มีการพัฒนาเอาเสียเลย
บทเรียนส่วนใหญ่ที่ประเทศพัฒนาแล้วที่ว่านี้ ต่างประสบมากก่อนก็คือ ความเสื่อมถอยทางด้านความสำนึกและด้านศีลธรรมของผู้คนในประเทศ ยกตัวอย่างเช่น ประเทศญี่ปุ่นที่ประสบกับปัญหาด้านวุฒิภาวะการทำงานของคนญี่ปุ่นรุ่นใหม่ที่เปลี่ยนแปลงไปจากรุ่นพ่อแม่ที่เคยยึดติดกับวัฒนธรรมองค์กรและถือว่าเป็นวัฒนธรรมองค์กรแต่เดิมของชาวญี่ปุ่น คือ การจงรักภักดีและการทำงานกับบริษัทใดบริษัทหนึ่งเพียงบริษัทเดียวจนกระทั่งถึงวัยเกษียณนั้น ในปัจจุบัน วัยรุ่นญี่ปุ่นยุคใหม่ไม่สนใจการทำงานที่สังกัดบริษัท หันมาสู่ความนิยมในงานที่เป็นเพียงระยะชั่วเวลาหนึ่ง เนื่องด้วยสังคมญี่ปุ่นได้รับผลกระทบจากวัฒนธรรมตะวันตกอย่างรุนแรงและชัดเจน วัยรุ่นญี่ปุ่นมีความเป็นตัวของตัวเองสูงกว่าประเทศใด ๆ ในแถบเอเชีย จึงส่งผลให้วัยรุ่นญี่ปุ่นในวันทำงานไม่สนใจที่จะมองอนาคต มุ่งแต่การใช้ชีวิตที่คิดว่าเป็นทางที่ตนเองนิยมและต้องการเป็นหลัก
การเปลี่ยนแปลงด้านทัศนะคติต่อการทำงานและการใช้ชีวิตเช่นนี้ เสมือนเป็นแผลเล็ก ๆ ที่รอวันติดเชื้อกลายเป็นก้อนเนื้อร้ายในอนาคต เพราะมีผลกระทบต่อการพัฒนาทางด้านเศรษฐกิจของประเทศญี่ปุ่นโดยตรง การขาดแคลนแรงงานในภาคธุรกิจที่จำเป็นต้องมีทรัพยากรบุคคลที่เต็มไปด้วยความสามารถก็จะลดน้อยลงไป ซึ่งปัญหาดังกล่าวได้รับการติดตามและแก้ไขจากภาครัฐของประเทศญี่ปุ่นอยู่อย่างไม่ลดละ นอกจากนี้ ประเทศญี่ปุ่นเองก็ได้มีการพัฒนาวัฒนธรรมการแต่งกายและวัฒนธรรมการประพฤติตนขึ้นมาได้อย่างโดดเด่น จนกระทั่งมีผลต่อประเทศไทยอย่างมาก
การที่ยกตัวอย่างประเทศญี่ปุ่นมาประกอบนี้ เพื่อให้เห็นถึงผลของการเปรียบเทียบถึงด้านพัฒนาการด้านสังคมของกลุ่มวัยรุ่นไทย ซึ่งเป็นกลุ่มบุคคลที่มีผลต่ออนาคตของประเทศชาติ ต่อสังคมและวัฒนธรรมของประเทศไทย ดังจะเห็นได้จากวัยรุ่นยุคนี้สมัยนี้ มีการนำเอาวัฒนธรรมการแต่งกายที่ถอดแบบมาจากเหล่าวัยรุ่นญี่ปุ่น การทำสีผม การมีวัฒนธรรมวัตรปฏิบัติออกมาคล้ายความเป็นญี่ปุ่นมากเพียงไร เราต่างก็ทราบ ต่างก็เห็นอยู่แล้ว
นอกจากนี้ ยังรวมไปถึงการใช้ชีวิตแบบพยายามออกจากกรอบของวัยรุ่นไทย การมีทัศนคติมุมมองเกี่ยวกับการทำงานที่มีแนวโน้มไม่สนใจต่อการเข้าทำงานเป็นลูกจ้างหรือพนักงานบริษัท โดยหันมาเป็นเจ้าของกิจการการค้าในระดับต่าง ๆ มากยิ่งขึ้น ผลการเปลี่ยนแปลงนี้ เกิดจากโครงการของภาครัฐที่ต้องการพัฒนาให้เกิดการลงทุนและทำธุรกิจให้เป็นของตนเอง เพื่อลดอัตราการว่างงานของเหล่าบัณฑิตที่จบการศึกษาใหม่ หรือผู้ที่ถูกจ้างออกเพราะพิษของภาวะเศรษฐกิจที่ผ่านมา โดยกลุ่มคนเหล่านี้ยังไม่มีทักษะในการบริหารธุรกิจที่ดีพอ ดังนั้น สัดส่วนผู้ที่ประสบความสำเร็จจึงมีน้อยกว่าผู้ที่ล้มเหลวในการประกอบธุรกิจ
ทั้งนี้ แต่เดิมภาครัฐมีกลุ่มเป้าหมายหลัก ได้แก่ กลุ่มเจ้าของธุรกิจขนาดเล็ก ที่น่าจะสามารถพัฒนาเป็นกิจการที่โตและใหญ่ขึ้นได้ในอนาคต ซึ่งผู้เขียนเองก็คิดว่า ไม่ใช่เรื่องผิดแต่อย่างใด ถ้าหากว่าแนวคิดเหล่านี้จะไปตกตะกอนฝังลึกอยู่ในหัวใจและกลายเป็นตะกอนของความต้องการลึก ๆ ของเหล่าวัยรุ่นที่กำลังศึกษาอยู่ในระดับอุดมศึกษา และเหล่าวัยรุ่นผู้ที่เป็นพนักงานบริษัท ซึ่งคนเหล่านี้ล้วนแต่มีความเป็นตัวของตัวเองสูงและมีความต้องการทางด้านเศรษฐกิจที่สูงตามค่าสมัยนิยมอันฟุ้งเฟ้อที่อยู่ในแนวทางแห่งการเป็นสาวกลัทธิบริโภคนิยม หลายสิ่งหลายอย่างที่ถาโถมเข้ามาในสังคมไทย ได้ทำให้เกิดกระแสการรับเอาและยึดเอามาเป็นแนวทางการดำเนินชีวิตของคนไทยเราเป็นอย่างมาก ซึ่งมีรากฐานสืบเนื่องมาจากการวางค่านิยมชมชอบในวัฒนธรรมตะวันตกในยุคสมัยก่อน จึงทำให้เกิดก้อนผลึกมหึมาในสังคมไทยที่มองเห็นวัฒนธรรมตะวันตกดีกว่าวัฒนธรรมของตน และไม่ใช่แค่เพียงวัฒนธรรมตะวันตกเท่านั้นที่สังคมไทยชื่นชม ยังมีวัฒนธรรมประเทศเพื่อบ้านดังที่ได้กล่าวไปแล้ว คือ วัฒนธรรมแห่งความเป็นญี่ปุ่น (ในขณะนี้ เริ่มมีวัฒนธรรมความเป็นเกาหลีเพิ่มเข้ามา) ก็ได้เข้ามามีบทบาทไม่น้อยไปกว่ากัน
ดังนั้น หากภาครัฐต้องการธำรงความเป็นสังคมไทย จำต้องหันมาศึกษาและทำความเข้าใจในการเปลี่ยนแปลงทางค่านิยมของสังคมว่าเป็นไปในทิศทางใด อย่าเพียงแต่จะทำการรณรงค์ให้เกิดความสำนึกในความเป็นไทย ยึดมั่นวัฒนธรรมไทย โดยที่ไม่ดูว่าใครบ้างมาประชิดและรุกคืบเข้ามาอย่างรุนแรงและรวดเร็ว เพราะเป็นที่แน่นอนว่า การเจริญเติบโตที่รวดเร็วเกินไป ทำให้เกิดการบวมโตของอวัยวะบางส่วนอย่างผิดปกติ และการบวมโตอย่างผิดปกตินี้ ก็หมายถึง การที่เราไม่สามารถจัดการต่อความผิดปกตินั้นได้ สำหรับ แนวทางการจัดการความด้อยค่าของสังคมและแนวทางการจัดการต่อสิ่งที่เปลี่ยนแปลงอันเกิดขึ้นในระดับบุคคลเป็นพื้นฐาน คือ การสร้างและกระตุ้นความสำนึกว่า สิ่งใดคือสิ่งที่สามารถนำมาเป็นแนวทางการดำรงชีวิต และสิ่งใดคือความดีงาม และมีประโยชน์ต่อสังคมไทยมากที่สุด โดยไม่ทำลายล้างให้เกิดความเสื่อมถอย เพราะคนในสังคมมีส่วนในการกระทำให้สังคมก้าวหน้าไปในทางที่ต้องการ คลื่นมหาชน คือ คลื่นแห่งการเปลี่ยนแปลงและเคลื่อนไหว คลื่นแห่งค่านิยมและเสรีอย่างมีขอบเขต เมื่อคลื่นเหล่านี้ก่อตัวขึ้น และเป็นคลื่นที่ดีมีสำนึกอันถูกต้อง มีศีลธรรมในตัวเองแล้ว คนอื่นที่อยู่ภายนอกคลื่นหรือที่อยู่บริเวณใกล้เคียงก็จะสามารถได้รับผลแห่งคลื่นนี้ได้ ถึงแม้จะมีคลื่นอื่นที่เล็กน้อยมาตีกระทบบ้าง ลองถ้าหากคลื่นมวลชนที่ดีนี้มีความแข็งแกร่งทางด้านจิตใจ คลื่นไหน ๆ ก็ไม่อาจจะทะลุและทำให้พังได้
ส่งท้ายนอกเรื่อง
ถึงแม้จะได้พยายามมองให้เห็นสิ่งที่เกิดขึ้น และสิ่งที่ได้เกิดขึ้นมาแล้วในสังคมไทยดังที่ได้หยิบยกไว้ข้างต้น แต่สุดท้ายก็ยังคงคาบเกี่ยวกับการดำเนินชีวิตของผู้คน ดังนั้น การดำเนินชีวิตที่มีคุณค่าย่อมหมายถึงการให้คุณค่าแก่ตนเองของบุคคลนั้น ๆ เมื่อคนดี สังคมก็ดี การจัดการทางด้านสังคมก็ไม่จำเป็นต้องพึ่งการบังคับและข้อห้าม สิ่งที่จะเกิดตามมาก็คือ การมีสังคมที่เต็มไปด้วยความสมานฉันท์ ไม่กระทำตนให้เป็นปัญหาของผู้อื่น สิ่งเหล่านี้ก็จะสามารถทำให้สังคมเป็นสังคมที่น่าอยู่และถือได้ว่าเป็นสังคมที่ได้รับการจัดระเบียบอย่างดีนั่นเอง
หมายเหตุ:
บทความนี้เขียนขึ้นเมื่อครั้งเรียนกระบวนวิชาประเด็นการพัฒนามนุษย์และสังคม สาขาวิชาพัฒนามนุษย์และสังคม สถาบันวิจัยสังคม จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ซึ่งความรู้ในขณะนั้น สามารถกลั่นออกมาได้เพียงเท่านี้ แต่ผู้เขียนเห็นว่า ในบางส่วนก็มีสาระสำคัญอันดีที่น่าจะเกิดประโยชน์แก่มวลมิตรสหาย จึงนำขึ้นมาไว้ในบันทึกนี้ ผิดพลาดประการใด ยินดีน้อมรับและคิดว่าจะไม่ปรับปรุง เพราะต้องการเก็บ ระดับความคิดเมื่องครั้งเป็นนิสิตปริญญาโท เอาไว้รำลึกถึง แต่โปรดแสดงความคิดเห็นโต้ตอบตามแต่ประเด็นที่เห็นว่าสมควร
"สังคมไทยเป็นสังคมที่ทันสมัยแต่ไม่พัฒนา"
การพัฒนาต้องพัฒนาจากการศึกษาและค่านิยมของคนไทยเสียก่อน
และถ้าหากจะเริ่มต้นควรเริ่มที่เยาวชน เพราะจะเป็นผู้ใหญ่ในอนาคต