วันที่ 11 พฤศจิกายน 2550
วันนี้เป็นวันอาทิตย์แล้วครับ บ่นไปบ่นมาว่าเบื่อมาตลอด 2 สัปดาห์นี้ แต่เมื่อคืนผมบอกกับพี่พิชัยว่า 2-3 วันมานี้มีความสุขเหลือเฟือ ลูกๆก็ดีใจ เมียก็ยินดี คนที่กำลังจะเครียดน่าจะเป็นพี่พิชัยนะ ฮ่า ฮ่า <p style="margin: 0cm 0cm 0pt" class="MsoNormal"></p> เมื่อวานซึ่งเป็นวันเสาร์ผมตื่นตั้งแต่ตี 5 เพราะว่าฝนตกฟ้าร้อง นอนฝนสาดหน้าเช่นเคย โอ้โห ชีวิตผมช่างเหมือนคนไม่มีที่ซุกหัวนอนจริงๆ ฝนตกแล้วต้องคอยย้ายที่นอนเพราะว่าหลังคารั่ว แต่ต่างกันตรงที่ว่า ผมนอนในตึกชั้น 6 จากทั้งหมด 25 ชั้น หลังคาไม่มีทางรั่ว เว้นเสียแต่ว่าห้องน้ำชั้นบนพื้นรั่วซึม ผมไม่ย้ายตำแหน่งนอนเพราะว่าถูกแค่ละอองฝน ไม่ใช่หยดน้ำฝน และนอนรับละอองฝนเพราะว่าชอบ ชอบ และชอบ เสียอย่างเดียวที่ไม่เหมือนหนังไทยตรงที่ว่า ไม่มีนางเอกมาติดฝนอยู่ด้วย แล้วภาพหน้าจอทีวีก็ดับลง บ่งสัญญาณว่ากำลังเกิดอะไรขึ้น อีก 1 เดือนถัดมานางเอกก็อ๊วกแตก เสียดายจริงๆ <p style="margin: 0cm 0cm 0pt" class="MsoNormal"></p> เมื่อฝนเริ่มซาเม็ดลง ผมก็ลงไปกินโจ๊กคนเดียว กลับขึ้นมาพี่พิชัยก็แต่งกายออกไปวิ่งตอน 10 โมง ย้ำว่า 10 โมง ทันสมัยเสียด้วยเพราะเสียบหูฟังพร้อมวิ่งไปเหมือนในโฆษณาเปี๊ยบ กลับมาอีกทีก็เหงื่อโซก (ย้ำว่าไม่ได้เขียนผิดนะครับ โซก) วิ่งไปเกือบชั่วโมง ได้ระยะทางโขอยู่เพราะว่าออกจากบ้าน วิ่งไปตามริมคลอง Rochor ไปเรื่อยๆจนตัดกับถนน Victoria ตัดไปหลังสถานีรถไฟฟ้า Lavender สถานีสุดท้ายที่อยู่ใต้ดินของสายที่ไปสนามบิน เลี้ยวขวาไปทางถนน Crawford ซึ่งออกไปยังปากคลองที่ออกสู่ทะเลพอดี สามารถมองเห็นเรือบรรทุกสินค้าข้างนอกอยู่ลิบๆ จากนั้นก็วิ่งริมหาดไปเรื่อยๆจนถึงชิงช้าสวรรค์ที่สูงที่สุดที่สร้างเลียนแบบลอนดอนอายส์ ที่นี่ผมเรียกว่า สิงคโปร์อายส์ แล้วตัดมายังตึกทุเรียนแล้ววิ่งกลับ โอ้โห นี่ผมมองเห็นภาพชัดขนาดนี้เชียวหรือ เพราะช่วงที่พี่แกไปวิ่งนั้น ผมกำลังฝันทุกทีสิน่า <p style="margin: 0cm 0cm 0pt" class="MsoNormal"></p> มื้อเที่ยงของเมื่อวาน ผมพาพี่พิชัยไปกินข้าวสตูเนื้อที่ปลายถนน Bencoolen ที่ร้าน Kopitiam ที่อยู่ใกล้กับพิพิธภัณฑ์ที่เรานั่งรถเมล์ผ่านเป็นประจำนั่นแหละ ผมอยากจะใช้เงินให้หมดมูลค่าบัตร Kopitiam ครับ เสร็จแล้วก็เดินกลับกัน ฝนลงละอองเล็กน้อย ผมขอแวะเข้าไปที่ Sim Lim Square ศูนย์รวมเครื่องไฟฟ้าและดิจิตอลที่ใหญ่ที่สุด เพื่อที่จะหาซื้อ stylet ของเจ้า ASUS PDA ของผม ที่มันร่วงหล่นหายไปเมื่อ 2 เดือนก่อนนู้น เดินหาอยู่ 6 ชั้นก็ไม่มีเลย เพราะว่าตอนนี้มันตกรุ่นไปแล้ว ผมเลยตัดสินใจนั่งรถไป Funan center ตึกไอทีที่อยู่ติดโรงแรมเพนนินซูลาที่เคยพาลูกเมียมานอน ที่ห้างนี้ก็เป็นศูนย์รวมเครื่องไฟฟ้าและไอทีเช่นเดียวกัน แต่คนไม่พลุกพล่านเท่า และร้านรวงดูเป็นระเบียบกว่าที่ Sim Lim มากเลยครับ และผมก็ได้ stylet สมใจอยากในราคา 15 เหรียญ เจ็บใจมาก เจ็บใจ ผมค่อยๆบรรจงใส่มันในช่องเสียบ PDA แล้วลูบไปลูบมา (ไม่รู้เหมือนกันว่าลูบมันทำไม) คิดถึงครับ <p style="margin: 0cm 0cm 0pt" class="MsoNormal"></p> กลับถึงห้องพักก็มานั่งเปิดเครื่องคอม สามารถใช้ internet ได้แล้ว เลยจมอยู่กับมัน 3 ชั่วโมงเลย เล่นให้สมอยาก เทดคืนเงินค่ามัดจำห้องให้ผม เขาซื้อถ้วยและตะเกียบเป็นที่ระลึกมอบให้ผมและพี่พิชัยด้วยนะ จะบอกให้ <p style="margin: 0cm 0cm 0pt" class="MsoNormal"></p> คืนนี้เราออกไปกินข้าวเย็นกันที่ Wisma Atrium ถนนออร์ชาร์ด ผมอยากไปดูไฟตามถนน เพราะว่านี่ก็ใกล้ช่วงคริสต์มาสเต็มทีแล้ว ว่ากันว่าที่ถนนเส้นนี้จะสวยเหมือนบนสวรรค์เลยเชียวครับ (ยังไม่เคยไปสวรรค์ครับ พ่อผมก็ไม่เคยแวะมาบอกเสียด้วยสิ) แต่ผมก็ต้องผิดหังเพราะว่าเขาแค่ตกแต่งแต่ยังไม่เปิดไฟ เราเดินเล่นกัน ดูการแสดงดนตรีริมถนน 2 กลุ่ม ที่ถูกใจผมมากก็คงจะเป็นการเล่นพิณจีนกับอิเล็กโทน เพราะมากเชียวครับ คนเล่นก็ส๊วยสวย ผมยืนฟังอยู่ 3 เพลง พี่พิชัยก็ควักเงิน (สำเนียงใต้ครับ) 2 เหรียญไปหยอดให้เขา <p style="margin: 0cm 0cm 0pt" class="MsoNormal"></p> ผมแนะนำให้พี่พิชัยกินหมี่ฮกเกี้ยน ระหว่างที่รอคิวอยู่นั้นผมก็ได้ยินเสียงใสๆเป็นคนไทยอยู่ข้างหลัง เลยหันไปทักทายด้วย ได้เจอกับคุณแม่คุณลูกคู่หนึ่งมารอกินเหมือนผม เลยชวนให้ไปนั่งด้วยกัน คุยกันจนกินเสร็จก็แยกย้ายจากกันไป จากนั้นผมกับพี่พิชัยก็เดินต่อไป กินลมชมสวนในเมืองตอนสามทุ่มจนกระทั่งถึงปลายถนนที่สถานี Dhoby Ghout แล้วมุ่งหน้าสู่ถนน Princep ผมพาพี่พิชัยมาที่ Roomful of Blue ที่ที่ผมกับพี่โต้งและเท้งมานั่ง 2 ครั้งแล้ว เราได้นั่งฟังเพลงบลูไปดื่มเบียร์ไป ผมรอจนกระทั่งนักดนตรีชาวฟิลิปปินส์ที่ผมชื่นชอบมาเล่นกีตาร์ให้ฟัง ราวเที่ยงคืนก็เดินกลับบ้านด้วยกัน คิดถึงพี่โต้งครับ เพราะครั้งแรกที่มานี่ พี่โต้งเมา เดินไปส่งผมถึงที่พัก คุยกันเสียงดัง (อยู่คนเดียว) ครั้งหลังแกไม่เมา และเดินไปส่งผมเช่นเคย เดินไปบ่นไป “ทำไมมันไกลจังวะ” ฮ่า ฮ่า <p style="margin: 0cm 0cm 0pt" class="MsoNormal"></p> เช้าวันนี้ผมตื่นขึ้นมาสดชื่นครับ เราไป round เช้าด้วยกันตามคำร้องขอของอาร์เธอ ผมมีคนไข้แค่ 6 คนที่ต้องดู แต่ส่วนของอาร์เธอมีมากมายเชียว แต่ผมก็ไม่ได้ดูคนไข้เขาตามที่ผมเคยบอกครูหาญไปแล้ว พี่พิชัยก็กำลังลังเลว่าจะเป็นเด็กดื้อแบบผมหรือจะตามน้ำไป อันนี้ตัวใครตัวมันนะคร๊าบบบ <p style="margin: 0cm 0cm 0pt" class="MsoNormal"></p> ก่อนเที่ยงเล็กน้อยผมโทรไปหาคุณอุ๊ เพื่อบอกว่าจะกลับบ้านแล้ว อยากเลี้ยงข้าวเที่ยงซักมื้อ ให้ชวนน้องเดียร์ไปด้วย แล้วเราก็ไปเจอกันที่สถานีรถไฟฟ้า Yishun ไกลปู้นเลยครับ เกือบถึง Woodland ใกล้ด่านเข้ามาเลเซียเชียวครับ คุณอุ๊และน้องเดียร์มารออยู่แล้ว ได้รู้จักน้องคนใหม่ชื่อแฟนต้า ตอนแรกได้ยินว่า แพนด้า เขามาเรียนที่นี่ราวๆ 6 เดือนแล้ว กำลังจะกลับบ้านในอีก 2 สัปดาห์หน้านี้ น้องคนนี้บ้านอยู่ใกล้บ้านพี่พิชัยที่นนทบุรีแค่กิโลเดียวเองครับ คุณเดียร์พาเราไปกินอาหารมาเลย์กัน ผมสั่งหมี่เสียมมากิน “Mee Siam” ผมอยากเรียกว่าหมี่สยามใจจะขาด แต่เขาฟังไม่รู้เรื่อง ต้องหมี่เสียมเท่านั้น ผมรู้สึกว่าอร่อยกว่าในสนามบินครับ มื้อนี้อดเลี้ยงเพราะว่าต่างคนต่างสั่ง เรานั่งคุยต่อในร้านนี้อยู่เกือบชั่วโมง เด็กๆ 2 คนคุยเก่ง ช่างสงสัย ผมก็ได้มีโอกาสสั่งสอนเธอด้วยเรื่องการใช้ชีวิตต่างแดนโดยไม่มีพ่อแม่ หวังว่าเธอทั้ง 2 คงไม่เบื่อ แต่ก็ไม่น่าจะเบื่อเพราะถามผมตลอดเลยเชียว จากนั้นผมก็พาไปกินขนมปัง Ya Kun Kaya ได้เลี้ยงจริงๆซะที เป็นการตอบแทนบุณคุณ เพราะเมื่อผมมาใหม่ๆก็ได้คุณอุ๊นี่แหละที่ช่วยวิ่งหาที่พักให้ ถึงแม้ที่สุดแล้วหาไม่ได้ แต่ผมก็ถือเป็นบุญคุณจริงๆ ตอนที่ลูกเมียมาเที่ยวเธอก็มาบริการ ตอนที่ป๋องมาก็ซื้อตั๋วเที่ยวราคาถูกผ่านเธออีก ก่อนแยกย้ายจากกันวันนี้คุณอุ๊ก็หิ้วของฝากไปให้ลูกสาวทั้ง 2 คนของผมอีก ผมนี่โชคดีที่ได้เจอคุณอุ๊ครับ <p style="margin: 0cm 0cm 0pt" class="MsoNormal"></p> ขากลับผมเลือกนั่งรถบัสกลับ สาย 857 สายที่ผมขึ้นไปตึกทุเรียนนั่นไง ได้นั่งรถบัสเที่ยวสมใจอยาก ได้ผ่านต้นถนนสาย Serangoon (เมื่อเช้าผมบ่นอยู่หลัดๆว่าอยากรู้ความยาวของถนนสายนี้) สมใจนึกจริงๆครับ <p style="margin: 0cm 0cm 0pt" class="MsoNormal"></p> เหลือพรุ่งนี้อีกวัน คืนพรุ่งนี้ภาควิชาจะเลี้ยงส่งผมครับ ผมเก็บพลุกระดาษเอาไว้ตั้งแต่งานเลี้ยง D&D พรุ่งนี้จะดึงให้ดังปุ้ง ฉลองใหญ่ครับ ยาฮู้
ยินดีด้วยค่ะ อาจารย์ :-)
ขอบคุณครับพี่แดง
:-) <--อย่างนี้แสดงว่านอนตะแคงอ่าน
ยิ่งใกล้จะถึง เหมือนเวลามันจะยิ่งยาวนานมัยครับ พี่หมอ
ฮิฮิฮิ หรือว่ายังไม่ยากครับ
ถ้าเมื่อ 2 สัปดาห์ก่อนนี่ตอบว่าใช่ครับ
แต่ 2 วันมานี้ ผ่านไปรวดเร็วเชียว อยากกลับ อยากกลับครับอ.จารุวัจน์
กลับบ้านดรารักรออยู่ เพลงอันนี้ใช่ได้ไหม
ใช้ได้ครับคุณต่วน
พอกลับแล้ว เขียนบล็อกใหม่อีกนะคะ นรีเวช?
ท่านผู้มีอุปการคุณทั้ง 2 ท่านครับ
, 
เขียนแน่ๆ น่าจะเป็นกรเปลี่ยนชื่อ blog มากกว่าเปิด blog ใหม่
ชื่อนั้นรออยู่ น่าจะเป็น หมอฉี่เล็ด หรือไม่ก็ รับซ่อมช่วงล่าง เฮ้อ...
สวัสดีครับคุณหมอ
Welcome to Thailand
ยินดีด้วยครับ
สวัสดีครับ
ตอนนี้สองสาวที่บ้านกระโดดโลดเต้นใหญ่แล้วครับ
- สวัสดีค่ะอาจารย์
-ตนเองห่างหายจาก G2K ซะนาน เลยเพิ่งได้เข้ามาอ่านบันทึกเรื่องนี้ พอเปิดอ่าน..ก็เจอตอนเกือบจบพอดี ทำให้ต้องรื้อพลิกกลับไปอ่านตอนแรกๆซะจนตาแฉะไปเลย
- รู้สึกเชยจังเลย ไม่รู้ว่าอาจารย์ไปเรียนต่ออยู่ที่สิงคโปร์ (วอร์ดมันยุ่งน่ะค่ะ งานมันเยอะ... เลยไม่ได้รับรู้โลกภายนอกเลย แหะๆๆ แก้ตัว) นั่นสินะ.. นึกๆอยู่เหมือนกันว่าช่วงนี้ที่วอร์ดไม่ค่อยมีคนไข้ของอาจารย์ ... ขอโทษนะคะ ขอโทษ ^^''
-ขอบคุณสำหรับบันทึกดีๆ อ่านสนุก น่าอ่านมากเลยค่ะ อ่านแล้วชอบมาก เหมือนนั่งอ่านนิยายเลย ^__^
- ขอให้เดินทางกลับบ้าน และกลับ มอ. โดยสวัสดิภาพค่ะ
^________^
สวัสดีครับ
k-jira
ขอบคุณคร๊าบที่ยังรู้สึกมาตลอดว่าผมยังอยู่ที่ม.อ. แค่รู้สึกว่าไม่ค่อยมีคนไข้ผมมา admit
จริงๆต้องไม่มีเลยสิถึงจะถูกใช่ไหมครับ
ใกล้จะกลับจริงๆก็รู้สึกตื่นเต้นเล็กน้อย เพราะกลัวว่าจะทำงานได้ไม่ดีเหมือนเดิม แฮ่ แฮ่ (ที่จริงเมื่อก่อนก็ไม่ค่อยดีเท่าไหร่หรอกนะ)
ป่านนี้คุณหมอคงจะถึงบ้านแล้วมั้งค๊ะคุณหมอ เด็ก ๆ คงดีใจกันใหญ่เลยนะค๊ะ
มารีบดีใจกับอาจารย์แป๊ะอีกคน
ยินดีต้อนรับกลับ หาดใหญ่
กลับมาแล้วเขียนต่อด้วยนะครับ
ผมเองกลับมา ไม่ว่างเขียนแฮะ
พี่เม่ยครับ
คุณโอ๋
อาจารญ์ขจิต
ดีใจกันถ้วนหน้าเลยครับท่าน
สวัสดีครับพี่หลวง
เห็นเงียบหายไป ผมนึกว่าอาจารย์อยู่ที่มาเลเซียซะอีกนะครับเนี่ย
เรื่องเขียนต่อน่ะ เขียนแน่ๆครับ แต่คงไม่ถี่จัด ต้องรอให้ลูกๆหลับก่อนครับ แต่นั่นแหละ มารู้ตัวอีกทีก็เช้าแล้วทุกทีสิน่า