ในช่วงเวลาที่ผ่านมาประมาณ กว่า ๒ เดือนผมใช้เวลาครุ่นคิดว่า
ผมจะทำนาอย่างไรที่จะไม่ต้องลงทุนลงแรง แต่มีข้าวกิน
หรือถ้าจะลงก็น้อยที่สุดที่ไม่มีทางขาดทุนแน่นอน และคนทั่วไปนำไปปฏิบัติได้
นา ๑๐ พย ๕๐
ทำไมเกษตรกรทั่วไปต้องไถ
· เพราะต้องการกำจัดวัชพืช
· จนเกิดผลในการทำลายดินอย่างรุนแรง ดินเสียโครงสร้าง แน่นทึบ เพียงไม่กี่วันหลังการไถ
· และทำให้ “รู้” ว่าต้องไถ จึงจะร่วน (แบบชั่วคราว)
ทำให้ต้องเตรียมการและลงทุนมาก และเป็นสาเหตุหนึ่งในการขาดทุน
· ต้องมีไถ หรือรถไถไว้ตลอด ปีหนึ่งใช้ไม่กี่ครั้ง แต่ก็ต้องมี
· ต้องใช้แรงงาน และน้ำมันที่แพงขึ้นทุกวัน
· ต้องใช้เวลามากในกระบวนการทำงาน
· ต้องรอจังหวะฝน จังหวะน้ำ จังหวะดิน
· ทำลายระบบธรรมชาติ จนเจ้าของนาต้องเข้าไปจัดการทุกเรื่อง ที่ต้องใช้ทุนมาก
· โดยรวม การลงทุนดังกล่าวทำให้ต้นทุนสูงกว่าราคาข้าวที่จะขายได้
การไม่ไถ ทำให้ดินร่วนแบบถาวร โดยปล่อยให้สิ่งที่มีชีวิตในดิน บนดิน ในน้ำ ในอากาศ ทำหน้าที่แทนเราได้
ทำไมเกษตรกรทั่วไปต้องดำนา
· เพราะลดการแข่งขันของวัชพืช
· ให้ข้าวเจริญสม่ำเสมอ สวยงาม
ข้อนี้เป็นการทำตามความรู้สึก ที่แพงมาก ทั้งเวลา ค่าแรง และต้นทุนในการทำงาน ที่ต้อง
· เตรียมแปลงกล้า
· ดูแลแปลงกล้า
· ไถดะ (ภาษาอีสาน-ไถฮุด)
· ทิ้งให้หญ้าเน่าตาย
· ไถแปร
· ทิ้งให้ขี้ไถร่วน นิ่ม เละ
· คราด ทำเทือก
· ถอนกล้า
· ขนกล้าไปปักดำ
ทุ่มเททำในสิ่งที่ ไม่ต้องทำก็ได้
เพราะโดยธรรมชาติข้าวที่โตห่างกันจะแตกกอมากถ้าถี่จะแตกกอน้อย เป็นปกติ อยู่แล้ว
การหว่านจึงให้ผลไม่แตกต่างจากการดำ เพียงแต่ลดการแข่งขันของวัชพืชได้เท่านั้นก็พอแล้ว
วนไปวนมาก็ติดอยู่เรื่องเดียว “วัชพืช”
ดังนั้นผมจึงไม่ทำอะไร ตั้งใจลดการแข่งขันของวัชพืชเพียงอย่างเดียว
· ผมจึงใช้วิธี “ทดน้ำแช่” ให้ “วัชพืช” อายุยืนตาย ในช่วงที่มีน้ำไหลบ่าผ่านแปลง
นา ต้นพฤษภาคม ๒๕๕๐
· ปล่อยปลากินหญ้า (เฉาฮื้อ)
· เดินถอน “วัชพืช” ที่ยังตายไม่หมด
· พอน้ำลดลง ก็หว่านข้าว ถั่ว งา
นา ๘ มิย ๕๐
· จะมีหญ้าอายุสั้นขึ้นปนกับข้าว ถั่ว งา
นา ๒๒ กค ๕๐
· พอหญ้าส่วนใหญ่เริ่มจะออกดอก (๒ เดือน หลังหว่านข้าว) ใช้เครื่องตัดหญ้าสะพายหลัง ตัดหญ้า ปนถั่ว ปนข้าว ไปให้วัวกิน
นา ๒๓ กค ๕๐
· ปล่อยให้ข้าวแตกยอดใหม่ แต่หญ้าจะตายเป็นส่วนใหญ่· ไม่ต้องทำอะไร รอเกี่ยวอย่างเดียว
ถ้าเกี่ยวไม่เป็นจะทำอย่างไร
· ต้องจ้างคนเกี่ยว
ถ้าไม่มีเงินจ้างล่ะ จะทำอย่างไร
· ผมคิดอยู่นาน จนได้คำตอบเมื่อวานนี้ ว่า
· ไปบอกให้คนที่ต้องซื้อข้าวบริโภค มาเกี่ยวแบ่งกัน
· ถือว่า ผมก็ยังไม่ต้องลงทุนอะไร เช่นเดิม
ใช้ข้าว เกี่ยวตัวเอง ขนตัวเอง สีตัวเอง เข้ากระสอบเอง และมาอยู่ที่บ้านผมเอง
บางท่านคงจะงงนะครับ ก็ผมวางแผนให้
· คนเกี่ยวข้าวลงทุนทั้งหมด และ
· แบ่งข้าวให้ผมพอกินพอใช้ และได้ขยายที่ปลูกใหม่ และ
· ผมได้ข้าวพอกินก็พอ (ปีหนึ่งผมจะต้องใช้ข้าว ประมาณ ๗๐๐ กก. ข้าวเปลือก หรือ ๓๕๐ กก. ข้าวสาร ก็พอ รวมแจกให้เพื่อน และญาติพี่น้องทานแล้วด้วย)
ที่เหลือ ปล่อยให้ร่วง หรือทิ้งไว้ในนา ปีต่อไป จะได้ไม่ต้องหว่านอีก
ที่เหลือก็ทำบุญ ทำทาน ให้กับคนไม่มีนา ไม่มีข้าวกิน
โดยให้เขามาเกี่ยวข้าวแบ่งกันนั่นแหละครับ
ผมจึงถือว่า
ผมทำนา ไม่ไถ ไม่ดำ ไม่หว่าน ไม่เกี่ยว สำเร็จแล้วครับ
และ ทำให้ผมได้
· ระบบนิเวศธรรมชาติ ที่ลุ่ม ที่หนองน้ำ ป่าบุ่งป่าทามที่ดีคืนมา
· มีข้าวอินทรีย์ คุณภาพดี ไว้บริโภคเอง อย่างพอเพียง ไว้แจก
· ทำบุญ ทำทาน ด้วยข้าวดีๆ กับคนที่ไม่มีนา ไม่มีข้าวดีดี บริโภค
· มีพันธุ์ข้าวดีๆ ไว้ขยายพันธุ์ ไว้แจกให้กับพันธมิตร และเครือข่าย
ปีนี้หลังจากตัดต้นข้าวเป็นตารางเมตรตรวจสอบผลผลิตแล้ว
นา ๑๐ พย ๕๐
นายอนุวัฒน์ เจิมปรุ
นักศึกษาคณะเกษตรศาสตร์ ปีที่ ๒ มาเยี่ยมแปลงนา ก็เลยได้วัดผลผลิตข้าวด้วยตัวเอง
ได้จำนวนรวง ๑๓๗ รวง ต่อตารางเมตร
ฟางข้าวสด ๒.๓ กก. ต่อ ตารางเมตร
มีวัชพืชปน ๓๔ ต้นต่อตารางเมตร น้ำหนักสด ๓๐๐ กรัมต่อตารางเมตร
การนับเมล็ดข้าวต่อรวง โดย นาย อนุวัฒน์ เจิมปรุ
ได้เฉลี่ยประมาณ ๑๕๐ เมล็ดต่อรวง และมีเมล็ดลีบเพียง ๑.๕%
คาดว่าจะได้ผลผลิต ประมาณ ๖๐๐-๗๐๐ กก. ต่อไร่ (จากค่าเฉลี่ย ๖๗๕ กก/ไร่)
จากที่นาที่ทำจริงๆ ๓ ไร่กว่าๆ (ที่เหลือเป็นบ่อปลา คูนาปลูกกล้วย ไม้ผล ไม้ยืนต้น)
น่าจะได้ข้าวเปลือกทั้งหมดประมาณ ๒ ตันกว่าๆ ครับ
จะมีฟางเหลือผุพังอยู่ในนาประมาณ ๑๒ ตัน
และมีปุ๋ยคอกสำรองไว้แล้วประมาณ ๑๕ ตัน จากการเลี้ยงวัว ๑๐ ตัว ควาย ๖ ตัว
ปีที่แล้ว ผมได้ข้าว ๒.๔ ตัน (ที่ใช้บริโภคในครัวเรือน แจก แบ่งให้ญาติไปทำพันธุ์ เลี้ยงไก่ ทีเหลือใช้เลี้ยงวัว) โดยไม่ตัดข้าวไปให้วัวกิน
ปีนี้ทดลองตัดต่ำบ้างสูงบ้าง เพื่อทดสอบการกำจัดวัชพืช นำหญ้าและข้าวที่ตัดไปให้วัวกิน และไม่ได้ใส่ปุ๋ยคอกเพิ่ม ผลผลิตเลยลดลงนิดหน่อยครับ
ปีหน้าจะ
· ใส่ปุ๋ยคอกที่มีทั้งหมด
· ปล่อยให้ข้าวงอกเอง แต่จะหว่านถั่ว งา เติมลงไป หรือหว่านข้าวพร้อมถั่ว งา ในนาแปลงใหม่
· ตัดหญ้าสูงกว่าปีนี้ (สัก ๔-๖ นิ้ว) ให้ข้าวแตกดีกว่าเดิม
· และจะรอให้ข้าวมาเข้าบ้านเองเหมือนเดิมครับ





แม่ของดิฉันมีที่ทำนา ก็เคยจ้างคนทำนา ปรากฏว่าซื้อข้าวกินน่าจะถูกกว่า
ต่อมาสู้ไม่ไหว ค่าจ้างแพง
ก็ทำแบบอาจารย์ โดยให้คนอื่นทำนาให้เลย แล้วแบ่งข้าวมาได้น้อยก็ไม่เป็นไร
คุ้มค่ะ
ผมถือว่าไม่มีใครขาดทุน ทุกฝ่ายได้ทั้งหมด รวมทั้งระบบธรรมชาติ เพื่อนบ้าน
ผมก็ถื่อว่าสำเร็จครับ
และไม่ต้องไปพึ่งพาระบบทุนภายนอกที่ไม่มีใครเขาไม่เสี่ยงกับเรา มีแต่เราเสี่ยงต่การขาดทุนอยู่ฝ่ายเดียว
ลองทำดูซิครับ
ปีหนึ่งแทบไม่ต้องทำอะไร ได้ข้าว ๖๐๐ กก ต่อไร่ น่าจะยอมรับได้นะครับ
ไร่เดียวก็พอกินในครอบครัว
๒ ไร่ เหลือแจกเพื่อนฝูง ญาติพี่น้อง
๓ ไร่ เหลือไว้สร้างพันธมิตร
๔ ไร่ขึ้นไป เหลือขาย
ชุดความรู้ก็พอมี ลองไปปรับใช้ได้เลยครับ
อาจารย์คะหนูอยากลองเอาทำนาแบบอาจารย์ไปลองทำดูแย้วล่ะ แต่ไม่รู้ว่าคุพ่อจะช่วยปะ แต่น่าลองมั่กมากเลย อิอิ
ลองสักไร่หนึ่งก่อนก็ได้ ได้ผล รู้เทคนิค วิธีการแล้วค่อยขยาย จะไม่พลาดครับ
จะให้ดีมาคุยกันก่อนก็ได้ครับ
ผมว่าที่เขามีโรงเรียนชาวนา ของอาจารย์แสวงนี่ต้องเป็นระดับวิทยาลัยหรือมหาวิทยาลัยชาวนา ผมว่าอาจารย์มิได้ทำแคเตรียมดินปลูกข้าว ผมว่าแบบนี้เขาเรียกปลูกข้าวในใจคน ที่ต้องเตรียมใจ ทำใจ จึงจะปลูกใจสำเร็จ
มีโอกาสคงต้องพาสมาชิกที่ศึกษาไปดูงานอาจารย์แน่ๆ
อาจารย์ครับเดี๋ยววันอาทิตย์หน้าไปช่วนเกี่ยวนะคับอาทิตย์นี้ไม่ไหวร่างกายทรุดโทรม ภูมิแพ้กำเริบครับ
ขอบพระคุณครับ
ผมพยายามใช้ควาวรู้ที่เรียนมาให้เป็นประโยชน์สักหน่อย เท่านั้นแหละครับ
ผมทำงานวิจัยพบว่าระบบนิเวศเสื่อมโทรมมาก เหลือแต่ทรากเชิงโครงสร้าง
ดิน น้ำ ป่า ขาดชีวิต ชีวา
จนพระแม่ธรณีไม่สามารถดูแลพระแม่โพสพได้
เทพาอารักษ์ก็ถูกทำลาย จนอย่างมากก็เหลือแค่ตอไม้
พระแม่คงคาก็เหลือแค่ "น้ำ" ปนสารพิษ สารพัดชนิด
นักวิชาการไทย ร่วมหัวกับนักธุรกิจที่มีความรู้แค่การค้ากำไร ยุยงส่งเดชให้ชาวบ้านที่ไม่ทันเกมส์การเมือง การค้าวิ่งตามแนวคิดฝรั่ง ลืมภูมิปัญญาไทยในการดูแลทรัพยากร
ถ้าเราไม่กระตุกความคิดกันบ้าง เราก็คงเป็นได้แค่ "ปุ๋ย" ให้กับบริษัทข้ามชาติที่เอาไปเป็น "วัสดุ" ให้บริษัทเขาเจริญอย่างไม่มีขีดจำกัด
หลังจากเขาสูบเลือดกินเนื้อ พระแม่ธรณี พระแม่คงคา เทพาอารักษ์เราไปจนหมดแล้ว เราจะเหลืออะไร
มีแต่สารพิษ สารเสพติด สารบำรุงกำลัง เต็มบ้านเต็มเมือง
พอเสพเข้าไปก็หลอกตัวเองว่า "ยังมีกำลัง"
เราจะอยู่ได้นานเท่าไหร่กันครับ
ทั้งชาวบ้าน และท่านนักวิชาการที่เสวยสุขบนหอคอยงาช้าง ทั้งหลาย
ท่านยังจะแข่งกันผลิตกระดาษเปื้อนหมึก ตามค่า KPI ของใครก็ไม่รู้ เพื่อใครก็ไม่รู้ ประเทศชาติไม่เห็นได้ประโยชน์อะไร
แล้วใครได้ประโยชน์ ผมก็ไม่ทราบ
แต่น่าจะมีนะครับ
ใครทราบช่วยบอกทีครับ
ขอบคุณครับพันธมิตรทุกท่านที่เข้ามาติดตามผลงาน
ผมคิดว่า ผลผลิตไม่น่าจะแปรปรวนมากนัก
ปีที่แล้วได้ ๘๐๐ กก ต่อไร่ ปีนี้ก็ประมาณ ๖๐๐ กว่าๆ
จอลองปรับปีหน้าครับ
ทั้งนาเก่า และนาใหม่ ที่จะเริ่มปีนีอีก ๑๑ ไร่
ลบคำสบประมาทของสมาชิกเครือข่าย ที่ว่า
"ก็อาจารย์มีแค่ ๔ ไร่ก็เฮ็ดได้แหละเนาะ ผมมียี่สิบกว่าไร่ เฮ็ดบ่ไหวดอกครับ"
ผมจึงจะลองทำ ๑๕ ไร่
แบบ
ไม่ไถ ไม่ดำ ไม่หว่าน ไม่เกี่ยว
ดูซิว่าจะมีปัญหาอะไร
ไม่มีรถไถ ไม่มีแรงงาน ไม่ลงทุนใดๆ แบบนี้แหละ จะได้สักเท่าไหร่
คิดว่าจากความรู้ที่มี น่าจะได้ประมาณ ๘๐๐ กก ต่อไร่ นะครับ
ผมมั่นใจมากเลยครับ
ปีหน้าผมจะตัดให้สูงกว่านี้ (ที่ตัดง่ายกว่ากัน ครับ)
แค่เพิ่มปุ๋ยคอกเท่าทีมีก็เหลือเฟือแล้วครับ
แล้วผมอยากจะฟังว่าคนที่สบประมาทผมเมื่อปีที่แล้ว จะพูดต่อไป ว่าอย่างไร
ดังนั้น
ผมจึงอยากให้เกษตรกรเลี้ยงสัตว์ สัก ๒-๓ ตัว ก็จะได้ปุ๋ยคอกและลดภาระการดูแลวัชพืชโดยทั่วๆไปด้วยครับ
สิ่งที่หลายคนนิยมทำเหมือนกันใช่ว่าจะถูก สิ่งที่คนไม่นิยมสนใจใช่ว่าจะผิด การคิดนอกกรอบถือเป็นการสรรสร้างสิ่งใหม่ๆเพื่อจรรโลงใจให้สดชื่นกระชุ่มกระชวย ในขณะที่โลกทั้งใบกำลังหมุนรอบตัวเองอยู่นั้น เราก้ไม่จำเป็นจะต้องเอี้ยวตัวหมุนตามไป แต่เราสามารถหมุนเอี้ยวร่างกายในทางตรงกันข้ามของการหมุนของโลก ความคิดและการปฏิบัติก็เช่นเดียวกัน การคิดในทางกลับกันกับความคิดของผู้อื่นและปฏิบัติสวนทางใคร ใช่ว่าจะเป็นไปไม่ได้ในการประสบกับความสำเร็จ …. สู้ต่อไปครับคุณครู นักพัฒนาปัญหาของไทย
ได้ไปดูจริงๆดีจัง
สนุกเปล่า ได้อะไรบ้างเล่าให้ฟังบ้างสิ อยากรู้จัง
แปลกนะ
ใกล้ๆแค่นี้ไม่ยอมไปดูเอง
วันหลังก็ให้เพื่อนทานอาหารแทน แล้วก็มาเล่าให้ฟังว่าอร่อยอย่างไร ดีไหม
ประมาณกันนั่นแหละครับ
หนูอยากรู้อย่างละเอียดจังเลยค่ะ ว่าอาจารย์ทำได้ยังไง ไม่หว่าน ไม่ไถ ไม่ดำ ไม่เกี่ยว แล้วอาจารย์ไปเอาผลผลิตมาจากไหนคะ
สวัสดีครับ อาจารย์
สวัสดีครับ
แวะมาอ่านครับ
ขอศึกษารายละเอียดก่อนนะครับ
ผมเซฟเอาไว้แล้ว ;)
Model แรก ๆ
Model ยุคกลาง หรือยุคที่ 2 "ยกระดับราคาข้าว"