อาจจะเป็นจริง ที่หลานสาวผมได้ไปเกิดใหม่ แต่การไปติดต่อ พบปะกันอีกครั้งหนึ่ง มีทั้งข้อดีและข้อเสีย ขอให้คิดเอาเองว่า จะยอมรับข้อเสียได้หรือไม่ และข้อเสีย ก็จะทำให้เกิดทุกข์มากขึ้นไปอีก

ตั้งแต่เกิดมา ผมนับถือศาสนาพุทธเป็นสรณะมาตลอด และไม่เคยคิดว่าจะมาเผชิญเหตุการณ์ประหลาดที่ทางศาสนาพุทธถือว่าเป็นเรื่องที่ไม่ควรจะคิดถึง ให้เป็นกังวล ก็คือ

ตายแล้วไปไหน?” 

ตามที่ผมเข้าใจตามหลักศาสนาพุทธนั้น การ เกิด ตาย เป็นเรื่องของจิต

แต่การเกิดตายในเชิงของร่างกาย แต่วิญญาณยังคงอยู่นั้น ไม่ค่อยมีการพูดถึงกันนัก

และผมก็ไม่เคยใส่ใจกับเรื่องนี้ จนกระทั่ง เมื่อประมาณ 3-4 ปีมาแล้ว มีเหตุการณ์ที่สำคัญเกิดขึ้นในครอบครัวผม ที่น่าจะนำมาบันทึกไว้ ณ ที่นี้ คือ

 เมื่อปี พ.ศ.2540 หลานสาวผมคนหนึ่ง ได้ป่วยติดเชื้อพิษสุนัขบ้า รักษาไม่หาย เป็นเวลาหลายเดือน จนถึงแก่ชีวิต เมื่ออายุได้แค่ 18 ปี

ซึ่งก็ได้ทำพิธีทางศาสนาตามประเพณีปฏิบัติของศาสนาพุทธ อย่างปกติธรรมดา 

หลานสาวผมคนนี้ เป็นที่รักและความหวังของครอบครัวพี่ชายผม เพราะมีลูกสาวคนเดียวที่คาดว่าจะให้ดูแลกิจการร้านขายของที่ทำอยู่ในปัจจุบัน

เมื่อหลานสาวเสียชีวิต พี่ชายผมจึงทำใจไม่ได้ จึงได้เข้าวัดไปทำบุญและอุทิศตนดูแลวัดป่าแห่งหนึ่ง ห่างจากบ้านประมาณ 5 ก.ม. ทั้งๆที่ พี่ชายผมเป็นคนปกติ ไม่ค่อยจะเข้าวัดเท่าไหร่  

หลังจากนั้น ประมาณ 2 ปี (พ.ศ.2542) พี่ชายและพี่สะใภ้ของผม ก็ได้ยินเสียงโทรศัพท์ เมื่อเวลาประมาณเที่ยงคืนของทุกวัน

ยกขึ้นมาฟังก็ไม่มีเสียงพูด แต่ได้ยินเสียงดนตรีประหลาดๆ เหมือนบรรเลงดนตรีไทย ขับกล่อมในสมัยโบราณ เหตุการณ์เป็นอย่างนี้แทบทุกวัน เป็นเวลาร่วมหลายเดือน

ทำให้พี่ชายและพี่สะใภ้ผมประหลาดใจ และสงสัยว่า จะมีเด็กแกล้งโทร.เล่นเข้ามาผิดเบอร์  

จนกระทั่ง ประมาณปี 2543

ก็เริ่มมีเสียงพูด ถาม ว่า แม่อยู่บ้านหรือเปล่า ! ”

พี่สะใภ้ผม ตอบว่า อยู่

ก็มีเสียงผู้หญิงวัยรุ่น ตอบกลับมา ว่า แม่จริง ๆ ด้วย

และมีเสียงพูดต่อไปว่า แม่มารับหนูด้วย หนูอยากกลับบ้าน

พี่สะใภ้ผมถามว่า ใคร..อยู่ที่ไหน...

มีเสียงตอบกลับมาว่า ก็หนู..ไง แม่จำหนูไม่ได้เหรอ..แม่บอกพ่อมารับหนูด้วย 

พี่สะใภ้ผมตกใจมาก แต่ก็ไม่กล้าเล่าให้พี่ชายผมฟัง

จนกระทั่งอีกประมาณเดือน สองเดือนต่อมา พี่ชายผมเริ่มสงสัยเรื่องได้ยินเสียงโทรศัพท์ตอนเที่ยงคืนบ่อยๆ

(เวลาเที่ยงคืน เป็นเวลาที่พี่ชายและพี่สะใภ้ผม ปิดร้านขายของที่ขายอยู่เป็นประจำ และเมื่อสมัยหลานสาวผมยังมีชีวิตอยู่นั้น ได้ช่วยขายของและช่วยเก็บร้านตอนเที่ยงคืนเป็นประจำทุกวัน ซึ่งเป็นภารกิจสำคัญของหลานสาวในช่วงก่อนเสียชีวิต) 

พี่ชายผมได้นำเรื่องนี้ไปปรึกษากับพระที่วัด  

·        ว่าเป็นไปได้แค่ไหน

·        และควรจะทำอย่างไร? 

พระท่านบอกว่า

อาจจะเป็นไปได้ ที่หลานสาวผมได้ไปเกิดใหม่ แต่การไปติดต่อ พบปะกันอีกครั้งหนึ่ง มีทั้งข้อดีและข้อเสีย มันเป็นคนละภพ คนละชาติแล้ว วิญญาณเขาอาจเคยเป็นลูกเรา แต่ตัวเขาไม่ใช่ลูกเรา

จะมีปัญหา ขอให้คิดเอาเองว่า จะยอมรับข้อเสียได้หรือไม่ และข้อเสีย ก็อาจจะทำให้เกิดทุกข์มากขึ้นไปอีก  

หลังจากนั้นอีก 2-3 ปี ก็มีโทรศัพท์เหตุการณ์เช่นเดิม ติดต่อมาอีกประมาณเที่ยงคืนของทุกวันอย่างต่อเนื่อง

จนมีวันหนึ่ง ทางพี่ชายผมจึงขอคุยโทรศัพท์กับพ่อแม่ของเด็กที่โทรศัพท์มาที่บ้านนั้น  

ก็ได้ความว่า ในช่วงที่หลานสาวผมเสียชีวิตที่โรงพยาบาลมหาราช (เมษายน 2540) นั้น

แม่ของเด็กที่เกิดใหม่ ได้มาเยี่ยมญาติที่โรงพยาบาลมหาราช และหลังจากกลับไป อีก 9 เดือน ก็คลอดเด็กหญิงดังกล่าว

ซึ่งคาดว่า ในเชิงจิตวิญญาณแล้ว อาจจะเป็นไปได้ว่า วิญญาณหลานสาวผมไปเกิดใหม่ ในท้องของผู้หญิงคนนั้น 

แต่คุยไปสักพัก ทางพ่อของเด็กผู้หญิง ก็ไม่ค่อยพอใจที่พี่ชายผมไปก้าวก่าย วุ่นวาย กับลูกสาวของเขา

พี่ชายผมจึงมาคิดใหม่ จึงพยายามตัดใจ เข้าวัด ทำบุญทำทาน และพยายามไม่คิดเรื่องนี้อีกต่อไป 

ประกอบกับคำเตือนของพระที่วัด ว่า ควรจะตัดเวร ตัดกรรม จะได้ไม่มีทุกข์ 

จนถึงทุกวันนี้ เด็กผู้หญิงคนนั้น ก็ยังโทร.มาหาพี่ชายผมและพี่สะใภ้อยู่เรื่อยๆ

แม้จะอายุเพียง 8-9 ขวบ แต่เสียงที่พูดก็เป็นเสียงเหมือนผู้ใหญ่  

เมื่อวันผมพาทีมศูนย์วิจัยน้ำ มหาวิทยาลัยขอนแก่น ไปทำ Focus group ที่ จังหวัดนครราชสีมา ผมได้ขอให้ พี่ชาย และพี่สะใภ้ เล่าให้ทีมงานฟัง

ผมก็ได้รับฟังรายละเอียดไปพร้อมๆกัน และนำมาเล่าดังกล่าวข้างต้น

เรื่องนี้ สอดคล้องกับคำบรรยายของ ดร.อาจอง ชุมสาย ในการประชุมมหกรรมการจัดการความรู้แห่งชาติ เมื่อเดือนธันวาคม ปีที่แล้ว ว่า มีคนอเมริกันที่ไม่เคยไปเมืองจีน แต่สามารถพูด เขียน อ่าน และเล่าเรื่องเมืองจีนได้อย่างถูกต้อง ซึ่งคนอเมริกันคนนั้นได้อ้างถึง ว่า ชาติที่แล้วเขาเป็นคนจีน 

เรื่องนี้ ทำให้ผมกลับมาคิดตลอด 1 ปีที่ผ่านมาว่า

การตายทางร่างกายนั้น อาจจะไม่มีการตายทางจิตวิญญาณ

 ซึ่งเป็นการจัดการความรู้ในระดับจิตวิญญาณ

ที่สามารถจดจำสิ่งต่างๆ ที่เคยเกิดขึ้นในชีวิตที่ผ่านมา

ที่ผมเคยเขียนบันทึกเรื่อง

ระดับของการจัดการความรู้ ในระดับที่เรียกว่า การจัดการความรู้ระดับจิตวิญญาณ (KM ธรรมชาติ)

ซึ่งเหนือกว่าการจัดการความรู้แบบธรรมชาติ (KM ธรรมชาติ) ระดับสัญชาตญาณ 

ท่านจะเชื่อหรือไม่ก็ตาม หรือ อาจจะเป็นความบังเอิญ!!

แต่เหตุการณ์เหล่านี้ ก็เกิดขึ้นจริงในครอบครัวผม

ณ วันนี้

ผมเชื่อว่า การตายก็เหมือนการนอนหลับ

เราอาจจะฝันแล้วจำได้ว่าฝันว่าอย่างไร หรือบางคนอาจจะจำไม่ได้  

เช่นเดียวกับวิญญาณที่กลับมาเกิดใหม่ ก็อาจจะจำไม่ได้ ว่าชาติที่แล้วเคยเป็นอะไร 

ผมคิดว่าอยู่ประมาณนั้นล่ะครับ.. ท่านคิดว่าอย่างไร ครับ..