หลังจากที่แผนพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติฉบับแรกๆของเราเน้นการพัฒนาประเทศในทางโครงสร้างพื้นฐาน แม้ว่าน้ำจะไหล ไฟจะสว่าง ทางดี มีเงินใช้ ไร้โรคา .. แต่เกิดปรากฏการณ์ทางสังคมมากมาย เช่นเกิดความยากจนใหม่ เกิดช่องว่างระหว่างรายได้ในระหว่างประชากร ฯลฯ เมื่อมีการทบทวนการพัฒนาประเทศและพบปัญหาใหม่ของสังคม จึงมีการจัดทำแผนพัฒนาชาติใหม่โดยหันมาเน้นเรื่องการพัฒนาคนมากขึ้น และได้ระบุไว้ในแผนชาติฉบับหลังๆ เป็นต้นมาจนถึงปัจจุบัน 

แต่การพัฒนาคนมิใช่เพียงแค่การบรรจุวาระเข้าไปในแผนชาติเท่านั้น หรือนำมาปฏิบัติเพียงให้ปรากฏรูปแบบการจัด เพราะคนมีความลึกซึ้งมากกว่าการจัดรูปแบบมีส่วนร่วมเท่านั้น ความรู้สึกนึกคิดมีที่มาที่ไป การตัดสินใจของคนมีที่ไปที่มา การที่เราจะสรุปประเด็นเพียงเห็นปรากฏการณ์เท่านั้นไม่เพียงพอในแง่ของการทำงานพัฒนาคน ต้องลงไปคลุกคลีและสนิทสนมแนบแน่นกับเขาจนเห็นกันหมดเปลือกนั่นแหละ เราจึงจะได้ข้อเท็จจริงที่เป็นของจริง 

ทำไมนายแพทย์จึงใช้เวลาไม่น้อยในการซักประวัติคนไข้ ที่เราเรียกว่า Biological Profile และทำไมคุณหมอต้องใช้เครื่องมือทางการแพทย์ วัดโน่น กดนี่ เพราะต้องการเก็บข้อมูลทาง Physical Profile นอกจากนี้ยังซักถามประวัติวงศ์กระกูลมากมาย เพราะต้องการ Historical profile ฯลฯ ทั้งหมดนี้เป็นข้อมูลองค์ประกอบที่คุณหมอต้องบันทึกไว้เป็นแฟ้มประวัติคนไข้ และเอามาใช้ในการวินิจฉัย อาการผิดปกติของคนไข้  เมื่อวินิจฉัย ให้หยูกยาไปแล้ว ยังติดตามคนไข้ เป็นระยะ ฯลฯ กระบวนการนี้เป็นวิทยาศาสตร์ศิลปะ ที่นักพัฒนาเอามาปรับใช้ในกระบวนการทำงานพัฒนาคน  

ลองมาคุยกับอดีตเลขาเขตงานเพชรบุรี หรือ 333 ลุงสวน บุตรศรีรักษ์ดูสิครับ 

การจัดการประชุมแบบเด็กนักเรียน หรือมีบรรยากาศการประชุมตามระบบนั้น มันไปกดทับเส้นประสาท หรือต่อมคิดหมดจนพูดไม่ออก คิดไม่เป็น นายว่าไงก็เอาตามนั้น นี่คือความเป็นรูปแบบที่มีความจำกัด อิ.อิ.  

เฮฮาศาสตร์ 3 จึงให้ความสำคัญกับประวัติศาสตร์ท้องถิ่น บุคคลที่เชิญมาพบปะกับเพื่อน G2K ล้วนแต่มีบทบาทที่สำคัญในประวัติศาสตร์ที่ผ่านมาสาขาต่างๆ  เวทีท้องถิ่นแบบนี้จึงเป็นอีกรูปแบบหนึ่งของ G2K ที่เฮฮาแล้วก็ศาสตร์  เฮฮาก็จะเห็นพี่น้องมากรีดกร๊าดกัน เติมใจให้แก่กัน แล้วก็มาแลกเปลี่ยนเรียนรู้เสี้ยวส่วนของประวัติศาสตร์ท้องถิ่นกัน รูปแบบคือไร้กระบวนท่า แต่โจมตีเป้าหมายได้เต็มที่  

มาแลกเปลี่ยนกับผู้เขียนประวัติศาสตร์ท้องถิ่นดูซิครับ ลุงชอบ เศษฤทธิ์ อดีตเลขาเขตงานจังหวัดน่าน 

การเข้าไปนั่งในหัวใจชาวบ้าน ครอบครัว คนยากจน คนมีฐานะจนถึงกลุ่มก๊กต่างๆในชุมชนนั้นๆเป็นความจำเป็นที่ผู้ทำงานพัฒนาคน พัฒนาสังคมจะต้องน้อมตนไปรับรู้เรื่องราวต่างๆให้มากที่สุด ทั้งในด้าน ระบบนิเวศน์วัฒนธรรม พัฒนาการทางประวัติศาสตร์ วิถีชีวิต โครงสร้างสังคมในอดีต และปัจจุบัน ระบบคิด ความเชื่อ โดยเฉพาะระบบนามธรรมต่างๆที่ยังทรงอิทธิพลต่อวิถีชีวิตเขาเหล่านั้น ฯลฯ  หากเราไม่เข้าใจแล้วจะวินิจฉัยอย่างไร  หากวินิจฉัยผิดๆ กิจกรรมที่ทำจะเป็นอย่างไร  หากไม่ติดตามดูพัฒนาการของการเปลี่ยนแปลง มันก็เท่ากับทิ้งๆขว้างๆคนไข้  ฯลฯ 

นี่คือการเรียนรู้กระบวนการพัฒนาชุมชนมาจากกระบวนการรักษาคนไข้ของคุณหมอ  ผมป่าวเลกเชอร์นะครับ แค่บ่นให้ฟัง อิ.อิ.