สื่อมีผลต่อเยาวชนให้ก้าวไปในทิศทางที่สื่อนำเสนอ คนทำหน้าที่สื่อมีความรับผิดชอบต่อสังคมบ้างหรือไม่

               ทุกวันนี้เรามีสื่อต่างๆให้เด็กและเยาวชนได้ดูได้สัมผัสกันมาก ไม่ว่าจะเป็นสื่อโทรทัศน์สื่อวิทยุ สื่อสิ่งพิมพ์ สื่ออินเทอร์เน็ต แต่เราเคยหันมามองดูกันหรือไม่ว่าสื่อต่างๆส่งผลกระทบต่อเด็กและเยาวชนมากน้อยขนาดไหน เราอาจมองเห็นแต่ไม่ได้ฉุกคิดหรือคิดแต่ไม่ได้แสดงออก หรือไม่รู้จะจัดการกับสื่อเหล่านั้นอย่างไร

               เราเคยคิดบ้างไหมว่า เวลาที่มีละครออกอากาศมีเรื่องราวฉากนางเอกถูกนางโกงตบตี เด็กในระดับมัธยมต้นก็จะมีนักเรียนหญิงตบตีกันเป็นว่าเล่น บางเรื่องมีฉากนักเรียนชายตีกันก็จะมีเรื่องราวนักเรียนชายตีกันให้เห็นอยู่บ่อยๆแม้จะจัดการอย่างไรก็ยังมีให้เห็นอยู่ตลอด

          เรารู้สึกบ้างไหมว่าคุณธรรมจริยธรรมของเด็กรุ่นใหม่มีปัญหาเด็กไม่มีสัมมาคารวะ เด็กไม่เคารพสิทธิของผู้อื่น เด็กไม่คิดถึงอนาคตของตัวเองเด็กไม่รู้จักวิธีหาเงินโดยถูกต้อง เด็กชอบสบายไม่อยากทำงานแต่อยากมีเงิน

          ผมรู้มาว่าเด็กญี่ปุ่นมีปัญหาและเด็กเราก็มีปัญหาเลียนแบบญี่ปุ่น เรากำลังรับอารยธรรมตะวันตกโดยไม่คิดเด็กญี่ปุ่นจะมีแฟชั่นหลุดโลกตามแบบตะวันตก และยิ่งกว่าตะวันตก เด็กเราก็เอาตามยิ่งความประพฤติและการปฏิบัติตัวยิ่งไปกันใหญ่ในฐานะที่ทำงานเกี่ยวข้องกับเด็กและเยาวชน ผมรู้สึกอย่างนั้นจริงๆเราพูดกันถึงสิทธิของเด็ก ว่าเราต้องคำนึงถึงสิทธิของเด็กเด็กจะถูกจำกัดเวลาออกนอกบ้านก็จะมีการโวยกันว่าละเมิดสิทธิเด็กแต่เราไม่เคยพูดกันถึงหน้าที่ของเด็ก ผมพูดอย่างนี้ก็จะมีคนว่าผมหัวโบราณไม่ทันสมัย เรารับอารยธรรมที่เรียกว่าประชาธิปไตยมา แต่เรารับมาไม่หมดเรามักเลือกรับในสิ่งที่เป็นประโยชน์แก่ตัวเราแต่เลือกที่จะไม่สนใจประโยชน์สาธารณะ

          ผมมักรำคาญใจทุกครั้งที่ดูโฆษณาเห็นการดีดฝาเบียร์เฉี่ยวไปเฉี่ยวมาเป็นเรื่องสนุกสนานเห็นการเตะก้อนกระดาษไปโดนคนโน้นคนนี้ทั้งๆที่มีคนอื่นนั่งอยู่เห็นคนดื่มน้ำจากถ้วยแล้วมีอีกคนมาถอดขวดน้ำขนาดใหญ่ออกจากเครื่องทำน้ำเย็นเอามาดื่มด้วยปากน้ำหกเรี่ยราดแล้วเอาไปไว้ที่เดิมโดยไม่สนใจคนที่รองน้ำดื่มอยู่ก่อนและอีกมากมายหลายเรื่อง นี่หรือคือการโฆษณาที่มีคุณภาพนี่หรือคือการนำเสนอสินค้าของท่านแสดงว่าเจ้าของบริษัทสินค้าก็มีนิสัยเช่นเดียวกับที่สื่อของตนนำเสนอหรืออย่างไรคือไม่สนใจว่าสังคมรอบข้างจะเป็นอย่างไร ให้ขายสินค้าได้ก็แล้วกันอย่างนั้นใช่ไหมผมเห็นว่าโฆษณาเหล่านี้จะปลูกฝังความคิดให้เด็กและเยาวชนของเราให้คำนึงถึงตัวเองไปเรื่อยๆ โดยไม่ต้องสนใจคนอื่น แล้วสังคมเราจะอยู่อย่างไรกันละนี่......ผมไม่ซื้อสินค้าที่โฆษณาแบบไม่รับผิดชอบ

           นิสัยการดูโทรทัศน์ของเราก็เป็นอีกเรื่องหนึ่งที่ผู้ปกครองต้องคิดครับเพราะเรามักเลี้ยงลูกด้วยโทรทัศน์ พ่อแม่มักไม่ค่อยได้ดูโทรทัศน์กับลูกเพราะอาจจะต้องทำงานไม่มีเวลามาดู ถ้ามีเวลามาดูก็จะดูละครโปรดซึ่งก็จะมีเรื่องราววิถีชีวิตชาวบ้าน หรือวิถีชีวิตของคนเมืองหรือเป็นวิถีชีวิตของคนผู้สูงศักดิ์จริงอยู่ครับละครคือการสะท้อนเรื่องราวชีวิตของผู้คนแต่ท่านดูละครแล้วเคยบอกลูกบ้างไหมว่าตัวอย่างที่เห็นในละครมันไม่ดี ไม่ควรกระทำผมว่าเรามักไม่คุยกับลูกถึงเรื่องเหล่านี้หรอก บางคนมีฐานะดีก็มีทีวีหลายเครื่องลูกมีทีวีในห้องนอน ลูกก็ดูรายการที่ตนอยากดู แม่ก็ดูละครที่แม่อยากดูพ่อก็ดูฟุตบอลดูมวย ที่พ่ออยากดู การสื่อสารกันระหว่างพ่อแม่ลูกแทบจะไม่มีเลยผมว่าถึงเวลาที่ครอบครัวจะต้องปรับเรื่องพวกนี้ดูในสิ่งที่เป็นสาระบ้างเวลาดูละครก็ควรสอนลูกบ้างถ้าไม่อยากสอนตรงๆก็พูดเปรยๆให้ลูกรู้บ้างว่าสิ่งเหล่านี้มันไม่ควร

          ผมก็มักใช้วิธีเปรยแบบนี้กับลูกประจำเมื่อมีโฆษณาที่ไม่สนใจคนอื่น ไม่คำนึงถึงความเดือดร้อนของคนอื่นกิริยามารยาทที่ไม่งาม เราอาจจะพูดว่า การโฆษณาแบบนี้ส่งผลอย่างไรกับเด็กและเยาวชนอย่างนี้ไม่ดีเลย ถ้าเด็กที่ไม่รู้จักคิดเขาจะคิดว่าสนุกดีแต่มันจะทำให้สังคมเราแย่แค่นี้ ผมว่าเราสื่อกับลูกได้แล้วว่าไม่ควรเอาอย่างหรืออย่างดูละครมีฉากเลิฟซีนเราจะไม่ปิดโทรทัศน์หรือไม่ดูช่องอื่นเราก็เปรยให้ฟังว่า เด็กสมัยนี้เขาไม่รู้เลยว่าอะไรควรอะไรไม่ควรวัยของเขาขนาดนี้ควรทำสิ่งเหล่านี้แล้วหรือ เขาไม่รู้จักว่าความรักคืออะไรความใคร่คืออะไร เราไม่รังเกียจความรักแต่ต้องรู้จักความรักให้ดีและผลที่ตามมาจะเกิดอะไรขึ้น แค่นี้เราก็สื่อกับลูกได้เพราะเราจะไปห้ามในสิ่งที่เด็กและเยาวชนที่อยู่ในวัยอยากรู้อยากเห็นไม่ได้หรอกให้เขาดูกับเรา เพราะถึงอย่างไรละครทีวีบ้านเราก็ไม่ถึงขนาด ให้เห็นกันจะแจ้งอยู่แล้ว

           สื่อสิ่งพิมพ์ก็เป็นอีกสื่อหนึ่งที่ควรให้ความสนใจแม้จะเป็นหนังสือแฟชั่น แต่แฟชั่นยุคปัจจุบันส่งผลให้เด็กวัยรุ่นเอาอย่างกันมากมายเพราะแฟชั่นปัจจุบันเปิดเผยเนื้อตัวกันมากขึ้นอย่างสายเดี่ยวที่เราเคยกันชินตาก็มาจากสื่อสิ่งพิมพ์ส่วนหนึ่งทั้งๆที่สายเดี่ยวนั้นเดิมเขาใส่กันเป็นเสื้อซับในเดี๋ยวนี้สวมกันเป็นเสื้อข้างนอกกันแล้ว แถมแฟชั่นโนบราก็นับวันจะมีมากขึ้นวัยรุ่นก็จะเห็นเป็นเรื่องปกติ นิตยสารแฟชั่นต่างๆก็เอานางเอกละครมาถ่ายแฟชั่นแถมเวลาถ่ายก็เอามือล้วงหน้าอก ล้วงทำไมผมไม่เข้าใจเอ่อ...คุณเข้าใจไหม อิอิ.... จะถ่ายแฟชั่นหรือถ่ายแบบเร้าอารมณ์ บางทีผู้ใหญ่เองก็มองเป็นเรื่องธรรมดาเห็นดาราใส่สายเดี่ยวลูกอยู่ชั้นอนุบาลเวลามีงานโรงเรียนใส่สายเดี่ยวกันเกร่อพ่อแม่ก็ยิ้มหน้าบานว่าลูกตัวเองสวย ลูกขึ้นชั้นประถมก็ยังใส่สายเดี่ยวพอเข้ามัธยมไปห้ามลูกไม่ให้ใส่สายเดี่ยวเด็กมันจะเชื่อหรือเพราะมันเป็นเรื่องปกติของเขาแถมหนังสือนิตยสารบางเล่มก็มีเนื้อหาส่อไปในเรื่องปลุกอารมณ์ทางเพศก็เห็นปล่อยปละละเลยให้มีขายกันเกร่อไปหมดคนขายก็ไม่มีจิตสำนึก คนซื้อก็ยังไม่มีจิตสำนึก เพราะยังเป็นเยาวชน มันก็ไปกันใหญ่(ไม่ได้หมายความว่าผู้ใหญ่ซื้อแล้วมีจิตสำนึกนะ ฮ่ะๆ)

          สื่อภาพยนตร์ซีดี เดี๋ยวนี้ก็มีภาพเลิฟซีนกันหนาตาใครมาซื้ออายุเท่าไรไม่เกี่ยงขอให้ขายได้สื่ออินเทอร์เน็ตตอนนี้ค่อยดีขึ้นหน่อยที่สำนักงานตำรวจแห่งชาติป้องกันดีขึ้น อันนี้ต้องเชียร์แต่เด็กที่เล่นอินเทอร์เน็ตก็มักจะเล่นเกมส์ที่มีความรุนแรงฆ่าฝ่ายตรงข้ามได้ก็จะได้แต้ม ใช้อาวุธสารพัดชนิด หรือไม่ก็พูดคุยกันที่เรียกว่า "แชท" ในเรื่องไร้สาระแทนที่จะใช้เวลาสืบค้นข้อมูลที่เป็นประโยชน์ก็จะใช้เวลาในการคุยกันถ้าคุยกันโดยไม่ชักชวนกันไปในทางเสียหายก็ยังพอรับได้อย่างน้อยเยาวชนก็ยังอยู่ติดบ้าน(กรณีมีอินเทอร์เน็ตที่บ้าน)แต่อาชญากรรมที่เกิดขึ้นส่วนหนึ่งก็เกิดจากการแชทกันโดยไม่รู้จักปูมหลังของคนที่เราพูดคุยด้วยเยาวชนจึงมักตกเป็นเหยื่อทางเพศหรือสูญเสียทรัพย์สิน

          เพลง เดี๋ยวนี้เพลงมีหลากหลาย แต่ละวันมีเทปเพลงแผ่นซีดี วีซีดี เนื้อหาก็วนเวียนอยู่ในเรื่องของความรัก อกหัก ถูกแย่งแฟนอยากแย่งแฟนคนอื่น มีแฟนแล้วอยากมีอีกคนแถมเวลาเสียใจขึ้นมาไล่ผู้หญิงอย่างหมูอย่างหมาก็ฮิตได้แต่ที่ร้ายที่สุดก็คือมิวสิควีดีโอ พออกหักก็มันทำลายข้าวของ ฆ่าตัวตายทำร้ายตัวเอง ถามว่ามีไหมในชีวิตจริง ก็ต้องยอมรับว่าชีวิตจริงมันมีแต่ทำไมไม่สื่อให้เห็นละว่าเรามีทางเลือกดีๆในชีวิตอีกมากมาย ไม่ใช่พังโน่นพังนี่ กรีดข้อมือฆ่าตัวตาย ไร้สาระ....ไม่คิดถึงหัวอกพ่อแม่ผู้ให้กำเนิดว่าท่านจะรู้สึกอย่างไรที่เห็นศพลูก แทนที่ลูกจะเห็นศพพ่อแม่ MV เหล่านี้ ผู้จัดทำมีจิตสำนึกสาธารณะแต่ไหน..

          สื่อวิทยุ เดี๋ยวนี้มีดีเจเกลื่อนเมืองมีอยู่วันหนึ่งเปิดฟังดีเจวัยรุ่นพูดกับผู้ฟังว่า เหงาไหม มีแฟนหรือยังถ้ายังก็รีบหาแฟนสักคนไว้คอยแก้เหงานะฟังแล้วแทบอยากจะขับรถไปสถานีเฉ่งดีเจคนนั้นสักป๊าบ..เสียเหลือเกินท่านอาจรู้สึกหมั่นไส้ผมที่มีความรู้สึกแบบนี้และเห็นว่าเป็นเรื่องธรรมดาแต่การพูดลักษณะเช่นนี้มันทำให้เด็ก รู้สึกเป็นแฟชั่นที่ต้องมีแฟนคนที่ทำงานด้านนี้จะรู้ดีว่า เดี๋ยวนี้เด็กผู้หญิงอายุแค่ ๑๒ ขวบริมีแฟนและยินยอมร่วมประเวณีกับแฟนด้วยความสมัครใจ เพราะสิ่งที่เขาคิดว่านั่นเป็นความรักความอบอุ่นถ้าท่านเป็นอัยการอย่างผมอ่านสำนวนเหล่านี้ท่านรู้สึกอย่างไร....

          เราแก้ปัญหาสังคมกันไม่หวาดไม่ไหวเพราะสื่อต่างๆไม่ยอมรับว่าสิ่งที่ตนสื่อออกมามีผลร้ายกับสังคม ไม่ยอมคิดแก้ไขคิดแต่จะเพิ่มยอดจำหน่าย พ่อแม่ก็อ้างว่าไม่มีเวลาดูแลลูกเพราะต้องทำมาหากินหาเงินมาเลี้ยงลูก ผมอยากให้ลองคิดในมุมกลับว่าหากเรามีแค่พอกินแล้วลูกเป็นเด็กดีครอบครัวก็มีความสุขกับเราต้องไปทำงานหาเงินมาเพื่อให้ครอบครัวกินดีอยู่ดีมีเงินทองเหมือนคนอื่นโดยไม่มีเวลาดูแลลูกแล้วลูกมีปัญหาอย่างไหนจะคุ้มกว่ากัน คนเราที่เป็นพ่อแม่คงต้องกลับมาคิดใหม่ทำใหม่ว่าเราเป็นผู้ใหญ่ทุกวันนี้เพราะพ่อแม่เลี้ยงดูเราอย่างไรเราถึงได้เป็นตัวเป็นตนมีครอบครัวแล้วเราเลี้ยงลูกเราอย่างที่พ่อแม่เลี้ยงเราหรือเรากำลังเลี้ยง ให้ลูกเราเป็นเทวดามีคนเขาบอกว่า ถ้าเทียบสูงเราต่ำ เทียบต่ำเราสูง อยู่ที่เราถ้าเราอยากมีเงินมีทองเหมือนคนอื่น แสดงว่าเราคิดว่าเราต่ำ เขาดีกว่าแต่ถ้าเราเอาปัจจุบันมาเทียบกับคนที่เขาไม่มีอะไรจะกิน เรารู้สึกว่าเราดีกว่าแสดงว่าเราคิดว่าเราสูง เขาเลวร้ายกว่า ล้วท่านคิดอย่างไร คราวนี้ขอให้บรรดาบล๊อกเกอร์ที่เป็นครูบาอาจารย์กลับไปคิดเป็นการบ้าน อิอิ