<p>ฝรั่งมีคำกล่าวหนึ่งว่า “ทหารแก่ๆ ไม่มีวันตาย” คำกล่าวนี้ฟังแล้วเข้าใจยาก ทว่า… วันนี้มีข้อมูลว่า หมอฝรั่ง(อเมริกา)กำลังจะหายไปจากวงการเพิ่มขึ้นเรื่อยๆ</p>
ท่านอาจารย์สมิธ และคณะแห่ง Merritt Hawkins & Associates ซึ่งเป็นบริษัทจัดหาหมอ และรับให้คำปรึกษาด้านการแพทย์ รัฐเทกซัส สหรัฐฯ ทำการสำรวจข้อมูลจากหมอฝรั่งที่กำลังจะแก่ หรือมีอายุ 50-65 ปี จำนวน 1,170 คน
...
ผลการศึกษาพบว่า คุณหมอวัยกลางคนขึ้นไปในอเมริกา 48% หรือเกือบครึ่งวางแผนที่จะลดปริมาณงาน หรือเลิกทำงานภายใน 1-3 ปีข้างหน้า
คุณหมอกลุ่มดังกล่าวอยู่ในช่วง "เบบี้บูม (baby boomer)" หรือคนที่เกิดในช่วง 1946-1964 (พ.ศ. 2489-2507) ซึ่งเป็นช่วงที่คนทั่วโลกมีลูกกันมาก ช่วงก่อนหน้านั้นคนเราก็มีลูกกันคนละมากๆ ทว่า... อัตราตายของเด็กสูง ช่วงนั้นเป็นช่วงที่น้ำประปา ไฟฟ้า วัคซีน และการแพทย์เริ่มดีขึ้น ทำให้เด็กในช่วงนั้นตายน้อยลง
...
หลังยุคเบบี้บูมเมอร์พบว่า อัตราการเกิดของเด็กทั่วโลกค่อยๆ น้อยลง ส่วนหนึ่งอาจเป็นจากการคุมกำเนิด และการทำแท้งเพิ่มขึ้น
เมื่อคนรุ่นนี้เติบโตมาถึงวัยใกล้เกษียณ... ประเทศตะวันตก(ฝรั่ง)จึงเริ่มประสบปัญหาในการขาดแคลนบุคลากรทางการแพทย์ โดยเฉพาะการขาดแคลนพยาบาลนี่พบชัดเจนมาก ทำให้พยาบาลจากประเทศที่ยากจนกว่าอพยพเข้าไปทำงานกันมาก แม้แต่หมอฟิลิปปินส์ก็นิยมเรียนต่อพยาบาล เพื่อเข้าไปทำงานในอเมริกาและยุโรปเช่นเดียวกัน
...
ผลการศึกษานี้พบว่า คุณหมอ 24% วางแผนจะเลิกทำงานภายใน 1-3 ปี ซึ่งคุณหมออเมริกาตัดสินใจเลือกทำงานในช่วงชีวิตที่เหลือต่างกันไปดังนี้
- 14% ตั้งใจจะเลิกทำงานเลย (retiring)
- 7% จะหางานด้านสุขภาพใหม่ โดยเลือกงานที่ไม่ต้องดูแลคนไข้
- 3% จะหางานใหม่ที่ไม่ใช่งานด้านสุขภาพ
...
คุณหมอที่เหลือตั้งใจจะลดปริมาณงานดังต่อไปนี้
- 12% คิดจะทำงานเป็นบางเวลา (part-time) เลิกทำงานเต็มเวลา
- 8% จะลดปริมาณคนไข้ให้น้อยลง
- 4% จะทำงานแบบไม่ประจำ (temporary basis) หรือทำงานเป็นช่วงๆ พักเป็นช่วงๆ แทนงานประจำ
...
อาจารย์สมิธบอกว่า เมื่อถามคุณหมอว่า ถ้าหวนกลับไปในอดีตได้... จะเลือกประกอบอาชีพแพทย์(หมอ)หรือไม่ 44% ตอบว่า ตัดสินใจผิดที่คิดเป็นหมอ
ผลการสำรวจการสอบเข้าเรียนแพทย์(หมอ)ในประเทศไทยเร็วๆ นี้พบว่า นักเรียนแพทย์ 25% สละสิทธิ์ ไม่เข้าเรียนหมอทั้งๆ ที่สอบได้ ทำให้ต้องมีการสำรวจกันใหญ่ว่า ทำไมอาชีพนี้ถึงได้รับความนิยมน้อยลงไปอย่างรวดเร็ว
...
เมืองไทยเรามีชื่อเสียงพอสมควรในเรื่องการรักษาพยาบาลคนไข้ต่างชาติ (medical hub)... ถ้าเมืองไทยหันมาทุ่มเทการสร้างสถาบันผลิตแพทย์ พยาบาล และบุคลากรสุขภาพให้มาก และหลากหลายขึ้น เช่น พยาบาลซึ่งพบว่า ขาดแคลนอย่างหนักทั่วโลก แพทย์สาขาฝังเข็ม แพทย์แผนไทย แพทย์สาขาต้านความชรา(ความแก่) ฯลฯ
รวมทั้งเปิดการสอนบุคลากรสุขภาพหลักสูตรนานาชาติขึ้น ประเทศไทยจะมีโอกาสเป็นศูนย์กลางทางด้านการศึกษาสุขภาพ (health education hub) ได้
...
นอกจากนั้นถ้าเมืองไทยเปิดวิทยาลัยสาธารณสุข "ข้ามชาติ" (transnational health colleges) เปิดสอน 2 ภาษากับประเทศเพื่อนบ้าน เช่น เปิดสอนพยาบาล 2 ภาษา (ไทย-พม่า, ไทย-ลาว, ไทย-กัมพูชา) ฯลฯ เน้นการรับนักศึกษาทั้งจากไทยและเพื่อนบ้าน ส่งเสริมให้พูดได้ทั้ง 2 ภาษาได้ ต่อไปไทยคงจะก้าวไปสู่การเป็นศูนย์กลางการศึกษาสุขภาพในอาเซียนได้ทีเดียว
ปัญหาสุขภาพของไทยส่วนหนึ่งเป็นปัญหาข้ามชาติ หรือข้ามพรมแดน เช่น มาลาเรีย เอดส์ ยาบ้า(เป็นสินค้านำเข้าที่มีมูลค่าสูงมาก) ฯลฯ จำเป็นต้องอาศัยความร่วมมือระหว่างประเทศ
...
ถ้าไทยเราเปิดวิทยาลัยสาธารณสุข "ข้ามชาติ" กับประเทศเพื่อนบ้านได้ คงจะช่วยให้มิตรภาพระหว่างเพื่อนบ้านกับไทย ไม่ว่าจะเป็นพม่า ลาว หรือกัมพูชา(เขมร)ดีขึ้นได้มากทีเดียว
ขอแนะนำ
- รวมเรื่องสุขภาพ "หมอ / แพทย" > [ Click ]
- รวมเรื่องสุขภาพ "พยาบาล" > [ Click ]
- บล็อก "บ้านสาระ" > [ Click ]
ที่มา
- Thank Reuters > Anthony J. Brown, MD > Many older doctors plan to phase out their practice > [ Click ] > October 30, 2007.
- ขอขอบคุณ > อ.ณรงค์ ม่วงตานี + ทีม IT โรงพยาบาลค่ายสุรศักดิ์มนตรี > สนับสนุนด้าน IT.
- นพ.วัลลภ พรเรืองวงศ์ > 31 ตุลาคม 2550.
</span></span></span></span></span></span></span></span></span></span></span></span></span></span></span></span></span></span></span></span></span></span></span></span></span></span></span></span>
ขอขอบคุณอาจารย์ wwibul...
หมอทุกวันนี้ป้องกันตัวเองกันมากขึ้น และส่งตรวจ lab., x-ray มากขึ้นเรื่อยๆ จนผมรู้สึกว่า งานรังสีวินิจฉัยกดดันชีวิตมากเกินไป
เลยขอย้ายไปโรงพยาบาลชุมชน...
สถานีอนามัย...
ขอขอบคุณอาจารย์ wwibul...
หลังจากมีโอกาสทำบล็อกมา 2+ ปี...
โรงพยาบาลใหญ่ๆ มีอะไรที่ถดถอยมากขึ้นหลายอย่าง เช่น