<p style="margin: 0cm 0cm 0pt; text-align: justify" class="MsoNormal"> </p><p style="margin: 0cm 0cm 0pt; text-align: justify" class="MsoNormal"></p><p style="margin: 0cm 0cm 0pt; text-align: justify" class="MsoNormal"></p><p style="margin: 0cm 0cm 0pt; text-align: justify" class="MsoNormal">จำครูวุฒิได้ไหมครับ เป็นครูไกลปืนเที่ยงจากศรีสะเกษ ที่เขียนBlogด้วยสายตาเอ็กซเรย์อย่างผู้คร่ำหวอดกับชะตากรรมอีสาน ใครได้อ่านประทับใจในการลากเอาวิถีชีวิตมาเต้นระยิบอยู่ในตัวอักษร มีเสียงหัวเราะขื่นๆที่กล้ำกลืนน้ำตาผะผ่าว บางคราวก็ทำให้เราฮาได้ครึ่งเดียว ก็รีบเหี่ยวหุบกับการหักมุมแบบเหยียบเบรกจนหัวทิ่ม อาจารย์แสวงสนใจครูวุฒิมาก ถามผมว่า ครูวุฒิคือใคร ผมบอกว่าครูวุฒิคือครูที่ไม่ธรรมดา สักวันเขาจะไปหาอาจารย์ เพราะผมคาดเดาว่าแผ่นอีสานไม่ได้ใหญ่โตจนนักกล้าแห่งภูธรจะหากันไม่เจอ</p> <div style="text-align: center">
</div>
และแล้วก็เป็นจริงดังคาด ครูวุฒิเขียนมาถามในBlogล่วงหน้าหลายวันแล้ว วันที่28ว่างไหม จะนำเพื่อนครูและผู้นำชุมชนมาเยี่ยม ขอใช้เวลาจากเช้าถึงเที่ยง แล้วจะเดินทางไปดูอาจารย์มหาวิทยาลัยทำนาแบบไม่ไถ แถมยังคุยว่าเอาผลไม้จำพวกเงาะ-มังคุด-ทุเรียน ที่แม่ค้าคัดทิ้งมาเลี้ยงปลาในนาข้าว จนเกิดปลาพันธุ์หมอนทองขึ้นมา ประเด็นเหล่านี้ ครูวุฒิกับดร.แสวงคุยกันผ่านBlogกันมาระยะหนึ่ง จนนำมาสู่วันนี้ วันที่ครูวุฒิจะได้ไปพิสูจน์ฝีมือทำนาภาคพิสดารของดร.แสวง รวยสูงเนิน
</span><p align="justify">การลุกขึ้นมาเรียนรู้ภาคสนามของชาวศรีสะเกษคณะนี้ ได้ขอแวะมาที่มหาชีวาลัยเป็นจุดแรก ซึ่งก็โชคดีหลายชั้นเพราะได้เจอชาวเฮฮาศาสตร์หลายคน เมื่อเราตั้งวงสนทนากัน ครูวุฒิก็เปิดประเด็นที่อัดอั้นตันใจถามทันที มีทั้งเรื่องที่ผมตอบเองบ้าง ขอให้ชาวเฮฮาศาสตร์ช่วยตอบบ้าง แต่ที่เป็นจุดสะท้านโลกันต์ก็คือ จอมยุทธแห่งที่ราบสูง ดร.ศักดิ์พงศ์ หอมหวน กับ ครูวุฒิได้พลัดกันแลกเปลี่ยนปัญหาและมุมมองที่มีต่อการศึกษาและการพัฒนาท้องถิ่นอย่างสนุก โดยมีอาจารย์มหาวิทยาลัยมหาสารคามร่วมออกความเห็นให้ประเด็นสมบูรณ์ </p><p align="justify">แม่ครัวเรียกไปกินอาหารว่าง ไม่มีใครขยับสักคน ไม่ว่างไม่เวิ้งกันแล้ว คุยติดพันจนแทบไม่หายใจหายคอ สถานการณ์ดุเดือดเลือดพร่านอย่างนี้ หมูเขาจะหาม ผมจะเอาคานไปสอดก็ใช้ที่ จึงทำตัวเป็นนักเรียนที่ดี รับความรู้เด็ดๆสดๆร้อนๆมากมาย </p><p align="justify">ศรีสะเกษ ได้ชื่อว่าเป็นเมืองปลูกหอมปลูกกระเทียม เอกลักษณ์แห่งเมืองได้นำมาเป็นของฝากเรา แถมยังเอาไผ่พันธุ์ดีมาด้วย5ต้น ก่อนกลับได้ช่วยกันปลูกให้ด้วยตนเอง แทนที่จะเป็นของฝาก ก็เปลี่ยนมาเป็นของปลูก นี่คือวิธีเยี่ยมยามกันแบบชาวบ้านยุคพอเพียงพอใจ หลังจากนั้นผมพาเดินไปชมสวนไผ่ แปลงสมุนไพร แปลงปลูกแก่นตะวัน ผักสวนครัว มะละกอ ศูนย์ไอซีทีชุมชน สัตว์เลี้ยงต่างๆ ก่อนที่คณะจะเดินทางต่อไปหาอาจารย์แสวงที่ขอนแก่น ป่านฉะนี้ท้องทุ่งนาเกษตรอินทรีย์คงสะท้านสะเทือนไปแล้ว </p><p align="justify">อาจารย์แสวง เล่าว่า จะมีทีวีช่อง9มาถ่ายทำสารคดี ตอนรวงข้าวเริ่มสุกเหลืองอร่ามเร็วๆนี้ ก็แปลกดีนะ เป็นอาจารย์สอนในมหาวิทยาลัยขอนแก่นมาจนน้ำลายเหนียว ไม่มีสื่อที่ไหนมาสนใจ มาทำนาแค่2ปี มีสื่อต่างๆขอบันทึกเทปไปออกรายการ อีกหน่อยคงได้ฉายา ดอกเตอร์ชาวนา เลี้ยงปลาหมอนทอง อิอิ .</p>
เฮฮากันวันอากาศดี
สุขไหนจะเท่าแลกหมัดความคิดกับสหาย
ปลูกสัมพันธ์ให้ยั่งยืนเหมือนต้นไม้หยั่งรากลึกลงดิน
เจ้าบ้านยิ้มหน้าบานรับการมาเยือนแห่งมวลมิตร
---^.^---
กราบสวัสดีคะพ่อครู
ขอมายิ้ม ยิ้ม กับบรรยากาศแห่งการเรียนรู้ด้วยคนคะ
</ul><p> </p>
หวัดดีครับท่านพ่อครูบาฯ
ลืมใส่แว่นรึเปล่า
กราบสวัสดีครับพ่อครูบา และ....
สวัสดึครับพันธมิตรทุกท่าน
ไผ่มือเยอะแล้วครับ ขาดคนใส่ปุ๋ย สะสางต้น แต่งกิ้งแก่ทิ้ง คือขาดคนดูแลนั่นเอง เสียดายไม่มีลูกชาย จะได้ตั้งชื่อว่าเจ้าไผ่
ไม่เหมือนสิงห์ป่าสัก มีทั้งสวนไผ่ และลูกชายจอมขยันที่ชื่อไผ่ อิอิ
แล้วครูวุฒินอนตอนไหนครับ
ดีใจมากที่ไม่นอนตอนตีสอง
เป็นห่วงเหมือนกันครับ
แนวทางของการทำงานหลักสูตรท้องถิ่นอยู่ที่
http://gotoknow.org/blog/sawaengkku/142721?page=1
รูปนี้ถ่ายตอน สองทุ่มกว่าครับ
ก่อนทานพิซซา กับขนมเค้กครับ
ขอบคุณครับ