คนทอจกที่นี่ชำนาญมาก ใช้นิ้วเกี่ยวเส้นยืนขึ้นมา แล้วสอดด้ายจกเข้าไป ไม่ต้องใช้อุปกรณ์ช่วยอย่างไม้ไผ่ หรือขนเม่นเลย

   การเดินทางไปดูผ้าทอที่ภาคอีสานเที่ยวนี้ใช้เวลาหลายวัน แต่ก็ยังไม่หมดแรง เพราะมีแหล่งผ้าทอที่น่าสนใจกระจายไปทั่วที่ราบสูงผืนกว้างนี้ วันนี้จะเล่าเรื่องแหล่งผ้าแพรวา ที่หลายท่านคงเคยได้ยิน ถ้าเป็นแฟนพันธุ์แท้ผ้าทอมือ ก็คงมีไว้หลายๆ ผืนแน่ๆ

แหล่งแพรวาที่จะไปนี้ อยู่ที่บ้านโพ้น อำเภอคำม่วง จังหวัดกาฬสินธุ์โน่น พวกเราออกเดินทางจากนครพนม ถามทางเขาไปเรื่อยๆ (แต่ไม่หลง อิๆ) เหมือนกัน เส้นทางนี้นับว่าคดเคี้ยวมากทีเดียวเมื่อเทียบกับเส้นอื่นๆ ที่ผ่านมาในอีสาน โดยเฉพาะตอนที่ผ่านภูพาน ก็คดพอดู แต่ร่มรื่น มีต้นไม้รายทาง เราได้เห็นเขตพระตำหนักด้วย ระหว่างทางคอยลุ้น อยู่ตลอด เนื่องจากเลยเวลาที่นัดไปมากแล้ว บอลโทรไปติดต่อเขาตลอดเวลา

ความจริงเส้นทางนี้ค่อนข้างดี ถนนลาดยาง แต่ทางแคบ และคดเคี้ยว ทำให้เดินทางได้ช้ากว่าที่คิดมาก ผ่านไปที่อำเภอสมเด็จ แล้ววกขึ้นไปที่อำเภอคำม่วง ระหว่างนี้เส้นทางไม่สู้ดีนัก โชคดีที่รถน้อย สองข้างทางเป็นทุ่งนา มีฝนตกปรอยๆ พอให้เย็น

เมื่อไปถึงคำม่วง ทางเริ่มแคบ เลี้ยวไปเลี้ยวมา โชคดีที่มีป้ายบอกตลอดทาง ไม่ต้องคอยถามเหมือนที่อื่นๆ ไปถึงบ้านโพนก็ห้าโมงกว่า ที่นั่นเป็นศูนย์ผ้าแพรวา มีสาวๆ คอยอยู่ราวสิบกว่าคน แต่งชุดผู้ไทอย่างดี เสื้อสีดำ มีผ้าแพรวาพาดไหล่ ส่วนผ้านุ่งนั้นเป็นผ้ามัดหมี่สีคล้ำ ดูงามตา

เนื่องจากแสงเริ่มใกล้จะหมด พวกเขาเตรียมการแสดงไว้สองชุด คือ รำละคร และฟ้อนผู้ไท จึงขอให้แสดงก่อน แล้วค่อยไปถ่ายเรื่องผ้า การแสดงชุดแรก มีด้วยกัน 3 คน เป็นผู้หญิงใส่เสื้อสีขาว มีผ้าแพรวาคล้องคอและคาดเอว ผ้านุ่งคล้ายโจงกระเบนสีแดงเข้ม ใส่ถุงเท้าขาว รองเท้าผ้าใบ และมีผ้าแพรวาอีกนั่นแหละ คลุมหัว และใส่เล็บยาวเฟื้อย เปิดเพลงประกอบ แล้วนึกถึงไทยดำที่เพชรบุรี แต่ท่วงทำนองไม่ค่อยจะใกล้เคียงกันเท่าไหร่

ชุดต่อไปเป็นฟ้อนผู้ไทย เป็นผู้หญิง 6 คน สวมชุดที่เห็น คือเสื้อดำ นุ่งผ้าซิ่นมัดหมี่สีแดงเข้ม รำฟ้อนได้สวยงาม ถ่ายทำการแสดงเสร็จแล้ว สาวผู้ไทยสองคน (ความจริงไม่สาวแล้วล่ะ อายุสักสี่สิบ) พาพวกเราไปที่บ้านชาวผู้ไทย ดูเขาทอผ้า ทั้งผ้าขิด ผ้าจก คนทอจกที่นี่ชำนาญมาก ใช้นิ้วเกี่ยวเส้นยืนขึ้นมา แล้วสอดด้ายจกเข้าไป ไม่ต้องใช้อุปกรณ์ช่วยอย่างไม้ไผ่ หรือขนเม่นเลย สอบถามได้ความว่า ต้องใช้นิ้วเท่านั้นถึงจะเป็นแพรวา แต่เท่าที่เคยเห็นในพระตำหนักจิตรลดาฯ เขาใช้ไม้ไผ่ช่วย และมีกระจกคอยส่องลาย เพราะการทอผ้าแพรวา (และผ้าจกบางแห่ง) นั้นลวดลายอยู่ด้านล่างของกี่ทอ แต่ที่บ้านโพนไม่เห็นมีกระจกส่องเลย

กลุ่มทอผ้าที่นี่ได้รับการส่งเสริมจากมูลนิธิศิลปาชีพฯ มีลวดลายผ้าที่สวยงาม ทั้งฝีมือการทอ ตัวลายเอง และการให้สีสันต่างๆ เหมาะเจาะเข้ากันดีมาก

ถ่ายทำการทอผ้าอยู่พักหนึ่ง ต้องอาศัยไฟสปอตไลต์ตลอด เพราะเริ่มมืดแล้ว ถ่ายทำเสร็จก็กลับไปที่ศูนย์วิจิตรแพรวาอีก เพื่อถ่ายภาพผ้าแพรวา ที่นี่มีผ้าแพรวาที่ยาว 99 เมตร มีลาย 60 ลาย ทำไว้ตั้งแต่ปี 2537 และเสร็จปี 2539 เขาม้วนผ้าไว้กับหลักไม้ หมุนขึ้นลงได้ เพราะมีสองแกน ผ้าทอที่นี่ฝีมือดี ราคานับว่าสูง แต่ไม่ได้แพงเกินฝีมือ เพราะทั้งลวดลาย สีสัน และเนื้อผ้า คือผ้าไหมนั้น งดงามมาก ผ้าที่ทอมักจะเป็นลายสองเมตร พื้นสองเมตร เพื่อใช้ตัดเย็บเป็นเสื้อผ้าต่างๆ แต่แพรวาของเดิมแคบกว่านี้ และเป็นลายเต็มผืน

ผ้าแพรวาของเดิมนั้น มีสีหลักๆ คือ ดำ แดง เป็นสีทึบๆ สมัยหลังๆ มีการใช้สีอ่อน และหลากสีมากขึ้น นอกจากที่บ้านโพน ยังมีการทอผ้าแพรวาในท้องที่อื่นๆ ในภาคอีสาน แต่ถ้าฝีมือไม่ดีจริง ผ้าจะออกมาไม่สวยงาม เลย สีสันก็เหมือนกัน การใช้สีสันฉูดฉาด ไม่เข้ากัน อ่อนไป เข้มไป ก็ทำให้ผ้าเสียราคาไปได้

ตอนหน้ายังย่ำแหล่งผ้าถิ่นอีสานครับ รอติดตามอ่านนะครับ ;)