ศาสตราจารย์ ดร.เกรียงศักดิ์ เจริญวงษ์ศักดิ์ ได้สรุปการคิดของคนไทยไว้น่าคิดมาก ท่านสรุปว่า.......คนไทย
- คิดผิด
- ไม่คิด
- คิดไม่เป็น และ
- คิดแล้วไม่ทำ
หลายท่านคงได้มีประสบการณ์ตรงกันมาบ้างแล้วไม่มากก็น้อยเกี่ยวกับการคิดของคนเรา ในฐานะที่พวกเราคนที่ต้องการเห็นการเปลี่ยนแปลงของสังคมบ้านเราไปในทางที่ถูกที่ควร และเหมาะสม สามารถพึ่งพาตนเองได้ พัฒนาตนเองและสังคมได้ด้วยศักยภาพของเราเอง การพึ่งพาภายนอกก็เป็นการพึ่งพาแบบรู้เท่าทัน ไม่หลงไปตามกระแสของบริโภคหรือวัตถุนิยมจนสุดโต่ง สิ่งที่จะทำให้เรารู้เท่าและรู้ทัน ค้นหาวิธีการ หาแนวทางการปฏิบัติและพัฒนาให้ถูกต้องและเหมาะสม สิ่งนั้นก็คือ "การคิดเป็น" และในปัจจุบันในการคิดเป็นนั้น ก็ต้องคิดนอกกรอบด้วยการคิดจึงจะเกิดประโยชน์ต่อสังคม
ในบทบาทของนักจัดการความรู้โดยสมัครใจ หรือการที่เรากระโดดก้าวเข้ามาด้วยจิตที่อาสา ไม่มีใครสั่งให้ทำ ในการพัฒนากระบวนการทำงาน ที่อาจจะเรียกตัวเองว่าว่าคุณอำนวย คุณอำนาจ คุณอะไรก็แล้วแต่จะเรียกกัน สิ่งที่สำคัญที่จะทำให้เกิดการเปลี่ยนแปลงต่อตนเอง องค์กร ชุมชน และสังคมได้นั้น เราต้องคิดเป็นและคิดนอกกรอบได้ครับ
การคิดนอกกรอบ คำที่ตรงกันข้ามกับคำๆ นี้ และพบบ่อยมากก็คือคำว่า "ติดกรอบ" การติดกรอบเป็นอาการที่บางครั้งตัวเราเองก็เกิดอาการเข็มขัดสั้น (คาดไม่ถึง) เพราะอะไรนั้นหรือ...อาจเป็นเพราะ
- หากเป็นข้าราชการ(พวกผมนี่แหละครับ) ก็จะคิดตามระบบ คิดในระบบ บางกิจกรรมไม่ใช่สิ่งที่เบื้องบนกำหนดมา ก็ไม่นำไปคิดต่อ ไม่ใส่ใจ ไม่สนใจที่จะรับลูก อย่างนี้เรียกว่า "ติดกรอบ" ครับ
- บางครั้งกิจกรรมหรือการทำงานบางอย่างต้องใช้เวลามาก เพราะงานพัฒนานั้นไม่มีหรอกที่จะสำเร็จเพียงลัดนิ้วมือเดียวเหมือนหนุมานเหาะไปกรุงลงกา แบบนี้ก็จะไม่สนใจที่จะหยิบมาคิดพัฒนาต่อยอด แบบนี้"ธุระไม่ใช่" ก็เป็นการติดกรอบอย่างหนึ่ง เพราะติดกรอบของบทบาทหน้าที่ กรอบงานของตนเอง
- งานที่ทำอยู่ เมื่อหมดงบประมาณ หรือครบตามกำหนดเวลาแล้วก็จะไม่คิดต่อ หยุดเพื่อรอรับโครงการใหม่ๆ ต่อไป อย่างนี้ก็อยู่ในข่ายของการติดกรอบครับ หากจะให้ดีต้องจับงานนั้นต่อ แบบกัดไม่ปล่อย พัฒนาวน loop ต่อไปไม่สิ้นสุด นี่เรียกว่า"ไม่คิด"ครับ
- การคิดและปฏิบัติ โดยไม่ยึดติดกับวัฒนธรรมการทำงานขององค์กรจนตายตัว ดังนั้น การคิดสิ่งใหม่ๆ เพื่อหาแนวทางการทำงานหรือทดลองทำงานใหม่ๆ ย่อมจะก่อให้เกิดสิ่งดีๆ ขึ้นแก่งานได้อย่างแน่นอน คือกล้าที่จะคิดและหากแนวทางการทำงานที่ไม่ซ้ำกับวิธีหรือตกร่องความคิดแบบเดิมๆ "ต้องกล้าคิด" ครับ
- บางครั้งหากยังหาวิธีปฏิบัติหรือวิธีคิดแบบใหม่ๆ ไม่ได้ ก็ลองตั้งวงหารือกันทั้งในระหว่างคนใน หรือร่วมกับคนนอกองค์กร เดี๋ยวก็คิเกิดสิ่งใหม่ๆ ขึ้นมาได้เอง เพราะหลายหัวดีกว่าหัวเดียว ภาษาKMเรียกว่า ใช้ศักยภาพของความหลากหลายให้เกิดประโยชน์แก่องค์กรครับ
- ต้องไม่ยึดติดเฉพาะความคิดของผู้นำเท่านั้น แบบข้ามาคนเดียว ยุคนี้เป็นยุคของความเท่าเทียม ยุคของการบูรณาการ และการมีส่วนร่วม หมดสมัยของคุณพ่อรู้ดีแล้วครับท่าน ปล่อยให้คนทำงานได้คิดเองได้แล้ว
- ช่วยต่อเติมด้วยครับ....................
คุณอำนวย หรือนักจัดการความรู้ นักพัฒนา วิศวกรสังคม ฯลฯ ต้องกล้าคิดและกล้าทำนะครับ ไม่เช่นนั้นสิ่งใหม่ๆ ในทางที่ดี-สร้างสรรค์ของสังคมบ้านเราก็จะไม่เกิดขึ้น ไม่ต้องกลัวว่าจะโดดเดี่ยวนะครับ เพราะพวกเราใน G2K และชาวเฮฮาศาสตร์พร้อมที่จะเป็นเพื่อนและคอยให้กำลังใจกันอยู่แล้ว....อิอิ
บันทึกมาเพื่อการ ลปรร. ครับ
วีรยุทธ สมป่าสัก 22 ตุลาคม 2550
คิดไม่เป็น แล้วทำ
คิดเป็น แล้วไม่ทำ
----------------
มีหลากหลายดีที่ไม่พึงประสงค์ อยากให้เกิดภาพ ช่วยกันคิด ช่วนกันสร้างการเรียนรู้ และปฏิบัติไปด้วยกัน สรุปบทเรียนร่วมกัน
แบบนี้เป็นคำตอบของโลกการเรียนรู้ที่ไพศาล มากกว่านะครับ
เรียน ท่านสิงห์ป่าสัก เพื่อนรัก นักพัฒนา
เห็นด้วยค่ะ วันก่อนคุยกับลูกสาวเรื่องการคิดนอกกรอบลูกสาวยังบอกว่าครูบางท่านชอบว่าให้นักเรียนเวลาคิดนอกกรอบ บางท่านชอบให้นักเรียนทำตามที่ครูบอก เอ..อยากให้ครูทุกท่านได้ใช้แนวการ
สอนแบบใหม่ๆ ที่ช่วยส่งเสริมให้นักเรียนได้ฝึกคิดเป็น ทำเป็น แก้ปัญหาป็น มากๆ
รวมทั้งผู้บริหารทุกๆส่วนราชการ สำหรับเอกชนมักไม่มีปัญหา
สวัสดีครับน้องจตุพร
สวัสดีครับ อ. ขจิต
สวัสดีครับ อ.หมอ JJ 2007
สวัสดีครับน้องชาย..นายสายลม
สวัสดีครับหนุ่ม ร้อยเกาะ
สวัสดีครับน้องอ้อยควั่น
สวัสดีน้องวิศรุต
สวัสดีครับคุณท้องฟ้า
ขอบคุณครับ คุณสิงห์ป่าสัก
การคิดนอกกรอบเป็นสิ่งที่ดีมากๆ และควรจะเคารพการคิดขององค์กรด้วยเพระการทำงานตัองทำงานเป็นทีม และผลสำเร็จของงานเป็นขององค์กรครับ
ขอบคุณครับคุณสิงห์ป่าสัก
สวัสดีครับคุณสิงห์ป่าสัก
เพราะคิดนอกกรอบเราจึงก้าวหน้า ในจังหวัดที่ผมอยู่ผมเอาคอมพิวเตอร์มาใช้งานสั่งสำนวน ร่างฟ้อง พิมพ์ฟ้องเป็นคนแรก ได้ผลครับ งานไหนสำนวนหนาเป็นลังแม่โขง หัวหน้าก็จะจ่ายผมเพราะจ่ายคนอื่นแล้วทำไม่ทัน ฮา...
อ่านบทความกฎหมายที่เขาพิมพ์แจกจ่ายชาวบ้านแล้วเรารู้สึกว่าน่าเบื่อ แล้วถามตัวเองว่าชาวบ้านเขาอยากอ่านหรือเปล่า ก็เลยเขียนเองแบบรู้สึกว่าเราเป็นชาวบ้าน เขียนให้คนที่นี่เขา ฮา...เขาจะได้รู้กฎหมาย
เวลาเดินเข้าไปที่สำนักงานอัยการจะมีเก้าอี้ไม้แบบยาว นั่งเรียงเป็นแถว เรารู้สึกว่าเครียดก็เลยสั่งซื้อโต๊ะสนามแบบกลม มีเก้าอี้เท้าแขนได้ มาห้าหกตัว มีกาแฟให้ชงกินเอง มีเคเบิ้ลให้ดู ชาวบ้านชอบเขาบอกว่าเหมือนมานั่งพักผ่อนหย่อนใจ ฮา...
ใครเขาคิดว่าผู้ต้องหาคือผู้กระทำผิดไม่ต้องเอาใจ แต่เราคิดว่าเขาคือลูกค้า เราเป็นผู้บริการความยุติธรรม เราเอาคำสั่งไม่ฟ้องซึ่งเขาถือเป็นความลับของราชการแต่ของเราเอามาใส่แฟ้มให้ประชาชนตรวจสอบ พอเราจะสั่งไม่ฟ้องใครก็ไม่เห็นมีใครว่า แต่เคยมีครั้งหนึ่งได้ออกไอทีวี ดังระเบิดเพราะพ่อคนตายไปร้องว่าไม่ได้รับความเป็นธรรม แต่พอเราชี้แจงเหตุผลกลับเป็นว่าผู้ชมรายการส่ง sms มาชมว่าเราตอบมีเหตุผล ฮา...
แต่รับราชการมายี่สิบกว่าปีได้สองขั้นมาสองครั้ง ครั้งที่หนึ่งถามอัยการสูงสุดถึงหลักเกณฑ์การได้สองขั้นเพราะไม่เข้าใจว่าทำไมไม่ได้เหมือนเพื่อน หัวคิวได้ไปแล้ว ๓ ครั้ง น้องรุ่นหลังหัวคิวของรุ่นหลังได้มาแล้วสองครั้ง เอ๊ะไอ้เราอยู่ท้ายคิวแล้วผลงานเยอะแยะทำไมไม่ได้ ปีถัดมาได้สองขั้นอยู่คนเดียว ฮา...ผู้ใหญ่บอกว่าคนจะได้สองขั้นมันต้องอยู่ที่ความดีความชอบ เอ็งดีใครๆก็ยอมรับ แต่ปากอย่างนี้นายอาจไม่ชอบ อิอิ