เจี้ย คืออะไร?ทำไมถึงเรียกกันว่าเจี้ย?
คำ"เจี้ย" มีอยู่คู่กับวิถีชีวิตของชาวล้านนามานานนม ที่พบในเอกสารของพญามังรายผู้เป็นพระปฐมกษัตริย์ของเมืองเชียงใหม่ ตอนที่พระองค์จะกระทำพิธีการสมโภชเมืองนั้น เอกสารฉบับหนึ่งพอสรุปความกล่าวว่า" พญามังรายได้หื้อ(ให้)เสนาอำมาตย์เอาเจี้ยลัวะมาอ่านเพื่อว่าจักได้กระทำพิธีการเข้าเมือง ว่าจักเอาฤกษ์ยามเข้าเมืองทางหน(ทิศ)ใดดีจา"(พญามังรายได้ให้เสนาอำมาตย์นำเอาเรื่องราวเล่าขานของชาวลัวะมาศึกษาดูว่าจะทำพิธีการเข้าเมืองในทิศทางใดที่จะเกิดเป็นมงคล)
ในวิถีชีวิตของชาวล้านนาหากพูดคำว่าเจี้ย ผู้คนก็จะทราบทันทีต้องเป็นเรื่องที่เล่าขานกันสืบมา แต่มักจะเป็นเรื่องสั้นๆคล้ายกับนิทานสั้นหรือเรื่องราวในวิถีชีวิตที่เกี่ยวข้องกับเรื่อตลกโปกฮา เรื่องที่เป็นเกล็ดชีวิตของชาวบ้าน บางเรื่องก็ให้ข้อคิดเป็นประโยชน์ต่อผู้คน บางเรื่องก็เป็นเนื้อหาเกี่ยวกับเรื่องเพศ หรือบางเรื่องก็เกิดขึ้นในชีวิตจริงและเป็นที่เล่าขานกันสืบๆมา
เจี้ยเรื่อง"แม่เมียกับลูกจาย"
ครอบครัวหนึ่งมีแม่เมีย(แม่ยาย)ลูกสาวและลูกเขยอยู่ร่วมกันอย่างเป็นสุข อยู่มานานวันแม่เมียเกิดหลงเสน่ห์ลูกเขยจึงวางแผนให้ลูกสาวไปจ่ายตลาดตอนเช้ามืดแทนตนเอง ส่วนตนเองจะลุกขึ้นหนึ้งข้าวแทนลูกสาวที่เคยทำหน้าที่นี้ทุกเช้า
เมื่อยามไก่ขันตั้ง(ไก่ขันครั้งแรกของวันใหม่)ลูกสาวรีบตื่นขึ้นไปจ่ายตลาดฝ่ายแม่ยายคอยทีอยู้แล้วจึงรีบลุกขึ้นมาทำการหนึ้งข้าวด้วยเป็นหน้าหนาวแม่ยายจึงนำผ้าคลุมหน้านั่งเฝ้าไฟหนึ้งข้าว
ฝ่ายลูกเขยเมื่อตื่นขึ้นมาไม่เห็นเมียตนเองจึงนึกว่าจะเข้าไปลาเมียก่อนไปไถนา จึงรีบย่องเข้าไปด้านหลังผู้ที่นั่งเฝ้าไหหนึ้งข้าวอยู่แล้วโอบกอดชั่วครู่ก็ต้องตกใจ
" โฮะ....อี่แม่กา... ขอสู่มาเต๊อะ...( อ้าว..คุณแม่หรือ..ขอโทษเถอะ)
เออ...บ่เป๋นหยัง..บ่เป๋นหยัง ......ไหนๆก็กอดกันแล้ว ให้มันสุดๆไปเล้ย...(เออ..ไม่เป็นไรหรอก..ไหนๆก็กอดแล้วให้มันสุดๆไปเลย...)
ที่เล่าก็ถือว่าเป็นเจี้ยเรื่องหนึ่ง
อย่างไรก็ตามบางครั้งการกระทำของผู้คนล้านนาปัจจุบันบางเรื่องบางครั้งก็เป็นเรื่องเล่ากันสืบๆกันปากต่อปาก หรือบางครั้งหากทำอะไรผิดปกติเพื่อนๆก็จะเตือนว่า"ระวังนะดีไม่ดีเขาอาจจะนมาเป็นเจี้ย" หากได้รับคำเตือนอย่างนี้คนที่ถูกเตือนก็จะหยุดกระทำ
ประโยชน์ของเจี้ย ทำให้ผู้คนได้เล่าขานกันในวงเหล้า เล่าขานกันให้สนุกผ่อนอารมณ์เครียด เกิดความสนุกสนาน แฝงด้วความเชื่อ คติสอนใจ
ส่วนที่เสียบางครั้งผู้คนที่เกลียดชังกันอาจนำเรื่องราวไปแผ่ขยายความแต่งเนื้อหาใส่ร้ายคนที่ตนเองไม่ชอบให้เกิดความเสียหาย
อย่างไรก็ตาม"เจี้ย"ได้จรรโลงชีวิตชาวล้านนาให้มีความสุขมาช้านาน
ขอตัวอย่างอีกสัก 2-3 เรื่องนะลุง
อะแฮ่ม......สนใจเกี่ยวกับเจี้ยละกาหลานๆ ไม่เป็นไรหากว่างๆจะนำมาเล่าให้ฟังเน้อ
ขอบคุณที่สนใจเรื่องของล้านนา
ขอไหว้สาทุกคนๆเน้อ
ลุงหนานพรหมมา
เจี๊ยะ นี่เป๋นเรื่องตลกใจ้ก่อเจ้า อันเดียวกับตี้ตุ้เจ้าบางต๋นจ้างเอามาเล่าก่อ
สวัสดีหลาน....
ยินดีนักๆเน้อหลานที่สนใจเรื่องเจี้ย....บ่ใช่เจี๊ยะ
เจี๊ยะ..เป็นภาษาจีนหมายความว่า รับประทาน
เจี้ยเดิมจริงๆเข้าใจว่าเป็นภาษาลัวะ หมายถึงเรื่องหรือนิทานหรือเรื่องราวที่เกิดขึ้น
ดังพญามังราย(ผู้สร้างเมืองเชียงใหม่ พ.ศ. 1839)ได้ให้อำมาตย์ชื่อศรีขุนจุกเอาเจี้ยลัวะมาอ่านและศึกษาพิธีกรรมของชาวลัวะเพื่อนำมาปรับปรุงเป็นประเพณีของเมืองเชียงใหม่ในการนำขบวนเดินเข้าสู่บ้านเมือง เป็นต้น
ปัจจุบันหากมีเรื่องราวต่างๆที่มีส่วนเค้าเรื่องคล้ายนิทาน เรื่องราวชาวบ้าน ผู้คนก็เรียกขานกันว่าเจี้ย
ตามตำนาน “ตุ๊จ๊กเล่าเจี้ย” ท่านว่าเจี้ย ก็คือ “เยื่อ” หรือเปรียบเทียบเป็นของบาง การจะสนุกสนานกับ “เยื่อ” คือต้องทำตนให้บาง เข้าใจอะไรง่ายๆ หากเป็นคนปึก (ไม่ค่อยฉลาด) หรือจริงจังเกินไป จะฟัง “เยื่อ” ไม่สนุก … :-)
เกยได้ยิน ได้ฟังมาเหมือนกั๋นเจ้าตอนยังเป็นล่ะอ่อน อัน "ตุ๊จ๊กเล่าเจี้ย" นั้น
เสียดายนะเจ้า ที่สมัยนี้หาฟังเรื่องราวแบบนี้ได้ยาก
สวัสดีหลานๆ ..ลุงต้องขอสุมาเต๊อะที่ต้องลบและตอบกันใหม่เพราะว่ามีคนหลายๆคนโทรสอบถาม...บางรายขอหื้อเล่าเรื่องหิ่งห้อยที่เป๋นเจี้ย..ชัดๆ
เจี้ยเป็นเรื่อง/นิทานของผู้คนมีมานาน ที่ตุ๊จ้กเอามาเล่าก็เพื่อให้ผู้คนสนใจธรรมะมากขึ้น โดยเฉพาะเยาวชนชอบฟังเรื่องตลก จึงนำเจี้ยมาเล่าพร้อมสอดแทรกข้อคิดธรรมะไปด้วย ที่จริงลุงกับตุ๊จ้กก็เป็นญาติกันใกล้ชิด เสียดายท่านมรณะภาพไปแล้ว อย่างไรก็ตามท่านได้บันทึกเทปไว้มากมาย
-วกมาเรื่องเจี้ยตำนานหิ่งห้อย สรุปได้ว่า"มีครอบครัวตุกกะต้ะอยู่กันสองแม่ลูก วันหนึ่งลูกวัย 9 ขวบวิ่งไปขอข้าวสุกที่วัดไกลบ้าน เวลานั้นมีลมพายุพัดประกอบกับเป็นเวลาพลบค่ำ หนทางไกล ระหว่างทางความมืดได้ครอบคลุมไปทั่ว เพียงแต่มองเห็นแสงไฟที่จุดจากบ้านเห็นแสงไฟไกลลิบๆแสงวอมวับวอมแวม...วอมวับวอมแวม...หนูน้อยจึงจำเป็นที่หมายพร้อมกับนึกถึงแม่ ด้วยกรรมปางใดไม่ทราบหนูน้อยล้มลงพร้อมกับสิ้นใจ
--ด้วยจิตที่เป็นกุศลนึกถึงแม่และมีแสงไฟวอมวับวอมแวมเป็นเป้าหมาย วิญญาณที่หลุดจากร่างกลายเป็นแมงหิ่งห้อยมีแสงวอมวับวอมแวมติดตัวบินไปยังบ้านตนเองที่แม่คอยอยู่พบว่าแม่ก็สิ้นใจด้วยความหิว
เจี้ยตำนานหิ่งห้อยก็จบลงด้วยเพียงเท่านี้
-เราจะเห็นว่าบรรพบุรุษล้านนาได้ใช้ธรรมชาติเป็นเจี้ยแต่งสรรค์เรื่องเล่าให้เด็กๆฟังเป็นเจี้ยธรรมะ ได้คติเตือนใจดีนักแล..
ดังนั้นคำว่าเจี้ยหาใช่เรื่องตลกโปกหาไปทั้งหมดไม่ ที่ตุ๊จ้กเอามาเล่านั้นท่านต้องการให้ผู้ฟังเตรียมใจและตั้งใจฟังเจี้ยท่านจึงตั้งเงื่อนไขไว้ก่อนว่าหากไม่ตั้งใจฟังแล้วจะไม่ตลก เป็นต้น
เจี้ยมีทั้งเรื่องที่เป็นเกล็ดชีวิต เรื่องเล็กๆน้อยๆที่เกิดขึ้นกับผู้คนที่น่าจะเล่าเพื่อให้เกิดความสนุกสนาน คติ ข้อคิด ธรรมะ เป็นต้น
เพราะคำว่า" เจี้ย" ที่พบหลักฐานคือเจี้ยลัวะ นั่นแสดงว่าเจี้ยเกิดขึ้นตั้งแต่สมัยเจ้นลัวะปู้นแล้ว โบราณแต๊ๆ นั่นเอง
แต่ปัจจุบันผู้คนทั่วไปนึกว่าหากเล่าเจี้ยแล้วต้องเป็นเรื่องสนุกสนานโดยเฉพาะจะค่อนข้างลามก หรือเป็นเรื่องของเพศเป็นต้น
ฟังกำเล่าเจี้ยบ่เพลียหัวใจ๋
หื้อตั๋วอ้ายจายเล่ามาหื้อเลี้ยง
ถ้าเอ่ยกำขานบนแถบอัดเสียง
จะม่วนป๋านใดปี้จั๊น
... เล่ามาแถมเน้อนายเฮย...
คุณรัตนา อู้จ๋าคร่าวสร้อย จักว่าอั้นม่วนดี ค่อยผ่อไปเต๊อะแม่แก้วมีสี เรื่องเจี้ยจักมีมาเล่าบ่หน้อย
อันว่าต๋ำนานเล่าขานกล่าวถ้อยเป๋นเจี้ยล้านนา ล้อนล้อน
รออ่านต่อไปอย่างฟั่งใจ๋ฮ้อน ขอเวลาซักหน้อยเนอนาย....ขอลาก่อนเต๊อะวันนี้มาขวาย อันว่าตั๋วจายใคร่หลับเสี้ยงถ้าน.....
ไหว้สาลาไปก่อนเน้อหมู่เฮา
จากลุงหนาน
พรหมมา
ขอบคุณลุงหนานจ้าดนัก ที่เล่าขานตำนานเจี้ย ทำให้ผมรู้ว่าเจี้ยมาจากคติ ความเชื่อใดของล้านนา นั่นแสดงว่า มาจากตำนานเล่าขานนั่นเอง
ผมสงสัยอีกข้อหนึ่ง สำหรับชาวล้านนา (ผมเป็นคนไตนะครับ) เพลงซอพื้นเมือง เช่น ซอเก็บนก เขามักจะใช้คำหยาบ เรื่องตำๆ และเป็นที่ชื่นชอบของผู้ฟัง ผมตั้งคำถามกับตัวเอง ทำไมพี่น้องชาวล้านนา จึงชอบเช่นนั้น เพราะเป็นคนลามกจกเปรต เป็นคนที่ด้อยด้วยศีลธรรมใช่ไหม ไม่ใช่เลย มันแฝงด้วยคุณค่าทางศิลปะที่ไม่มีใครเหมือน ลุงหนานพอมีองค์ความรู้บ้างไหมว่ามาจากคติ ความเชื่อใด หรือมีบ่อเกิดมาอย่างไร
ส่วนทางอิสาน เขาก็มีเพลงลักษณะนี้ เขาเรียนว่า "สอย" ก็ออกจะเป็นเรื่องเพศเช่นกัน แต่เขาบอกว่า เพื่อความสนุกสนานครึกครื้นเท่านั้น
ผมจะรอคำตอบเพื่อเป็นวิทยาทาน เติมเต็มให้กับตัวเองครับ
อาจารย์เก
ไหว้สาอาจารย์เก ที่นับถือ...
ผมไปเรียนซอเหมือนกัน ซอเจียงใหม่นี่แหละครับ การซอเก็บนกนั้นมีเรื่องที่อยู่ใต้เสื้อผ้าหรือบางท่านอาจว่ามีคำหยาบโลนที่จริงแล้วมันมีคติพอถอดองค์ความรู้ได้ ดั่งนี้
1. การซอนั้นมันเริ่มต้นตั้งแต่เช้า จนบ่ายค่ำ คนฟังก็อาจเบื่อจึงมีการเปลี่ยนสาระให้มันตลกโปกฮาไปบ้าง
2.การซอเก็บนกเป็นการลาบ้านเมืองเพื่อไปเซาะว่าหากิ๋นในป่ากว้างดงหนา ต้องผ่านด่านผ่านดง อันนี้แสดงถึงการบริหารป่าของเจ้าเมืองสมัยโบราณมิให้ใครไปทำลายย่ำยี เป็นการแสดงถึงการหาทางทำมาหากิน เป็นการรักษาหน้าที่ของนายอ่าย(ด่าน)ที่ต้องดูแลรักษาป่าไว้เป็นอย่างดี แต่มาปัจจุบันคนมีความรู้แบบฝรั่งมากเกินไปเลยเอาความคิดมาครอบงำวิถีพื้นบ้านเราหมดความหมาย หากใครพูดถึงเรื่องพื้นบ้านก็ถูกข้อหาว่าเป็นคนบ้านนอกบ้าง..เป็นคนไม่มีความรู้บ้าง บางคนแสดงออกขนาดว่าต้องพูดไทยคำฝรั่งคำถึงดีเด่น เห็นไหมละ มันเป็นพฤติกรรมที่มาทำลายวิถีเดิมทั้งสิ้น ป่าดงหนาก็กลายเป็นป่าดินโปร่งโล่งไปหมดๆไปเสียทุกอย่างทั้งป่าไม้ ทั้งที่ดินในป่า
3.เครื่อง เล่นวัสดุอุปกรณ์ที่ใช้มักจะเป็นเครื่องบ่งบอกเพศชาย หญิง อันนี้เสมือนกับการไหว้ศิวลึงค์ของชาวอิ่นเดียถือว่าเป็นของสูงเป็นสิ่งที่ให้กำเนิดผู้คนทั่วไปเพียงแต่เราได้รับการสั่งสอนว่าเป็นเรื่องลามก โดยเฉพาะความคิดของคนภาคอื่นในสมัยก่อนมักดูถูกคนล้านนาว่าเป็น" อ้ายลาว" เสมือนมีความต่ำต้อยทางวัฒนธรรมในสายตาของคนภาคอื่นขณะเดียวกันพวกเราก็ถูกอบรมมาอย่างนั้น จึงทำให้ผู้คนบ้านเรามีความคิดเปลี่ยนไปตามการศึกษาที่ได้รับ บางคนถึงกลับดูถูกผะหญาปัญญาของบรรพบุรุษไปเลยก็มี หากเข้าไปกรุงเทพต้องพูดภาษาไทยกลางทั้งๆที่พูดกับคนล้านนาด้วยกันเองด้วยกลัวว่าคนอื่นได้ยินเขาจะดูถูก..ผมคิดว่าท่านก็คงเคยเห็นพฤติกรรมคนภาคเหนือดั่งว่านี้เช่นกันใช่ไหมละครับ?
4.เป็นกระบวนการซอที่ต้องจบลงเพื่อให้ผู้คนได้พากันกลับบ้านโดยที่มีความม่วน มีความสุขมีเรื่องเล่าขานกันต่อๆไป จะเห็นว่าการเล่นเพลงพื้นบ้านทั่วไปไม่ว่าเพลงอีแซว เพลงฉ่อย เพลงฯลฯ.ล้วนแต่มีเรื่องเพศเข้ามาเกี่ยวข้องทุกภาค ทุกภาษา ยิ่งทางอินเดียด้วยแล้ว มีการไหว้เครืองเพศชาย หญิง ดังได้กล่าวมาบ้างแล้วข้างต้น ส่วนทางยุโรปแสดงออกทางศิลปะการปั้นที่เรียกันว่านู้ด ใช่ไหมครับ นั่นแสดงว่าทุกชาติยอมรับความเป็นธรรมชาติของคน เพียงแต่ว่าวัฒนธรรมชาติใดจะสร้างไว้มากน้อยหรือต่างกันอย่างไร? เพียงอย่างเดียวอย่าเอาวัฒนธรรมอื่นมาเทียบกับวัฒนธรรมเรา และอย่าเอาวัฒนธรรมเราไปข่มวัฒนธรรมอื่น หาไม่แล้วก็จะเกิดความสงสัย เคลือบแคลง เกิดการข่มทางวัฒนธรรมพื้นบ้าน ทำลายภูมิปัญญาที่ดีๆของแต่ละพื้นที่ไปหมด หากเรามีอิสระในแต่ละวัฒนธรรมและเราศึกษาก็จะได้ความรู้หลากหลาย
เท่าที่ผมศึกษาเรื่องซอเจียงใหม่ก็สรุปได้ตามที่สรุปมาครับท่าน..อาจมีองค์ความรู้อื่นๆอีกหากเจาะลึกในแต่ละภาคหรือแต่ละหมู่บ้านนะครับ
ด้วยความปราถนาดีจาก....ลงุหนาน
พรหมมา
เจี้ยนี้มีกี่ประเภทคับ
มีฉันทลักษณ์หยั่งใดกาคับลุง
คือผมจะทำเป็นรายงานส่งแต่บ่มีข้อมูลอะคับ
เจี้ยแบ่งหัวข้อใหญ่ๆออกเป็น 2 ประเภทได้แก่
1.เจี้ยธรรมะหรือเจี้ยเกี่ยวกับคุณธรรม คือเรื่องราวสั้นๆเกี่ยวกับคำสอนให้คติเตือนใจ ดังเช่นเรื่องหิ่งห้อยที่ลุงเล่าไว้ข้างบนแล้วนั่นเอง
2.เจี้ยชาวบ้านคือเรื่องราวของชาวบ้านทั่วไปที่เป็นเรื่องตลกโปกฮา เกี่ยวกับวิถีชีวิตชาวบ้าน ตัวอย่างเช่นเรื่อง แม่เมียกับลูกจาย อย่างที่ลุงไว้แล้วเหมือนกัน
3.ส่วนฉันทลักษณ์ไม่มีครับเพราะเป็นเรื่องเล่าความไม่ใช่เป็นลักษณะคำประพันธ์พิเศษที่ต้องมีรูปแบบกำหนด
ขอให้หลานโหลดเอาเรื่องที่ลุงเล่าเอาไว้แล้วข้างบนนั่นแหละไปทำรายงานได้เลยครับ
ขอชมเชยเยาวชนที่สนใจเรื่องของล้านนาเรา หากศึกษาจริงๆแล้วจะได้ความรู้มากมายในความฉลาดของบรรพบุรุษล้านนา
ผมมีความสนใจ๋เกี่ยวกับเจี้ยล้านนามาก ก่พยายามค้นหาข้อมูลตามหนังสือ สื่อต่าง ๆ เเละได้มาพบเว็บไซต์ของลุงหนาน นับว่าโชคดีอย่างยิ่ง ผมอยากขอหื้อลุงหนานเล่าเจี้ยก้อมประกอบตวย จะดีมากเลยครับ ผมได้ฟังก๋ารเล่าเจี้ยแล้วฮู้สึกภาคภูมิใจ๋ ในภูมิปั๋ญญา และผญ๋าของบรรพชนล้านนาคับ...
สวัสดีละอ่อนเจียงใหม่
กว่าลุงจะปิ๊กมาผ่อเรื่องนี้ก็เลยเวลามาเมินนักแกเน้อ...
ลุงไปจัดแหล่งเรียนรู้ผะหญาล้านนาก็เลยบ่ก้อยม่เวลามาผ่อเวบครับ..
เอาละครับไหนๆหลานก็ได้มาแว่อู้จ๋าลงุขอบอกว่าในเรื่องที่ลุงเขียนตางบนนี้ก็มีเจี้ยก้อมอยู่แล้วครับ...
ขอชมเชยว่าหลานเป๋นคนล้านนาอย่างแต๊ครับถึงเข้าใจ๋เรื่องเจี้ยครับ..
มันมีเจี้ยอยู่หลายตี้และมีหนังสือเจี้ยเขียนก็มีอยู่ขอหื้อหลานลองไปซื้อมาอ่านครับ...
ส่วนลุงขณะนี้กำลังเขียนเรื่องซะป๊ะกว่างล้านนาคือเรื่องเกี่ยวกับกว่างในล้านนนาทั้งหมดครับ...การเลี้ยงกว่างชน การรักษากว่างบาดเจ็บ การเอากว่างแต่ละอย่างมาชน...ฯลฯ...ซะป๊ะเรื่องครับมันเลยบ่มีเวลามาเขียนเรื่องเจี้ยครับ เอาไว้วันหน้าครับจะเขียนเจี้ยมาหื้อหมู่เฮาอ่านครับ..
ด้วยความปรารถนาดีจากลุงหนาน....พรหมมา
ฮอมเล่าเจี๊ยเจ้าาาา
ณ บริเวณข่วงวัดแห่งหนึ่ง มีป้ายปักไว้ว่า
"ห้ามขุดจิ๊กกุ่ง....บริเวณวัดนี้"
แหมวัน....ก่อมีป้ายปักต่อป้ายแรกว่า
"ขุดแล้วจะนำมาถวาย"
วันต่อมาก่อมีป้ายปักต่อป้ายอันที่สองว่า
"ขอให้แน่สักราย....จะหมายขุ่ยให้"
ฮอมเล่าเจี้ย เรื่อง ผ้าต๊วบขึ้นสวรรค์
มีบ่าอ้ายคนหนึ่ง ป้อมันต๋ายไปจ๊าดหลายปี๋ล่ะ วันหนึ่งผีต๋ายอี่ป้อก่อมาเข้าฝันมัน..
ว่าอี่ป้อตอนนี้อยู่บนสวรรค์ล่ะเน่อ....แต่บนสวรรค์เนี้ย..มันหน๊าว หนาว....ขอหื้อตาน
ผ้าต๊วบ มาหื้อสักผืนเต๊อะ....
บ่าอ้ายเนี้ยก่อเอ็นดูป้อ ไปเซาะซื้อผ้าต๊วบมา จะตานไปหื้ออี่ป้อ แต่ก่อบ่อฮู้ว่าจะส่งผ้าต๊วบไปหื้อป้อ บนสวรรค์ได้จ๊ะใด
เลยหอบผ้าต๊วบขึ้น ๆ ล่อง ๆ ไป ๆ มา ๆ
ก่อหาวิธีก๋านบ่าได้...เลยลวดเตียวก๋ายผ่าน บ้านอ้ายแก้ว
ก่อได้ยินเสียงเมียอ้ายแก้ว..ฮ้องออกปาก ออกคอ ว่า..... "
โอ๊ย...โอ๊ย....อ้ายแก้ว น้องบ่าไหวแล้ว..น้องจะเถิงสวรรค์แล้ว"
แล้วก่อตวยมาด้วยเสียงอ้ายแก้ว....
" อ้ายก่อจะบ่าไหวล่ะตั๋ววว.....จะเถิงสวรรค์เนี้ย แล้ว ว ว ว ว ว"
บ่าอ้ายคนนั้น ก่อเลยฟั้งล่น ขึ้นบนบ้านอ้ายแก้ว ตบประตูดัง..ปั้ง..ปั้ง..
"...อ้ายแก้ว...อ้ายแก้ว...ฟั้งไปเตื่อ...ถ้าอ้ายจะไปเถิงสวรรค์แต๊...ข้าฝากผ้าต๊วบเนี้ยไปหื้อป้อข้ากำ..."
***(คำเตือน)..........สวรรค์ครั้งต่อไปของคุณ.กรุณาเบาเสียงหน่อย..
..................................มิเช่นนั้น..อาจมีคนมาฝากผ้าต๊วบอีกก่อได้..**
ล่ะอ่อนเจียงใหม่เจ้าาา
ยินดีนักๆกับหมู่ละอ่อน..หมู่เฮาที่เข้ามาฮ่วมวงเล่าเจี้ยครับ...ไผมีอะหยังก็มาเล่าเต๊อะครับ...แต่อย่าลามกล้ำไปกำเดียวจะถูกปิดเวบ....เน้อ..
เออ.....เวลาจะเยียอะหยังเมื่อค่ำเมื่อคืนขอหื้อเบาๆเสียงหน้อยเน้อ....กำเดียวจะเป๋นดั่งบ่ะอ้ายไซบั้ง..เรื่องมีว่า บ่ะอ้ายมันไปยกไซเมื่อเช้ามืด ได้ปล๋ามาสองสามตั๋ว แล้วมันก็ติ้ว(หิ้ว)ไซผ่านบ้านบ่ะดำ..
ขณะที่กำลังผ่านบ้านบ่ะดำได้ยินเสียงบ่ะดำถามเมีย เข้าก่อ..เข้าก่อ...
บ่ะอ้ายได้ยินเสียงมาจากบนบ้านก็นึกว่าบ่ะดำถามตั๋วเองเลยเอิ้นตอบไปว่า...... เข้าอะหยังได้ปล๋าสองสามตั๋วอั้นเน้อ.....
เจี้ยเรื่องนี้สอนไว้ว่าจะเยียะทำอะหยังในบ้านบ่ดีหื้อคนอื่นได้ยิน....
ด้วยความปรารถนาดีจากลุงหนาน....พรหมมา
มันสุดยอดมาก