ตั้งแต่ผมทำงานร่วมกับต่างชาติแบบ เคียงบ่าเคียงไหล่ กับนักวิจัยชาวต่างชาติ (ที่ขอเรียกรวมๆว่า ฝรั่ง นะครับ)ทั้งในฐานะผู้รับทุน และฐานะนักวิจัยร่วมโครงการ
ก็ได้พบกับการทำงานของนักวิชาการต่างชาติมากมาย
คนเหล่านี้ ถ้าเรายอมเขา เขาก็จะถือวิสาสะ ใช้คนไทย และนักวิจัยของเราเป็นผู้ช่วยวิจัยของเขาทันที
หรืออย่างดีก็เป็น
ผู้เห็นชอบกับความคิดของเขาที่วางหรือกำหนดไว้แล้ว
ผมเห็นมามากที่นักวิจัยไทยถนัดที่จะทำแบบนั้น
แต่บังเอิญผมชอบทดสอบก็เลยได้บทเรียนมาหลายเรื่อง
๑. ฝรั่งใช้ภาษาอังกฤษดีกว่าเรา เลยข่มเรา
a. ผมแก้โดยยอมให้ว่า เขาเก่งในเรื่องภาษาอังกฤษ
b. แต่ผมจะท้าทายว่า เวลาไปเมืองนอกผมยอม แต่อยู่ในเมืองไทย ต้องแข่งกันด้วยภาษาไทย จึงจะถูกหลักการ “Be in Rome, do like the Roman do.”
c. ฝรั่งเลยไม่ค่อยกล้าข่มผมอีก
๒. ฝรั่งขอทุนทำงานได้เก่งกว่าคนไทย
a. ผมยอมรับแค่ภาษาครับ แต่แนวคิดในการทำงาน ผมไม่ยอมครับ
b. ผมจะนำเสนอแนวทางที่เป็นจริง ทำงานจริงๆ จนฝรั่งไม่กล้าชนกับผม มีแต่จะขอเป็นเพื่อนร่วมงาน และหนุนช่วยภาษาอังกฤษที่ไม่ค่อยดีของผม
๓. ฝรั่งประเมินผลได้เก่งกว่าคนไทย
a. อันนี้ผมเถียงหัวชนฝา ว่าไม่จริงแน่นอน
b. เราต้องไม่ติดแค่หลักการ ที่ฟังดูดีกว่าเรา
c. แต่เราต้องเข้าไปถึงขั้นปฏิบัติที่เราเหนือกว่าแน่นอน
d. เช่น เกษตรอินทรีย์ ฝรั่งวางมาตรฐานแค่ให้ขายได้ แต่ของไทย เราเหนือกว่า ๓ เท่า ที่ได้ทั้งขายได้ บริโภคเองก็ไม่ขัดเขิน เพื่อนบ้านก็ไม่เดือดร้อน สิ่งแวดล้อมก็ดี เหนือกว่าตั้งหลายขุม จะไปยอมเดินตามฝรั่งทำไมครับ
๔. ฝรั่งจัดการความรู้ดีกว่าคนไทย
a. อันนี้ผมก็เถียงหัวชนฝาเหมือนกัน
b. เขาเก่งแค่ทฤษฎี และหลักการเท่านั้น อย่างอื่นเขาแทบไม่รู้เรื่องเลย มีแต่นักวิชาการบางคนที่ไม่เคยทำงานจริงๆ ไปหลงยกย่อง อ้างอิง ให้เขาเหลิงมากกว่า
c. พอผมยก การจัดการความรู้ธรรมชาติมายัน ฝรั่งที่คุยหนักหนา เป็นอันต้องหงายหลังไปเลย
๕. ฝรั่งทำงานวิจัยและพัฒนาเก่งกว่าเรา
a. อันนี้ก็แบบเดียวกัน ผมยังไม่เคยเจอเลยครับ
b. มีแต่ทฤษฎีจ๋ามาเลยเราเอาประเด็นเชิงปฏิบัติไปยัน ตอบไม่ได้สักอย่าง
c. มีแต่นักวิชาการไทยระดับปากคาบคัมภีร์ไปชนเขาทีไรก็หงายเก๋งมาทุกที โดยเฉพาะระดับถูกฝรั่งล้างสมอง ไม่มีทางไปสู้กับเขาได้แน่นอน
d. ยิ่งแย่กว่านั้นก็มีพวกไปท่องหนังสือแข่งกับฝรั่ง ไม่มีทางชนะ เพราะเขาเหนือเราที่ภาษาอยู่แล้ว แม้เสมอกันเรายังแพ้ ไม่มีทางชนะ
ดังนั้น ผมจึงไม่เคนยกย่องฝรั่งเป็นเทวดา ที่แตะต้องไม่ได้ แต่ผมจะคบแบบเพื่อน ติติงกันได้ ทุกคนมีข้อดีข้อด้อย
ไม่มีใครดีหมด หรือผิดหมด
และผมไม่เคยกลัวฝรั่ง ไม่เคยนั่งกราบไหว้ฝรั่งเป็นพระเจ้า
ผมเคยแต่ไล่ฝรั่ง(ที่ชินกับการทำตัวกร่างกับนักวิชาการปัญญานิ่มของไทย)กลับบ้านหลายครา
เพราะเขาอ้างว่า
เป็นผู้เชี่ยวชาญเกษตรเขตร้อน
เนื่องจากเคยทำงานในเขตร้อนมา ๑๐ กว่าปี
ผมบอกว่าถ้าคุณอ้างแค่นี้ พ่อผมและเกษตรกรไทยทุกคนต้องเก่งกว่าคุณแน่นอน เพราะทำการเกษตรในเขตร้อนมาตลอดชีวิตเลย
- ทำให้ผมไม่เคยเป็นโรค “กลัวฝรั่ง” ครับ
<ul style="margin-top: 0cm"><li class="MsoNormal" style="margin: 0cm 0cm 0pt; tab-stops: list 36.0pt">และกล้าชนในทุกเวทีครับ</li></ul><p> และสงสารนักวิจัยไทยที่ยอมตัวเป็นลูกน้อง และทาสฝรั่ง จะทำอะไรทีมีแต่อ้างฝรั่ง </p><p> </p><ul style="margin-top: 0cm">
</ul> ผมไม่เคยเข้าใจคนเหล่านี้ครับ ใครทราบบอกทีครับ
สวัสดีครับอาจารย์แสวง
ประเด็นน่าสนใจดีครับ ขอร่วมแลกเปลี่ยนแบบสนุกสนานนะครับ
สวัสดีครับที่อาจารย์ ดร.แสวง
เห็นด้วยกับอาจารย์แสวงทุกข้อครับ แต่ก็อยากที่คนชอบวิ่งบอกครับคือไม่ใช่ฝรั่งทุกครับ ตราบใดที่การศึกษาของไทยเรา ผลงานคนไทยของเรายังไม่เป็นที่ยอมรับในระดับโลก ต้องไปเรียนรู้เทคโนโลยีจากฝรั่งอยู่ คนไทยส่วนใหญ่ก็ยังคิดว่าฝรั่งเก่งกว่าอยู่ดี ต้องช่วยกันสอนให้เด็กรุ่นใหม่ ๆ กล้าคิด กล้าทำในสิ่งที่ดีที่ถูกต้องและมีภูมิรู้ที่สามารถชนได้กับทุกชาติพันธุ์ในโลกครับ
ขอบคุณครับ
ผมก็ไม่เหมาโหล
แต่ผมต้องการคบแบบเสมอภาค ไม่ใช่มองฝรั่งเป็นเทวดา
พูดอะไรถูกหมด
พอเราเดินตามพลาดซะเป็นส่วนใหญ่
เช่นเรื่องการจัดการความรู้เป็นต้น
ฝรั่งเขาก็พัฒนาความรู้ที่เหมาะกับเขา
และอาจไม่เหมาะกับเรา
แต่เราไปลอกเขามาทั้งดุ้น โดยถือหลักว่า
ถ้าดีกับฝรั่งก็ต้องดีกับเราด้วย
นี่แหละจุดอับของการพัฒนาความรู้ครับ
เราต้องคบกับเขาแบบเพื่อนครับ
ไม่ใช่คบแบบ "พระเจ้า"
จ้างเขามาพูดไม่กี่ประโยค หมดเงินไปไม่รู้กี่ล้าน
แล้วเราได้อะไร
แค่นี้เราคิดกันเองดีกว่า ประหยัดกว่า
ผมอยากเห็นการยกเลิกบทสวด
"ฝรั่ง สรณัง คัจฉามิ"
ออกจาสังคมไทยครับ
โดยเฉพาะในกลุ่มทำงานการจัดการความรู้ครับ
อิอิ รูปอาจารย์
ใน blog นี้แน่กว่าค่ะ
สวัสดีค่ะ
ดิฉันมีประสบการณ์จริงๆ 1 เรื่องค่ะ
มีฝรั่งคนหนึ่ง บอกว่าจบ ดร. ทางด้าน Control Atmosphere คือนำพวกผลไม้ ใส่ตู้Container ที่ปรับอุณหภูมิ+ความชื้นไว้ จนผลไม้ เช่น แอปเปิ้ล อยู่ได้ในcontainerนี้ได้ 4-6 เดือน ในสภาพปกติ
เขาบอกสามารถ มาปรับใช้กับผลไม้ไทยได้ เราจึงลองกับสับปะรส ไปเยอรมัน ใช้เวลา 7 วัน เปิดออกมา ลูกยังเขียวอยู่ และเนื้อใน เป็นสีน้ำตาลเสีย 30 -50% ไม่หวานด้วย
สรุป ไม่work เลยล้มเลิกโครงการค่ะ นี่ขนาด ทางกรมส่งเสริมฯ เอาไปโฆษณาให้เลยในตอนแรก
ดิฉันไม่เชื่อเขา ตั้งแต่แรก แต่ กรรมการคนอื่นและอาจารย์จากม.เกษตรฯ เชื่อ เลยตกลงจะลองดู
ฝรั่งชอบทำมาดดี แต่ไม่แน่ทุกรายว่าจะดีค่ะ
ผมถือว่าเราต้องนับถือกันที่ความดีความชอบ ไม่ใช่สีผิวครับ
คุณ
ผมคิดว่าเราต้องช่วยกันตีแผ่ให้ได้ข้อคิด แบบป้องกันความผิดพลาดครับ