สวัสดีหลานๆ  ..ลุงต้องขอสุมาเต๊อะที่ต้องลบและตอบกันใหม่เพราะว่ามีคนหลายๆคนโทรสอบถาม...บางรายขอหื้อเล่าเรื่องหิ่งห้อยที่เป๋นเจี้ย..ชัดๆ

เจี้ยเป็นเรื่อง/นิทานของผู้คนมีมานาน ที่ตุ๊จ้กเอามาเล่าก็เพื่อให้ผู้คนสนใจธรรมะมากขึ้น โดยเฉพาะเยาวชนชอบฟังเรื่องตลก จึงนำเจี้ยมาเล่าพร้อมสอดแทรกข้อคิดธรรมะไปด้วย   ที่จริงลุงกับตุ๊จ้กก็เป็นญาติกันใกล้ชิด  เสียดายท่านมรณะภาพไปแล้ว  อย่างไรก็ตามท่านได้บันทึกเทปไว้มากมาย

-วกมาเรื่องเจี้ยตำนานหิ่งห้อย  สรุปได้ว่า"มีครอบครัวตุกกะต้ะอยู่กันสองแม่ลูก  วันหนึ่งลูกวัย 9 ขวบวิ่งไปขอข้าวสุกที่วัดไกลบ้าน  เวลานั้นมีลมพายุพัดประกอบกับเป็นเวลาพลบค่ำ  หนทางไกล  ระหว่างทางความมืดได้ครอบคลุมไปทั่ว เพียงแต่มองเห็นแสงไฟที่จุดจากบ้านเห็นแสงไฟไกลลิบๆแสงวอมวับวอมแวม...วอมวับวอมแวม...หนูน้อยจึงจำเป็นที่หมายพร้อมกับนึกถึงแม่  ด้วยกรรมปางใดไม่ทราบหนูน้อยล้มลงพร้อมกับสิ้นใจ

--ด้วยจิตที่เป็นกุศลนึกถึงแม่และมีแสงไฟวอมวับวอมแวมเป็นเป้าหมาย  วิญญาณที่หลุดจากร่างกลายเป็นแมงหิ่งห้อยมีแสงวอมวับวอมแวมติดตัวบินไปยังบ้านตนเองที่แม่คอยอยู่พบว่าแม่ก็สิ้นใจด้วยความหิว

เจี้ยตำนานหิ่งห้อยก็จบลงด้วยเพียงเท่านี้

-เราจะเห็นว่าบรรพบุรุษล้านนาได้ใช้ธรรมชาติเป็นเจี้ยแต่งสรรค์เรื่องเล่าให้เด็กๆฟังเป็นเจี้ยธรรมะ  ได้คติเตือนใจดีนักแล..

ดังนั้นคำว่าเจี้ยหาใช่เรื่องตลกโปกหาไปทั้งหมดไม่  ที่ตุ๊จ้กเอามาเล่านั้นท่านต้องการให้ผู้ฟังเตรียมใจและตั้งใจฟังเจี้ยท่านจึงตั้งเงื่อนไขไว้ก่อนว่าหากไม่ตั้งใจฟังแล้วจะไม่ตลก  เป็นต้น

เจี้ยมีทั้งเรื่องที่เป็นเกล็ดชีวิต   เรื่องเล็กๆน้อยๆที่เกิดขึ้นกับผู้คนที่น่าจะเล่าเพื่อให้เกิดความสนุกสนาน คติ  ข้อคิด    ธรรมะ  เป็นต้น

เพราะคำว่า" เจี้ย" ที่พบหลักฐานคือเจี้ยลัวะ  นั่นแสดงว่าเจี้ยเกิดขึ้นตั้งแต่สมัยเจ้นลัวะปู้นแล้ว โบราณแต๊ๆ  นั่นเอง

แต่ปัจจุบันผู้คนทั่วไปนึกว่าหากเล่าเจี้ยแล้วต้องเป็นเรื่องสนุกสนานโดยเฉพาะจะค่อนข้างลามก  หรือเป็นเรื่องของเพศเป็นต้น