ภาพสะท้อนจากมุมมอง ในแง่งามหนึ่งอันรันทดของความรัก จากภาพยนตร์ The Bow ผลงานกำกับภาพยนตร์ของผู้กำกับเกาหลีใต้ Kim Ki-duk ผลงานที่ได้รับการคัดเลือกเข้าฉายในเทศกาลภาพยนตร์เมืองคานส์ ฝรั่งเศส Festival de Cannes 2006

รักเจ้าดึงรั้งดั่งคันศร

The Bow : รักเจ้าดึงรั้งดั่งคันศร

ผลงานการกำกับ เรื่องที่ 12 ของ Kim Ki - Duk

 

ผลงานซึ่งได้รับเกียรติให้เข้าฉาย ณ Festival de Cannes - 2006

ผลงานซึ่งนำเสนอมุมมองของความรัก

ในนิยามความหมายของเรื่องราว สัญญะของลูกศร คันธนู ลูกธนู และความรักของคนสามคน เรื่องราวของเรือ ท้องทะเล แสงแดดวันเวลา และทะเลในใจผู้คน ที่ดำเนินไป ท่ามกลางความรักที่เดินทางไปร่วมกับคนทั้งสาม

งานชิ้นเยี่ยม ที่ใช้ชื่อ The Bow

ไม่ได้ใช้ความงามของภาคภาษาไทย ว่า รักเจ้าดึงรั้งดั่งคันศร

แต่กลับเป็น ชื่อบทวิจารณ์และบทแนะนำภาพยนตร์ ในส่วนศิลปะวัฒนธรรม ของหนังสือพิมพ์มติชน เมื่อเดือนเมษายน 2549

 

แค่เพียงสรุปชื่อของงานเขียน ก็แทบจะสรุปหัวใจของเรื่องราว

งดงาม กระชับ และจับใจ

อธิบายความจริงและความหมายที่ปรากฎในเรื่องราว เสมือนบอกเนื้อในใจของผู้คน ว่าความรักทรงพลังเพียงใด เปล่งปลั่งอานุภาพที่ดึงดูดผู้คน ให้วนเวียนผ่านไปผ่านมาได้เช่นไรบ้าง

 

 

ภาพยนตร์ที่นำเสนอเรื่องราว นำเสนอความหมายในแต่ละย่างก้าวของชีวิต

ไม่ได้บอกเพียงว่า ความรักงดงามเช่นไร

แต่บอกว่า ความรักมีอานุภาพใด

ใครที่มีความรัก เคยมีความรัก มักรับรู้ได้ดีถึงพลังแห่งรัก

โดยเฉพาะเมื่อถามถึงพลังแห่งการเหนี่ยวรั้ง

ไม่อยากจากพราก

ไม่อยากเดินจากไปจากอ้อมกอดของคนที่เรารัก ไม่อยากพรากจากกัน จากใบหน้า ดวงตา และรอยยิ้ม ทุกอย่างพาลจะพาให้น้ำตาไหลออกมาได้ ยามต้องปล่อยมือ

 

เหมือนเราไปส่งใครสักคน เพื่อออกเดินทาง

บรรยากาศของท่ารถ ท่าเรือ ท่าเรือบิน และทุกทีของความพลัดพราก

ล้วนซึมซับความหมายของการพลัดพรากให้เรารับรู้เสมอ ไม่เฉพาะความรักของหนุ่มสาว แต่ในทุกความรักและความผูกพัน ล้วนมีพันธนาการ และการเหนี่ยวรั้ง เป็นเครื่องบอกกล่าวต่อเราเสมอ

ใช่เพียงความรักจะปลดปล่อยเรา

ความรักล้วนเหนี่ยวรั้งเรา

ดุจที่คันธนูเหนี่ยวรั้งลูกศร

และความจริงของการเหนี่ยวรั้งก็จะปรากฎขึ้น เมื่อเวลาที่เราปลดปล่อยลูกศรออกไป ความจริงของความรักและการเหนี่ยวรั้งก็ดุจเดียวกัน สำหรับการเดินเคียงคู่ หรือสำหรับคำตอบแห่งการประคับประคองรักนั้น

คาลิล ยิบราน เปรียบบุตรหลานดั่งลูกธนู และบิดามารดาดั่งคันธนู

ในบทที่ว่าด้วย บุตร

 

บุตรของเธอ ไม่ใช่บุตรของเธอ

เขาเหล่านั้น เป็นบุตรและธิดา แห่งชีวิต

เขามาทางเธอ แต่ไม่ได้มาจากเธอ

และแม้ว่าเขาอยู่กับเธอ แต่ก็ไม่ใช่สมบัติของเธอ

เธออาจให้ความรักแก่เขา แต่ไม่อาจให้ความนึกคิดได้

เพราะว่าเขาก็มีความคิดของตนเอง

 

เธออาจจะให้ที่อยู่อาศัย แก่ร่างกายของเขาได้ แต่มิใช่แก่วิญญาณของเขา

เพราะว่าวิญญาณของเขานั้น อยู่ในบ้านของพรุ่งนี้ ซึ่งเธอไม่อาจเยี่ยมเยือนได้ แม้ในความฝัน

เธออาจจะพยายามเป็นเหมือนเขาได้ แต่อย่าได้พยายามให้เขาเหมือนเธอ

เพราะชีวิตนั้นไม่เดินถอยหลัง หรือห่วยใยอยู่กับวันวาน

 

เธอนั้นเป็นเสมือนคันธนู แลบุตรหลานเหมือนลูกธนูอันมีชีวิต ผู้ยิงเล็งเห็นที่หมายบนทางอันมิรู้สิ้นสุด

พระองค์จะน้าวเธอเต็มแรง เพื่อว่าลูกธนูจะวิ่งเร็วและไปไกล

ขอให้การโน้มงอของเธอในอุ้งหัตถ์ของพระองค์ เป็นไปด้วยความยินดี เพราะว่า เมื่อพระองค์รักลูกธนูที่บินไปนั้น พระองค์ก็รักคันธนูซึ่งอยู่นิ่งด้วย  

หมดจดและงดงาม

สำหรับความจริงแห่งรัก

และความจริงแห่งการก้าวย่างเดินทาง เมื่อวันสุดท้ายของความรักอันเหนี่ยวรั้งซึ่งรุนแรง มักเปล่งพลังแห่งการวิ่งสู่เป้าหมาย

พลังแห่งการเหนี่ยวรั้ง ล้วนบ่งบอกได้ เมื่อลูกธนูออกเดินทาง

ความจริงของรัก ล้วนบ่งบอกความจริงสองด้าน

ในท่ามกลางกาลเวลา ชีวิต การเดินทาง สายน้ำ คืนวัน ทุกเรื่องราวล้วนสัมพันธ์กับความเปลี่ยนผ่าน ทุกคำตอบในชีวิตผู้คน ล้วนสัมพันธ์กับความเปลี่ยนแปลง

 

ไม่ใช่สิ่งอันมั่นคงถาวร ไม่ใช่นิรันดร์ดั่งใจปรารถนา แม้เราปรารถนาเพียงใด คำตอบของวันคืนก็ยังเป็นพื้นที่ซึ่งเรามิอาจคาดเดา

 

สุดท้ายผมก็ยังรักประโยคดังกล่าว

เสมือนหนึ่งคำตอบแห่งชีวิต

ฤา รักเจ้าดึงรั้งดั่งคันศร