สวัสดีครับ

                     เป็นเรื่องเล่าของการเดินทาง ความสุขสงบ  เมื่อได้พบท่านอาจารย์ทั้งสองท่านครับ คืออาจารย์ศิริศักดิ์และท่านอาจารย์กมลวัลย์ครับ

                   ครับเริ่มต้นผมได้รู้จักท่านอาจารย์กมลวัลย์จากบันทึกและ ลปรร ส่วนมากเป็นประเด็นของการฝึกและปฏิบัติธรรมครับ  และได้รู้จักท่านอาจารย์ศิริศักดิ์จากบันทึกและการลปรรใน GTK เช่นกันครับ

                  ได้พบท่านอาจารย์อีกที่งาน KM เชียงใหม่   ได้เห็นตัวจริงของอาจารย์ทำให้เข้าใจและรู้สึกดีมากๆครับที่ได้พบกับท่าน

                     ด้วยความเมตตาของอาจารย์  ช่วงนี้ผมมาประชุมที่กรุงเทพพอดีครับ  ท่านอาจารย์ได้กรุณานัดหมายเพื่อจะได้พูดคุยแลกเปลี่ยนกัน   สำหรับผม  ความรู้สึกตอนนั้นจำได้ว่าเอะ  นี่เราไม่ได้ฝันนะ  เป็นความจริงนะ 

                         ยอมรับว่ารู้สึกดีใจ  ปนตื่นเต้นกังวลเล็กน้อยครับ  ยิ่งเมื่อท่านให้บล็อกเกอร์มือใหม่ชาวปายได้ไปร่วม ลปรรด้วย ทุกๆคนก็ยิ่งตื่นเต้นและเกร็งครับ  ผมก็เช่นกัน(จนต้องโทรไปปรึกษาพี่เอกว่าต้องวางตัวอย่างไรบ้างครับ)

 

                  เมื่อถึงเวลาท่านก็ได้มารับพวกเราด้วยตนเองที่โรงแรมที่อบรม  พร้อมกับพาท่านอาจารย์ศิริศักดิ์มาด้วย   จากนั้นก็เดินทางไปยังร้านอาหารที่อยุ่ริมแม่น้ำ(ชื่อนนท์นที)  เดินทางด้วยรถท่านอาจารย์ศิริศักดิ์ ซึ่งสามารถนั่งได้ครบทุกคนในหนึ่งคนครับ

  

        เริ่มต้นระหว่างผมก็ได้รับความเมตตาจากท่านอาจารย์ศิริศักดิ์อย่างมากครับ  ในการเล่าเรื่องและแนะนำ สอนเรื่องการปฏิบัติธรรม โดยเฉพาะการฝึกสติ ฝึกรู้ในแนวของหลางพ่อเทียนและหลวงปู่ดุลย์ครับ

  

                  เมื่อถึงร้านอาหารท่านอาจารย์กมลวัลย์ได้กรุณาถ่ายรูปรวมกับพวกเราทุกๆคน  จากนั้นก็เข้าไปนั้งที่โต๊ะครับ  ซึ่งการสนทนาแลกเปลี่ยนเรียนรู้ก็ดำเนินต่อไป  อย่างต่อเนื่องครับ   ยอมรับว่าประเด็นหลักๆในการ ลปรร  เมื่อวานนี้กับการพบกันของอาจารย์ทั้งสองท่านกับ Blogger ชาวปาย ทั้งห้าคน  เป็นเรื่องของธรรมและการปฏิบัติครับ

 

                   พวกเราถือว่าได้มีบุญ  มีโอกาสที่ดีมากๆในชีวิตครับที่ได้มาฟัง  มาเรียนรู้และรับคำแนะนำอันทรงคุณค่ามากมายต่อชีวิต  จากท่านอาจารย์ทั้งสองท่านครับ ^_^

ผมพอจะสรุปประเด็นสำคัญ ซึ่งจากตัวผมเองและที่ฟังจากพี่ๆน้องๆครับ

     - แนวปฏิบัติของท่านอาจารย์คือการรู้ตัว มีสติ  และเน้นที่เป็นผู้ดู ไม่เป็นผู้เป็น  ฝึกเรื่อยๆบ่อยๆ  ต่อเนื่องจะทำให้เราก้าหน้าอย่างรวดเร็ว 

   - โมเดลการฝึกเหมือนนักกีฬาวิ่ง 100 เมตรครับ ว่าต้องเตรียมให้พร้อมก่อนที่จะวิ่งแข่ง คือการฝึกสมาธิ  ฝึกสติ(ฝึกรู้)  การใช้ชีวิตในทุกๆวันคือสนามแข่งที่เราจะได้ฝึก เพื่อพัฒนาระดับจิตใจของตนเอง

  - ท่านอธิบายเรื่องของจิตและประจุบวกลบ และอะตอมครับ ซึ่งท่านกำลังจะเขียนหนังสืออธิบายเรื่องนี้

  - ทุกคนที่มาฟังวันนี้ คือพี่น้องทีมประสาน อาจจะเป็นเจ้ากรรมนายเวร(รวมทั้งผมครับ)  มาขอส่วนบุญกับอาจารย์คือการรับฟังคำสอน ฟังธรรมที่ตรง ลัด และเป็นพื้นฐานต่อการเรียนรู้และต่อยอดเพิ่มเติมในอนาคตครับ  โดยเฉพาะพี่น้องทั้งสี่ท่าน ต่างก็กล่าวว่าวันนี้เป็นวันที่มีค่ายิ่งวันหนึ่งของชีวิตทุกๆคนเลยครับ

  -ผมได้เล่าประสบการณ์ช่างที่ฝึกเข้มแล้วมีความรู้สึกแปลกเหมือนไฟดูดตัวเองบ่อยๆ  ให้ท่านฟังก็ได้รับคำอธิบายในทางที่เป็นบวกและทำให้ผมเข้าใจมากยิ่งขึ้นครับ  เพราะว่าช่วงนั้นผมก็ไม่เข้าใจตนเอง  คิดว่าเป็นอุปาทาน (ถึงขึ้นกลัวว่าเอะ  เราเป็น schizo...หรือเปล่านะะเนี่ย)  แม้แต่คนที่บ้านไกล้ตัวก็ไม่กล้าเล่าให้ฟังครับ เดี๋ยวจะหาว่าเราบ้า อิอิ(แต่ตอนนี้หายไปแล้วละครับ ช่วงนนี้ไม่เข้ม จิตวุ่นวายฟุ้ง ตามบริบทรอบตัว  ท่านนะนำว่า ก็อย่าไปวุ่นกับมัน)

  -ผมได้กำลังใจในเรื่องของอุปสรรคที่เกิดขึ้นระหว่างการปฏิบัติ  คือมักจะมีจริต  อกุศลจิต หรือกิเลสบางอย่างที่รู้สึกว่ามีมากในตัวเรา  หรือศัตรูภายในที่มีกำลังแข็งกล้า  จนบางครั้งเราก็หมกมุ่นกับความพ่ายแพ้  หรือเสียกำลังใจ  ท่านก็แนะนำให้อย่าท้อ ฝึกไปเรื่อยๆ อย่าไปหมกมุ่นมาก  ทำสิ่งที่เราทำได้ก่อน(คงเหมือนการพัฒนาองค์กรมั้ง) ถ้าจิตเรามีกำลังหรือกุศลมากๆ  ค่อยนำตาตัดหรือต่อสู้??

 - การเป็นฆารวาสและการมีครอบครัว  ไม่ได้เป็นอุปสรรคต่อการฝึกปฏิบัติหรือก้าวหน้า

 - ถ้าจิตเราฟุ้งมากๆ  ก็ลองกลั้นหายใจดูแล้วก็จะสามารถดึงจิตกลับมาได้เร็ว และจดจ่อที่ลมหายใจ(รวมทั้งทุกขเวทนา)

 -ท่านสอนพวกเราเรื่องการฝึกปฏิบัติตามแนวสติปัฏฐานสี่ คือเรื่องกายนุปัสสติ เวทนาฯ  จิตตาฯ  และธรรมานุปัสสติ และอธิบายรายละเอียดและยกตัวอย่างจนเข้าใจครับ

  - ผมเคยอธิษฐานจิตตอนเรียนมอปลายว่าขอเพียงสิบชาติ แต่ท่านอาจารย์แนะนำว่ามากเกินไป  เดี๋ยวจะไม่ทัน  เพราะว่าเวลาของพระพุทธศาสนานั้นเหลืออีกครึ่งทาง  และต่อไปก็จะรู้ยาก  เข้าถึงยากขึ้นเรื่อยๆ  เพราะบริบทที่เปลี่ยนไปของโลก ของสังคมมนุษย์ที่จิตใจหยาบมากขึ้นเรื่อยๆ

 มีประเด็นธรรมะอีกหลายอันครับที่ไม่ได้เล่าครับ 

  

           ต้องขอกราบขอบพระคุณท่านอาจารย์กมลวัลย์อย่างมากๆครับ  ที่ทำให้ผมและพี่น้องอีกสี่ท่านได้รับสิ่งที่ดีๆ  แม้ว่าเราจะเป็นเพียงญาติธรรมและกัลยาณมิตรที่รู้จักและเรียนรู้ผ่านทาง GTK เท่านั้น

  

                 ผมคิดว่านี่จะเป็นเพียงตัวอย่างเล็กๆอันหนึ่งครับ  ที่นำผู้คนที่อยู่คนละฟากที่ห่างไกลกัน  คนที่ไม่เคยพบกัน มาพบกันพูดคุยแลกเปลี่ยนสิ่งต่างๆและมอบสิ่งที่มีคุณค่ายิ่งต่อกัน  ซึ่งไม่ใช่เพียงความรู้สึกดีๆ  ความประทับใจ หรือวัตถุใดๆเท่านั้น  แต่ยังรวมไปถึงมิติด้านจิตวิญญาณ  ซึ่งเป็นการเรียนรู้ที่สำคัญยิ่งอันจะนำพาให้เราก้าวไปสู่การเปลี่ยนแปลงภายในอย่างแท้จริง

       

                 บางครั้งแม้กระทั่งตอนนี้ผมก็รู้สึกเหมือนตนเองฝันไป  แต่เป็นเรื่องจริง  เป็นประสบการณ์ชีวิตที่อาจจะดูธรรมดา  แต่สำหรับผม  สำหรับพี่น้องทุกคนมันมีค่ายิ่ง  สำหรับผู้เริ่มต้นเดินทางหรือกำลังอยู่บนเส้นทางเพื่อพัฒนา  ปรับปรุง และปฏิบัติเพื่อยกระดับความรู้จริง เห็นแจ้งภายในจิตของตนเอง

  

    สิ่งที่ผมได้เรียนรู้  รับรู้และสัมผัสได้ด้วยตนเองครั้งนี้เป็นเสมือนการได้รับพลัง  กำลัง หรือเข็มทิศชี้ทาง หรือการย้ำว่า สิ่งที่เราทำมา  หรือเส้นทางที่เรากำลังเดินมานั้นน่าจะถูกต้อง  และเพียงขอให้มีความอดทน  เพียรพยามต่อไปไม่ลดละ  

  

               ผมจะน้อมนำมาฝึกปฏิบัติต่อไป  และชวนพี่น้องในทีมฝึกด้วยครับ  จะได้มีเพื่อน และเรียนรู้ไปด้วยกัน (ปกติก็ชวนและแทรกอยู่เสมอ แต่เขาอาจจะไม่เข้าใจว่าผมพูดอะไร  วันนี้เหมือนพาทุกคนมาเรียนรู้ร่วมกันครับ ได้รับการปูพื้นฐานจากอาจารย์ซึ่งปฏิบัติจริงๆ และได้ผล ต่อไปนอกจากที่เราจะเป็น CoP HA แล้ว อาจจะขยายเป็น CoP ธรรมะและการปฏิบัติธรรมด้วยครับ)

   

   เราใช้เวลาทานอาหาร(ซึ่งผมไม่ค่อยทานครับ เหมือนไม่หิวเพราะกลัวเสียเวลาที่จะได้เรียนรู้จากอาจารย์) 17.30-20.00 อาจารย์ก็มาส่งพวกเราที่โรงแรมที่เราพักกัน  และสวัสดีพร้อมกราบขอบพระคุณท่านอาจารย์ทั้งสอง  ที่ซึ่งนอกจากจะเลี้ยงอาหารกายแล้วท่านยังมอบพระธรรม ที่เราเข้าถึงได้  เข้าใจ และนำไปปฏิบัติได้จริงๆ

  

               หลังจากที่อาจารย์จากไป  ทุกคนต่างสนทนากันและบอกความรู้สึกดีๆที่เกิดขึ้นกับมื้ออาหารที่ไม่ธรรมดา(อาหารก็อร่อยมากๆครับ)  พร้อมกับผมสังเกตุว่าพี่น้องทุกท่านไม่ได้เกร็งๆเหมือนตอนที่เราเริ่มขึ้นรถไปทานข้าว   แต่ยิ้มแย้ม สบายๆทั้งใจและกาย(อิ่มท้องครับ^_^)

  

  มีเรื่องเล่าตัวอย่างครับ ในวันนี้

           - ตอนมื้อเที่ยงเราก็บอกพี่ๆว่ารอให้น้ำลายอยุดไหลก่อนกินกินนะ  รู้ตัวหรือเปล่าว่ากำลังยกช้อน  รู้สึกกำลังอร่อยและมีความสุขกำบอาหาที่กิน ??

          - วันี้ตั้งแต่เช้าผมก็เหมือนถูกดึงให้กลับมารู้ตัว และเข้มข้นกับตัวเองให้รู้ตัวเสมอกับปัจจุบันขณะ  ไม่พยามคิดไปไกลหรือเรื่องที่เป็นอดีต  อนาคต  ตามหลักคิดที่ว่า  เมื่อคิดจะไม่รู้(เนื้อ-รู้ตัว)  เมื่อรู้จะไม่คิด ครับ 

         - ขณะที่ยืนรอรถไฟที่สถานีดอนเมือง พี่จำปูนซึ่งยืนอยู่ข้างๆก็ตบยุงอย่างแรง(แถมบี้ยุงด้วย) ผมจึงแบ่งปันกับพี่ทันทีครับว่า แน..เมื่อตะกี้ไม่รู้ตัวใช่หรือเปล่าครับ  พี่ก็ตอบไม่รู้ตัวจริงๆ มันเคยชิน ทั้งตบทั้งบี้ยุง  เพราะว่ามันกัดเจ็บและคันมากๆครับ  ผมก็ลปรรต่อไป  ไม่เป็นไรครับ รู้ทีหลังก็ได้ เป็นชั่งโมงก็ได้  ขอให้เรารู้ตัว  เพราะว่าตอนนี้เรากำลังเริ่มต้น(ก็เรียนมาวานนนี้เองครับ)

     - ตอนที่นั่งบนรถไปน้องแมวก็บอกว่าหมอๆ มียุงมากัดเมื้อกี้เอง  และได้เป่าไล่ยุงไป  ถือว่ารู้ตัวหรือเปล่า  อืมผมก็ชมว่ารู้ตัวสิ ก็เลือกที่จะไม่ตบด้วยโทสะเหมือนที่เราชินๆกัน(แต่เธอสารภาพว่าก็เพราะเห็นพี่จำปูนตบไปก่อนเเละเห็นหมอแซว  เธอจึงจำและนึกได้จึงเลือกเป่าไล่ไป อิอิอิ)

  

 ครับเขียนยาวไปหน่อย ขอโทษนะครับ อยากแบ่งปันมากๆครับ

 ปล

      ท่านอาจารย์ศิริศักดิ์ได้เตือนว่าอยากให้มุ่งฝึกปฏิบัติมากๆ  ระวังการเขียนบันทึกและเข้ามาในนี้มากเกินไป  จะทำให้เราไม่มีสมาธิหรือขาดสติได้  (ไม่ได้บอกว่าไม่ให้เขียนหรืออ่านนะครับ เพียงแต่ต้องระวังและพึงสำรวมมากๆ  ผมแปลว่าเช่นนี้ครับ)