วันที่ 10 ตุลาคม 2550
วันนี้เป็นวันพุธของสัปดาห์ที่ 23 นับถอยหลังไปก็จะเหลือเพียง 35 วันเท่านั้นครับ <p style="margin: 0cm 0cm 0pt" class="MsoNormal"></p> ช่างเป็นวันที่น่าอิดหนาระอาใจอย่างรุนแรง ตั้งแต่อยู่ที่นี่มาล่วงเข้าเดือนที่ 6 เข้าไปแล้ว ก็มีวันนี้นี่แหละที่แทบจะหมดความอดทน ลองตามผมไปดูนะครับว่า หมอไทยบ้านนอกอย่างผมเจอกับอะไรบ้าง <p style="margin: 0cm 0cm 0pt" class="MsoNormal"></p> วันพุธของเดือนนี้เป็นวันที่ผมต้องอยู่ที่คลินิกทั้งเช้าและบ่าย เช้าอยู่กับครูหาญ บ่ายอยู่กับครูลี ช่วงเช้าผ่านไปแบบไร้ปัญหา ผมสามารถเคลียร์คนไข้ได้หมดประมาณบ่ายโมง ได้เจอคนไข้คนไทยคนเดิมด้วย ได้สวัสดีแบบไทยๆ เธอพาลูกชายมาเพื่อให้เจอผมด้วย รู้สึกดีมากเลยนะครับ แต่ช่วงบ่ายนี่สิท่าทางจะสนุก ผมคิดในใจตั้งแต่จำได้ว่านาตาลียังเที่ยวอยู่ที่ฝรั่งเศส นั่นหมายความว่ายังคงเหลือผมอยู่กับครูลีเพียง 2 คนที่ต้องดูคนไข้ทั้งหมดกว่า 30 คน คนไข้ใหม่ราว 7 คน แรกๆก็ผ่านไปด้วยดี นึกภาวนาในใจว่า ขอให้เพื่อนชาวฟิลิปปินส์ของผมที่อยู่ห้องยูโรพลศาสตร์มาช่วยกันหน่อยเถิด แต่ก็ภาวนาไม่ขึ้นเพราะเธอไม่เยี่ยมมามองเลย คิดถึงดันดีตะหงิดๆเพราะว่า ครั้งก่อนๆเขามาช่วยผมเสมอเมื่อเกิดวิกฤต man power แต่นี่ท่านยังอยู่ที่อินโดฯอยู่เลย <p style="margin: 0cm 0cm 0pt" class="MsoNormal"></p> เวลาล่วงไป 4 โมง แฟ้มข้างหน้าผมยังไม่ลดความสูงลงมาเลย ผมต้องตรวจคนไข้ที่เป็นโรคจิต 2 คน หากจะย้อนกลับไปหลายปีก่อน ผมเป็นหมอที่กลัวคนไข้โรคจิตมาก มันเป็นความกลัวที่ฝังอยู่ในหัวมาตั้งแต่เมื่อครั้งยังเป็นเด็กอนุบาล 1 ด้วยซ้ำไป ผมจำได้ว่าเมื่อตอนนั่งเล่นอยู่ที่หน้าบ้านที่อำเภอหลังสวน มีคนบ้า (ที่ผมได้ยินเขาเรียกกันตอนนั้น) เดินเข้ามา แล้วอุ้มผมด้วยความเอ็นดู พ่อกับแม่คงรู้จัก เลยไม่ว่ากระไร แต่ผมกรี๊ดจนเสียงแทบแตก นี่ผมยังจำได้อยู่จนบัดนี้เลยเชียวนะ <p style="margin: 0cm 0cm 0pt" class="MsoNormal"></p> ดังนั้นเมื่อเปิดแฟ้มดูผ่านๆก็พบว่า คนไข้คนนี้เป็นโรคจิตเภท (schitzophrenia) เลยเริ่มอาการขนลุกเล็กๆ แต่ผมก็สามารถประคับประคองตัวเองมาได้ดี ผ่านไปตรวจคนต่อไป ไม่นานนักก็มีคนไข้โรคจิตเข้ามาอีกคน คนนี้พี่สาวเป็นคนดูแล เวลาซักประวัติก็ต้องผ่านพี่สาว คนไข้ได้แต่นั่งนิ่งๆ จ้องหน้าผมอย่างเดียว อย่างนี้แหละที่ข้าพเจ้ามักจะขนลุกเสมอๆ (ท่าทางผมน่าจะบ้าไปซะแล้ว) <p style="margin: 0cm 0cm 0pt" class="MsoNormal"></p> ตรวจคนไข้ที่เป็นโรคจิตไปได้ 2 คน ไม่นานนักเจ๊ลินดาก็เดินๆยิ้มๆเข้ามา เธอบอกผมว่า วันนี้ท่าทางจะสนุก ลองอ่านประวัติคนไข้คนต่อไปดูสิ ผมก็เปิดดู พบลายมือของครูลีเขียนอะไรก็ไม่รู้เต็ม 2 หน้ากระดาษเชียว สรุปใจความได้ว่า คนไข้เป็นโรคมดลูกโผล่แลบ แต่เนื่องจากเธอแก่และมีปัญหาโรคอื่นๆอีกมากมาย แพทย์เลยให้การรักษาโดยการสอดห่วงบางชนิดเข้าไปค้ำในช่องคลอด (ring pessary) ปัญหาๆไม่ใช่เรื่องคนไข้ แต่เกิดจากลูกสาวอายุ 60 เศษของเธอเอง เธอเป็นคนไข้ประเภท S class (ผมเจ็บหัวใจอีกแล้ว) แต่ต้องการตรวจกับครูลีเท่านั้น ครูเขียนว่า ได้อธิบายลูกสาวคนไข้แล้วว่า คนไข้ที่เป็น s class นั้น ทีมแพทย์คนไหนก็ได้ในหน่วยสามารถดูแลได้ทั้งหมด และบรรยายอีกมากมายที่เกี่ยวกับความต้องการของลูกสาวท่านนี้ เปิดอ่านได้แค่นี้ก็สยองแล้วครับ <p style="margin: 0cm 0cm 0pt" class="MsoNormal"></p> เมื่อเธอโผล่เข้ามาก็เริ่มเล่นผมเลย <p style="margin: 0cm 0cm 0pt" class="MsoNormal"></p> “Good afternoon aunty” ผมเริ่มการสนทนา “แม่ของฉันรู้ภาษาอังกฤษเป็นอย่างดี หมอสามารถพูดภาษาอังกฤษกับแม่ได้ แต่ฉันต้องการหมอลีเท่านั้น” (เกี่ยวกันยังไงหนอ) เจ๊ลินดาก็พูดว่า ตามกฎของโรงพยาบาล คนไข้สังคมสงเคราะห์ไม่มีสิทธิ์เลือกหมอ เธอก็บอกว่าแม่เธอเป็นคนไข้ของหมอลี และหมอลีก็วางแผนการรักษาไว้แล้ว เธอก็หันมาทางผม “ไปตามหมอลีมา แล้วบอกว่าคนไข้คนนี้เป็นของหมอลี” ผมบอกว่า ท่านทราบแล้ว และผมก็เป็นคนที่ท่านให้มาดูแลเธอ “ไปบอกหมอลีอีกทีซิ” เธอสั่งผมเหมือนสั่งขี้มูก ผมเลยเดินไปหาครูเพื่อขอความช่วยเหลือ ครูเห็นบันทึกที่ท่านเขียนไว้ก็บอกผมว่า ผมสามารถจัดการได้ แค่นี้ผมก็แทบเข่าอ่อน ปลุกใจขึ้นอีกทีหนึ่งแล้วไปยืนยันกับเธอว่า ผมจะเป็นคนตรวจเอง เธอจึงยอม <p style="margin: 0cm 0cm 0pt" class="MsoNormal"></p> ปัญหาไม่จบแฮะ เพราะปรากฏว่าเมื่อผมดึงห่วงออกแล้วตรวจดูก็พบว่า คนไข้ท่านมีปัญหาแผลกดทับในช่องคลอดจากห่วง ผมจึงตัดสินใจไม่ใส่ห่วงอันใหม่เข้าไป เพราะอาจจะเกิดปัญหาเลือดออกได้ แล้วจะยุ่งไปใหญ่ จากนั้นจึงออกมาอธิบายให้ลูกสาวฟัง เธอบอกว่า ทำไมไม่เรียกครูลีมาดู ผมก็บอกว่า ผมจัดการได้และผมไม่ได้ใส่ห่วงกลับเข้าไป เพราะมันมีปัญหาแทรกซ้อนเกิดขึ้น เธอบอกว่าไม่ใส่เข้าไปแล้วมดลูกก็โผล่ออกมาอีกสิ ทำไมไม่ไปถามหมอลีก่อน ผมก็บอกว่า นี่เป็นมาตรฐานอยู่แล้ว ไม่มีใครใส่ห่วงกลับเข้าไปในกรณีแบบนี้หรอก “หมอแน่ใจนะ ไปถามครูลีก่อน” เจ๊ลินดาท่าทางจะรำคาญจึงบอกไปว่า หมอคนนี้ไม่ใช่นักเรียนแพทย์ เขาเป็นหมอสูติ เขาทราบวิธีการรักษาเป็นอย่างดี “จะให้ฉันแน่ใจได้อย่างไร ไปถามครูลีเดี๋ยวนี้” เธอยังไม่ยอมอ่อนข้อ ผมก็เริ่มอธิบายให้ฟังใหม่ แต่ทุกทีที่ผมอ้าปาก เธอจะแทรกขึ้นมาเสมอว่า ไม่ใส่ห่วงกลับไปแล้วมดลูกไหลออกมาอีกจะทำยังไง ต้องอธิบายซ้ำไปมาหลายรอบแล้วก็ต้องเจอการถามแทรกชนิดที่ว่า เธอไม่เคยฟังเราพูดเลย ต้องเริ่มนับ 1-10 ในใจแล้วสิ จนเธอเปิดโอกาสถามว่า จะรักษาอย่างไร ผมก็แนะนำวิธีการใช้ฮอร์โมนชนิดที่สอดทางช่องคลอดให้เธอฟัง ก็เกิดปัญหาอีกรอบ เพราะเธอบอกว่า จะให้แม่ทำได้อย่างไร ผมก็ตอบว่า นั่นเป็นเรื่องที่คุณต้องดูแล “ฉันไม่ได้อยู่บ้านเดียวกับแม่” อ้าว..แล้วกัน แล้วจะให้ผมทำยังไง เธอบอกว่ามีแม่บ้าน น่าจะให้เขาทำให้ได้ (ถึงตอนนี้ก็รำพึงในใจ โธ่เอ๋ย ทำเป็นเข้ม) แล้วเธอก็ทำท่าทำทางฝึกซ้อมการสอดยาอยู่พักหนึ่ง ไม่ยอมออกจากห้องตรวจสักที คนไข้ยังเหลืออีกโข สักพักก็ถามมาว่า “ถ้าแม่กินเข้าไปจะทำยังไง” ถึงตอนนี้ผมแทบจะคลั่งแล้ว (แต่ยิ้มอยู่นะครับ แสดงเก่งจริงๆ) ผมเลยตอบไปว่าเม็ดเดียวไม่เป็นไร เพราะนี่ไม่ใช่ยาพิษ เธอก็พยักหน้า แล้วถามว่า ถ้ากินทุกวันล่ะ ถึงตอนนี้ผมก็บอกว่า “ก็เป็นความรับผิดชอบของคุณก็แล้วกัน หมอคงไม่สามารถตามไปดูที่บ้านได้หรอก ต้องขอโทษนะครับ ผมมีคนไข้รอคิวตรวจอีกหลายคนมาก ขออนุญาตย้ายห้องไปตรวจก่อน เชิญคุณนั่งซ้อมการสอดยาได้ตามสบายเลย” ว่าแล้วก็เดินออกไปอย่างหัวเสียเต็มกำลัง บอกครูลีว่าผมย้ายห้องตรวจชั่วคราว ผมสั่งให้แทมมี่เฝ้าเธอไว้ในห้องนี้ ห้ามไม่ให้เข้าไปรบกวนครูลีในอีกห้องหนึ่ง แล้วเรียกป้าซินเทียให้มาช่วยผมก่อนในอีกห้องหนึ่ง <p style="margin: 0cm 0cm 0pt" class="MsoNormal"></p> บานประตูแย้มอยู่ ผมมองผ่านไปก็เห็นเธอแง้มหน้าเข้ามาในห้องครูลี แต่ท่านไม่สนใจ สักพักจึงได้ยอมออกจากห้องไป วันนี้นี่เป็นวันอะไรวะ <p style="margin: 0cm 0cm 0pt" class="MsoNormal"></p> กลับมาที่ห้องเดิมอีกครั้ง ตรวจคนไข้ต่อไป ชักเริ่มเหนื่อย (ใจ) จนมีอีกคนเข้ามา ผมอ่านแฟ้มคร่าวๆ พบว่านาตาลีเขียนบันทึกไว้ว่า สงสัยคนไข้มีความผิดปกติทางจิตเล็กน้อย อาจจะเป็นโรคซึมเศร้า ส่งปรึกษาจิตแพทย์ ว่าแล้วก็คร่ำครวญในใจว่าวันนี้พระเจ้ากำลังทดสอบผมแน่ๆ แล้วก็เจอจริงๆ เพราะเธอมีอาการความผิดปกติทางกายหลายอย่างมาก ตั้งแต่การเป็นโรคนอนไม่หลับตั้งแต่สาวๆ ปัญหาในครอบครัว ตามมาด้วยอาการปวดตามที่ต่างๆของร่างกาย ท้ายที่สุดก็ตามมาด้วยอาการปัสสาวะทั้งคืน เธอบอกผมว่า หมอนาตาลีแนะนำให้ไปพบจิตแพทย์ แต่เธอไม่ได้บ้า เธอจึงไม่ยอมไปพบหมอ ผมบอกว่า จิตแพทย์ไม่ได้รักษาเฉพาะคนไข้โรคจิตเสมอไปหรอก เขาดูแลความเครียด ดูแลคนนอนไม่หลับก็ตั้งมากมาย หลังจากตรวจเธอเสร็จผมจึงแทบหมดแรง ดูเวลาก็ปาเข้าไป 6 โมงแล้ว ยังมีคนไข้เหลืออีกกองพะเนิน ครูลีท่านเคลียร์คนไข้ท่านหมดแล้วจึงมาช่วยในกองของผม กว่าจะเสร็จหมดก็ 6.40 น.เข้าไปแล้ว ท่านเดินเข้ามาชื่นชมว่า ผมสามารถดูแลคนไข้คนเดียวได้อย่างสบายมาก กลับบ้านไปจะได้เปิดคลินิกได้ (ท่านหมายถึงคลินิกทางเดินปัสสาวะสตรีนี้นี่แหละ) ผมก็ยิ้มแหยๆตอบรับท่านไป จากนั้นผมส่ง SMS ไปบอกลุปน่าว่าขอโทษที่ไม่ได้ไปดูคนไข้ก่อนผ่าตัดของวันพรุ่งนี้ของครูหาญด้วยกัน เธอนัดผม round เช้าในวันพรุ่งนี้เวลา 7.15 น. เพราะครูเริ่มผ่าตัดเวลา 8.00 น. <p style="margin: 0cm 0cm 0pt" class="MsoNormal"></p> เลิกงานก็รีบออกไปหาอาจารย์เต็มศักดิ์เพราะว่านัดกับท่านไว้ว่าจะกินข้าวเย็นด้วยกัน ได้พาอาจารย์ไปกินหมี่ซาราวักที่คนขายหน้าตาเหมือนลูกศิษย์ รู้สึกว่าไม่แน่นท้อง ไม่หายหิวเพราะว่าใช้พลังงานสมองไปอย่างมากมาย จึงพาท่านไปกินขนมหวานใน Chinatown ซึ่งเป็นร้านที่ขาย น้ำงาดำ น้ำอัลมอนด์ และน้ำถั่วอื่นๆ เสร็จแล้วก็ลาอาจารย์กลับบ้านไปพักผ่อน <p style="margin: 0cm 0cm 0pt" class="MsoNormal"></p> คร่ำครวญกับตัวเองว่า 2 วันนี้เจอดีทั้ง 2 วันเลย เมื่อวานได้ดูมวย วันนี้เจอมวยคู่เอกไป 4 คู่ ระหว่างหมอธนพันธ์กับคนไข้ป่วยทางจิต ฮ่า ฮ่า ผมหัวเราะให้สิงคโปร์ครับ
สวัสดีค่ะ
ฟังคุณหมอเล่าแล้วรู้สึกว่าหมอเป็นคนที่อดทนมากๆ ยกหัวแม่มือให้เลย เป็นผมจัดการไปนานแล้ว อิอิ ผมเคยจัดการกับคนที่เข้ามาป่วน โดยให้ไปนั่งรออยู่ก่อน อยากจะพบผมใช่ไหม งานผมกำลังยุ่งมากๆ คุณไปนั่งรอที่โน่น เดี๋ยวผมเสร็จแล้วเจอกัน ผมจะตอบคุณทุกคำตาม แต่พูดเสียงขึงขังหน่อยนะ ก็เขาเล่นนั่งถามต่อหน้าไม่สนว่างานเรากำลังด่วน ถามโน่นถามนี่ไม่ยอมจบ ก็ต้องเจอแบบนี้ ฮิฮิ
สุดยอดดดดดดด
เป็นหนูคงเจ็บอกไปตั้งแต่ case แรกแล้ว
กลับบ้านอาบน้ำนอน ท่าจะดีค่ะ
นับถอยหลังไปก็จะเหลือเพียง 35 วันเท่านั้น
อาจารย์ธนพันธ์ สู้ ๆ ๆ ๆ หมอไทยทำด๊ายยยยย
สวัสดีครับคอกาแฟ
phobia นี่รักษายากมากนะครับ
ไม่รู้เหมือนกันว่าผ่านกองจิตเวชมาได้อย่างไร
ตอนนั้นสนุกแฮะ
ความรู้สึกของการเปิดประตู ward ในตอนนั้น ขนลุกทุกที แต่เมื่อเข้าไปแล้วรู้สึก OK นี่เองกระมังที่ทำให้ผมรอดมาได้
เรื่องลิง (link) บ่มีปัญหาครับ สาธารณะตั้งแต่คิดที่ post ลง blog แล้วครับ
สวัสดีครับอาจารย์ลูกหว้า
ขอบคุณครับ ผมถือว่านี่เป็นหนึ่งบททดสอบครับ
สอบผ่านก็ภูมิใจ สอบตกก็ต้องซ่อมครับ
คนไข้คนไทยเราน่ารักมากกว่าโขครับ
สวัสดีครับคุณบัณฑูร-ทองตัน
ปัญหาของเรื่องก็คือ จิตใจของคนไข้และญาติที่ไม่ค่อยปกติ ผมจึงต้องอดทนครับ
ถ้าหากต่อเรื่องไปอีก มันมักจะไม่จบ
บางทีเรื่องนิดเดียว แต่เพราะเราไม่ยอมทั้งคู่ มันจึงยาวววววต่อไป (แต่คนนี้นี่ สุดจะทน..ฮา)
คนไข้ที่สิงคโปร์จะว่าไปแล้ว บางมุมก็น่าสงสารนะครับ
เขารอหมอ บางทีนานเป็น 2 ชั่วโมงก็มี ยิ่งเป็นคนไข้ s class แล้ว บางที consultant ไม่มาดูเลย ยกให้เป็นสมบัติของ fellow อย่างเดียว
ยินดีที่รู้จักนะครับ
ท่านขจิตรูปงาม
คนไข้ที่รู้ว่าเป็นคนไข้ รับการรักษาในโรงพยาบาลนั้น ผมรู้ว่าจะตั้งรับอย่างไร
แต่เจออาซิ้มคนนี้นี่ ท่าทางแกจะไม่รู้ว่าแกป่วยครับ
คิดได้ไง "ถ้าแม่ฉันกินเข้าไปจะทำอย่างไร"
ตอนเรียนจิตเวช ผมก็คุยกับคนไข่รู้เรื่องนะครับ จะบอกให้ เกือบเป็นพวกเดียวกันเลย
แต่เมื่อเดินออกจากวอร์ด ไม่กล้าเหลียวมองข้างหลังครับ
กลัวจริงๆ
สวัสดีครับอาจารย์กั๊ตจัง
ขำดีกว่าครับ ชีวิตมันก็แค่นี้แหละ
เดี๋ยวจะมีเรื่องสุดเครียดมาเล่าให้ฟังครับ
สวัสดีลูกศิษย์ที่เคารพ Lucifer (เด็กเลี้ยงช้าง)
เราต้องทนครับ ยิ้มเข้าไว้ แต่ในปากกัดฟันแน่น
สวัสดีค่ะ คุณหมอ <div style="padding-right: 4px; padding-left: 0px; padding-bottom: 4px; padding-top: 0px">
ธนพันธ์ ชูบุญ </div><ul>
</ul>
Patients & Patience
สวัสดีครับคุณกฤษณา
ยินดีที่ได้รู้จัก (มานานแล้ว) ครับ อ่านเรื่องตลกที่เล่าประจำเลยครับ ยิ่งเรื่องเมียหายนี่สุดยอดนะครับ
เจอคนไข้สลบนี่ก็ดีอย่างนะครับ แต่ประเภทที่ไม่สลบนี่สิ บางทีก็สุดทนเลย
สถานการณ์ในปัจจุบันนี้ทำให้พวกเรา (หมอและพยาบาล) ต้องอดทนกันมากขึ้นครับ
ไหนจะโรคใหม่ๆ การรักษาใหม่ๆ คนไข้มีความคาดหวังจากเราสูง ข่าวสารที่ออกมามุ่งแต่ที่จะทำลายวิชาชีพเรามากกว่าสร้างสรรค์
อดทนด้วยกันครับ
ครับอาจารย์
สาธุครับ